ตอนที่ 8: มรดกของมารดา
เสียงเพลงหวานซึ้งของเติ้งลี่จวินดังแว่วมาจากเครื่องเล่นเทปคาสเซตต์ยี่ห้อโซนี่ที่วางอยู่มุมห้อง ท่วงทำนองเนิบนาบช่วยขับกล่อมให้บรรยากาศยามบ่ายในห้องนอนกว้างดูสงบเงียบ แตกต่างจากพายุอารมณ์ที่เพิ่งพัดถล่มคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นไปเมื่อสามวันก่อน
เสิ่นรั่วหนิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมเปอร์เซียตรงปลายเตียง รอบตัวเธอเต็มไปด้วยสมุดบัญชีปกแข็งสีน้ำเงินหลายเล่มที่กางแผ่ไว้ หญิงสาวไล่สายตาอ่านตัวเลขที่ถูกจดด้วยลายมือหมึกสีดำอย่างละเอียด นิ้วเรียวเคาะแป้นเครื่องคิดเลขสี่เหลี่ยมเครื่องหนาเป็นจังหวะ
นับตั้งแต่งานเลี้ยงคืนนั้น เสิ่นหงหยวนก็ประกาศกร้าวลงดาบกักบริเวณเธอ ห้ามก้าวเท้าออกจากบ้าน และสั่งระงับบัตรเครดิตรวมถึงเบี้ยเลี้ยงรายเดือนทั้งหมด หวังจะบีบให้ลูกสาวหัวรั้นยอมก้มหัวขอโทษ แต่เสิ่นรั่วหนิงกลับใช้ชีวิตสามวันที่ผ่านมาอย่างสุขสงบ เธอไม่ออกไปต่อล้อต่อเถียงกับใคร กินอิ่ม นอนหลับ และใช้เวลาทั้งหมดไปกับการตรวจสอบบัญชี ‘ร้านผ้าไหมหว่านหยา’
ร้านผ้าไหมแห่งนี้เป็นสินเดิมที่ลู่หว่านหยา แม่แท้ๆ ของเธอทิ้งไว้ให้ก่อนเสียชีวิต มันตั้งอยู่ในทำเลทองของย่านการค้าเก่าแก่ แม้จะไม่ได้ใหญ่โตเท่าบริษัทตระกูลเสิ่น แต่ก็มีลูกค้าประจำระดับวีไอพีแวะเวียนมาสั่งตัดชุดกี่เพ้าและสูทอยู่ไม่ขาดสาย กำไรจากร้านนี้มากพอที่จะทำให้เธอมีเงินทุนตั้งตัวโดยไม่ต้องง้อเศษเงินกงสีของพ่อ
กริ๊ง... กริ๊ง...
เสียงโทรศัพท์บ้านเครื่องเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหัวเตียงแผดเสียงร้องขัดจังหวะเพลง เสิ่นรั่วหนิงละสายตาจากสมุดบัญชี เอื้อมมือไปยกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
“สวัสดีค่ะ”
“คุณหนู! คุณหนูใหญ่ครับ แย่แล้วครับคุณหนู!” เสียงแหบพร่าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของ ‘ลุงเฉิน’ ผู้จัดการร้านผ้าไหมหว่านหยาดังลั่นมาตามสาย เสิ่นรั่วหนิงขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินเสียงข้าวของแตกหักและเสียงตะโกนด่าทอแทรกเข้ามาเป็นฉากหลัง
“ลุงเฉิน ใจเย็นๆ ค่ะ เกิดอะไรขึ้นที่ร้าน”
“มี... มีพวกนักเลงหน้าตาน่ากลัวสี่ห้าคนบุกเข้ามาในร้านครับคุณหนู พวกมันเอาสีแดงสาดใส่หน้าร้าน กระทืบตู้กระจกโชว์ผ้าไหมจนแตกละเอียดหมดเลย ลูกค้าในร้านวิ่งหนีกันกระเจิง พวกมันขู่ว่าถ้าเราไม่ยอมจ่ายค่าคุ้มครองเดือนละห้าหมื่นหยวน พรุ่งนี้มันจะกลับมาเผาร้านให้ราบเป็นหน้ากลองเลยครับ!”
ดวงตาของเสิ่นรั่วหนิงหรี่แคบลง ประกายความเย็นชาเยียบเย็นพาดผ่านนัยน์ตาคู่สวย ห้าหมื่นหยวน? นั่นมันปล้นกันกลางแดดชัดๆ ในยุค 90 ที่กฎหมายยังเข้าไม่ถึงบางพื้นที่ การขูดรีดค่าคุ้มครองจากแก๊งอันธพาลไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การเจาะจงมาถล่มร้านของเธอในจังหวะที่เธอเพิ่งถูกพ่อตัดหางปล่อยวัดแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่
“พวกมันเป็นคนของใคร ลุงพอจะรู้ไหมคะ”
“ผมเห็นรอยสักรูปหัวกะโหลกที่หลังมือของพวกมัน เป็นตราสัญลักษณ์ของแก๊งมังกรดำครับคุณหนู แก๊งของลูกพี่สวี่เจิ้นตง!”
สวี่เจิ้นตง พี่ชายของสวี่หย่าฉิน
เสิ่นรั่วหนิงแค่นยิ้มมุมปาก นึกไว้ไม่มีผิด สวี่หย่าฉินคงทนเห็นลูกสาวตัวเองถูกประจานจนหมดอนาคตไม่ไหว ถึงได้ไปฟ้องพี่ชายให้มาสั่งสอนเธอ การส่งนักเลงมาพังร้านผ้าไหมซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงเดียวของเธอ ก็เพื่อตัดกำลังและบีบให้เธอหมดหนทางสู้
“ลุงเฉินฟังฉันให้ดีนะคะ” น้ำเสียงของหญิงสาวราบเรียบและหนักแน่นจนคนฟังเริ่มตั้งสติได้ “ให้พนักงานทุกคนหลบอยู่หลังร้าน อย่าออกไปปะทะกับพวกมันเด็ดขาด ปล่อยให้พวกมันทุบทำลายไป พอพวกมันกลับไปแล้ว ลุงรีบปิดประตูเหล็กหน้าร้านซะ ฉันจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้”
“แต่คุณหนูครับ มันอันตรายเกินไป”
“ทำตามที่ฉันบอกค่ะ” เสิ่นรั่วหนิงกดวางสายโดยไม่รอฟังคำทัดทาน
เธอผุดลุกขึ้นจากพื้น เดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า คว้าเสื้อแจ็กเก็ตกันลมสีเบจมาสวมทับเสื้อเชิ้ต หยิบหมวกแก๊ปสีดำมาสวมปิดบังใบหน้า ก่อนจะกวาดสมุดบัญชีและกุญแจตู้เซฟยัดใส่กระเป๋าสะพายใบใหญ่
การกักบริเวณของเสิ่นหงหยวนอาจจะขังคุณหนูผู้บอบบางได้ แต่ขังคนอย่างเธอไม่ได้หรอก ในยุคที่คฤหาสน์ยังไม่มีกล้องวงจรปิดติดอยู่ทุกมุมบ้าน การหลบสายตาคนรับใช้เพื่อลอบออกทางประตูหลังที่เชื่อมกับตรอกทิ้งขยะ เป็นเรื่องง่ายดายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
เวลาเดียวกันนั้นเอง ณ ชั้นบนสุดของตึกสำนักงานธุรกิจนำเข้าส่งออก ‘ลู่กรุ๊ป’
ลู่เยี่ยนโจวนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้หนังบุนวมสีดำตัวใหญ่ แขนเสื้อเชิ้ตสีขาวถูกพับขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อท่อนแขนแกร่ง นิ้วยาวคีบบุหรี่ที่จุดทิ้งไว้แต่ไม่ได้สูบ ปล่อยให้ควันสีเทาลอยอ้อยอิ่งไปในอากาศ เบื้องหน้าของเขามีแฟ้มเอกสารสัญญากู้ยืมเงินนอกระบบนับสิบฉบับวางกองอยู่
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออก อาหลงเดินเข้ามาพร้อมกับกระดาษรายงานในมือ ท่าทางของเขาดูเร่งรีบ
“ลูกพี่ครับ สายของเราที่เฝ้าอยู่หน้าคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นรายงานมาว่า คุณหนูใหญ่แอบหนีออกจากบ้านทางประตูหลัง นั่งรถแท็กซี่มุ่งหน้าไปทางย่านการค้าเก่าครับ”
ลู่เยี่ยนโจวชะงักมือที่กำลังจะเขี่ยบุหรี่ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน “เธอไปทำอะไรที่นั่น”
“ร้านผ้าไหมของคุณนายลู่ถูกพวกแก๊งมังกรดำของสวี่เจิ้นตงบุกไปพังร้านเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนครับคุณหนูคงจะรีบไปดูสถานการณ์”
ดวงตาเบื้องหลังกรอบแว่นสีเงินแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดที่หนาวเหน็บ ลู่เยี่ยนโจวบดขยี้ก้นบุหรี่ลงในที่เขี่ยแก้วเจียระไนจนดับสนิท สวี่เจิ้นตง... ไอ้สุนัขลอบกัดตัวนี้ กล้าใช้สกปรกมาแตะต้องสมบัติชิ้นเดียวที่พี่หว่านหยาทิ้งไว้ให้ลูกสาวเชียวหรือ
“เรื่องที่ฉันสั่งให้ไปจัดการถึงไหนแล้ว” น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบจนอาหลงเผลอกลืนน้ำลาย
“เรียบร้อยครับลูกพี่ เรากว้านซื้อหนี้สินนอกระบบที่บริษัทตงเฟิงของสวี่เจิ้นตงไปกู้ยืมมาจากบ่อนต่างๆ ได้หมดแล้ว ตอนนี้เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของมันคือเรา หากเราดึงสายป่าน สั่งเรียกเก็บเงินกู้คืนพร้อมดอกเบี้ยภายในสามวัน สวี่เจิ้นตงจะไม่มีเงินสดเหลือแม้แต่หยวนเดียว ธุรกิจสีเทาของมันจะถูกสั่งอายัดทั้งหมดครับ”
“ดี” ลู่เยี่ยนโจวลุกขึ้นยืน คว้าเสื้อสูทที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้มาสวม “ส่งคนไปปล่อยข่าวในวงการใต้ดิน ว่าสวี่เจิ้นตงกำลังถังแตกและติดหนี้ก้อนโต ลูกน้องหน้าเงินพวกนั้นพอรู้ว่าเจ้านายไม่มีเงินจ่ายค่าหัว เดี๋ยวก็แตกกระเจิงกันไปเอง ส่วนนาย เตรียมรถ ฉันจะไปย่านการค้าเก่า”
“แต่ลูกพี่ครับ คุณหนูใหญ่อาจจะจัดการเองได้”
“ฉันรู้ว่าเธอเก่ง และฉันก็อยากให้เธอได้กางปีกบินด้วยตัวเอง” ลู่เยี่ยนโจวพูดพลางเดินออกจากห้องทำงาน “แต่ฉันทนนั่งอยู่เฉยๆ โดยที่ไม่เห็นด้วยตาตัวเองไม่ได้ว่าเธอปลอดภัย ตามไปคุ้มกันห่างๆ อย่าเพิ่งลงมือถ้าไม่เกิดเหตุจวนตัวจริงๆ”
“รับทราบครับลูกพี่!”
ย่านการค้าเก่าในยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน แต่บริเวณหน้าร้าน ‘ผ้าไหมหว่านหยา’ กลับมีแต่ความเงียบสงัดปนหวาดผวา ผู้คนละแวกนั้นต่างพากันเดินเลี่ยงไปอีกฝั่งถนน ไม่มีใครกล้ายุ่งกับร้านที่ถูกแก๊งอันธพาลหมายหัว
เสิ่นรั่วหนิงก้าวลงจากรถแท็กซี่ ภาพแรกที่เห็นคือประตูกระจกบานใหญ่หน้าร้านแตกละเอียดเป็นเศษซาก หุ่นโชว์เสื้อผ้าถูกผลักล้มระเนระนาด สีน้ำมันสีแดงสดถูกสาดสาดกระจายเต็มป้ายชื่อร้านไม้สักทอง ดูน่าสยดสยองราวกับรอยเลือด
หญิงสาวเดินข้ามเศษกระจกเข้าไปภายในร้าน ลุงเฉินและพนักงานหญิงอีกสองคนกำลังนั่งตัวสั่นกอดกันอยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงิน เมื่อเห็นคุณหนูใหญ่เดินเข้ามา ลุงเฉินก็รีบพยุงร่างวัยชราลุกขึ้น น้ำตาคลอเบ้า
“คุณหนู ผมปกป้องร้านของคุณนายลู่ไว้ไม่ได้ ผมขอโทษครับ”
เสิ่นรั่วหนิงมองสภาพร้านที่พังยับเยิน แววตาของเธอสงบนิ่งปราศจากความหวาดกลัว หญิงสาวเดินเข้าไปจับมือลุงเฉิน บีบเบาๆ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจ “ลุงเฉินไม่ต้องขอโทษค่ะ ลุงกับทุกคนปลอดภัยก็ดีที่สุดแล้ว ข้าวของพวกนี้พังได้ก็ซื้อใหม่ได้”
“แต่พวกมันบอกว่าพรุ่งนี้จะมาเอาคำตอบ ถ้าเราไม่จ่ายห้าหมื่นหยวน มันจะเผาร้านจริงๆ นะครับคุณหนู แจ้งตำรวจไปพวกมันก็คงยัดเงินใต้โต๊ะหลุดออกมาได้อยู่ดี” พนักงานหญิงคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น
“ยุคนี้ตำรวจกำลังมีนโยบาย ‘ตีแรง’ กวาดล้างมาเฟียและอิทธิพลมืดทั่วประเทศ พวกมันก็แค่หมาลอบกัดที่อาศัยเส้นสายเก่าๆ มาขู่กรรโชกทรัพย์คนสุจริตเท่านั้นแหละค่ะ” เสิ่นรั่วหนิงอธิบายด้วยความรู้เรื่องกฎหมายในอดีตชาติ เธอรู้ดีว่าในปี 95 รัฐบาลจีนเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามแก๊งอันธพาลมากแค่ไหน ขอแค่มีหลักฐานชิ้นใหญ่ สวี่เจิ้นตงก็ดิ้นไม่หลุด
เธอเดินไปที่ตู้เซฟหลังร้าน จัดการไขกุญแจและหมุนรหัส กวาดเงินสดและเอกสารโฉนดที่ดินร้านใส่กระเป๋าสะพายอย่างรวดเร็ว
“ลุงเฉิน เอาเงินก้อนนี้ไปแบ่งให้พนักงานทุกคน สั่งปิดร้านชั่วคราวสักหนึ่งอาทิตย์ ให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนที่บ้านต่างจังหวัดเงียบๆ ห้ามรับโทรศัพท์คนแปลกหน้าเด็ดขาด” เสิ่นรั่วหนิงยื่นปึกเงินสดให้ผู้จัดการร้าน
“แล้วคุณหนูล่ะครับ จะอยู่รับมือพวกมันคนเดียวหรือ ไม่ได้นะครับ มันอันตรายเกินไป!”
“ไม่ต้องห่วงฉันค่ะ ฉันมีวิธีจัดการในแบบของฉัน” เสิ่นรั่วหนิงยิ้มบางๆ “รีบไปเถอะค่ะ ก่อนที่พวกมันจะย้อนกลับมา”
หลังจากจัดการส่งพนักงานทุกคนขึ้นรถสามล้อเครื่องกลับไปอย่างปลอดภัยแล้ว เสิ่นรั่วหนิงก็จัดการล็อกกุญแจประตูเหล็กม้วนหน้าร้านอย่างแน่นหนา ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวเริ่มถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนสีเทาทะมึน ลมพัดกรรโชกแรงจนป้ายผ้าใบหน้าร้านพัดปลิวสะบัด
หญิงสาวกระชับคอเสื้อแจ็กเก็ต เดินออกไปที่ถนนใหญ่เพื่อโบกเรียกแท็กซี่ รถยนต์ยี่ห้อซานตาน่าสีเหลืองคาดแดงคันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบฟุตปาธพอดี เธอเปิดประตูขึ้นไปนั่งเบาะหลัง บอกจุดหมายปลายทางให้คนขับรถซึ่งเป็นชายวัยกลางคนสวมหมวกทรงหม้อตาล
“ไปหมู่บ้านจัดสรรตระกูลเสิ่น แถบชานเมืองฝั่งตะวันตกค่ะ”
“ได้เลยครับคุณผู้หญิง” คนขับรับคำก่อนจะเหยียบคันเร่งออกรถ ท่ามกลางเม็ดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา
รถแท็กซี่แล่นฝ่าสายฝนไปตามถนนสายหลัก เสิ่นรั่วหนิงนั่งกอดกระเป๋าสะพายไว้แนบอก สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่พร่ามัวด้วยหยดน้ำฝน สมองของเธอกำลังประมวลผลแผนการขั้นต่อไป การที่สวี่เจิ้นตงกล้าส่งคนมาพังร้านอย่างอุกอาจ แปลว่าเขาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอีกแล้ว เธอต้องหาทางส่งหลักฐานเอาผิดเขาให้ถึงมือหน่วยปราบปรามส่วนกลางให้เร็วที่สุด
ในขณะที่รถกำลังวิ่งผ่านย่านโรงงานอุตสาหกรรมเก่าซึ่งค่อนข้างเปลี่ยว คนขับรถก็เหลือบมองกระจกมองหลังด้วยความกังวล
“คุณผู้หญิงครับ เหมือนจะมีรถตู้ขับตามเรามาตั้งแต่แยกที่แล้ว พอผมเร่งเครื่อง มันก็เร่งตาม พอผมชะลอ มันก็ชะลอ”
เสิ่นรั่วหนิงหันขวับไปมองด้านหลัง ผ่านกระจกหลังรถที่เปียกปอน เธอเห็นรถตู้ขนมปัง (รถตู้เหมี่ยนเปาเชอ) สีเทามอซอคันหนึ่งกำลังขับจี้ท้ายรถแท็กซี่ในระยะประชิด ไฟหน้ารถของมันสาดส่องเข้ามาจนแสบตา
“คุณลุงคะ ลองเลี้ยวเข้าซอยข้างหน้าดูสิคะ ดูว่าเขาจะเลี้ยวตามไหม” เธอสั่งเสียงเครียด
คนขับแท็กซี่หักพวงมาลัยเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ซอยแคบๆ ที่สองข้างทางเป็นกำแพงอิฐแดงของโรงงานร้าง ไม่มีไฟถนน ไม่มีรถสวนทาง มีเพียงความมืดและเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคารถ
รถตู้สีเทาคันนั้นหักเลี้ยวตามเข้ามาอย่างรวดเร็ว!
“พวกมันตามมาจริงๆ ด้วยครับ!” คนขับร้องเสียงหลง เหยียบคันเร่งหวังจะสลัดให้หลุด
แต่เมื่อรถแท็กซี่วิ่งลึกเข้าไปเกือบถึงกลางซอย จู่ๆ ก็มีรถตู้สีดำอีกคันหนึ่งแล่นสวนทางมาจอดขวางกลางถนน ปิดเส้นทางหนีด้านหน้าอย่างสมบูรณ์
เอี๊ยดดดด!
คนขับแท็กซี่เหยียบเบรกกะทันหันจนตัวโก่ง ล้อรถเสียดสีกับถนนเปียกชื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น รถหยุดนิ่งอยู่ห่างจากรถตู้คันหน้าเพียงไม่กี่เมตร ในขณะที่รถตู้สีเทาคันหลังก็ขับมาจอดปิดท้าย ปิดตายเส้นทางหนีทั้งหน้าและหลัง
หัวใจของเสิ่นรั่วหนิงเต้นรัวแรงราวกับรัวกลอง มือบางกำสายกระเป๋าสะพายแน่นจนข้อปูดขาว เธอรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การปล้นจี้ธรรมดา แต่มันคือการดักซุ่มโจมตีที่มีการวางแผนมาอย่างดี สวี่เจิ้นตงไม่ได้กะจะขู่เอาเงินจากร้านผ้าไหมเพียงอย่างเดียว แต่เขาต้องการจัดการเสี้ยนหนามอย่างเธอให้พ้นทางด้วย
ประตูรถตู้ทั้งสองคันถูกกระชากเปิดออก ชายฉกรรจ์รูปร่างสันทัดเกือบสิบคนก้าวลงมาท่ามกลางสายฝน แต่ละคนสวมเสื้อกันฝนสีทึบ ในมือถือท่อนเหล็กและไม้เบสบอล เดินย่างสามขุมเข้ามาล้อมรถแท็กซี่ไว้
“คุณ... คุณผู้หญิง ผมไม่เกี่ยวด้วยนะ ผมแค่คนหาเช้ากินค่ำ” คนขับแท็กซี่หน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวสุดขีด
“คุณลุงล็อกประตูรถทุกบานไว้ค่ะ อย่าเพิ่งเปิดเด็ดขาด” เสิ่นรั่วหนิงสั่งเสียงเฉียบขาด
แต่ความกลัวทำให้สติของคนขับเตลิดไปหมดแล้ว เมื่อนักเลงคนหนึ่งเงื้อท่อนเหล็กฟาดเข้าที่กระโปรงหน้ารถเสียงดังปัง คนขับแท็กซี่ก็ร้องลั่นด้วยความขวัญเสีย เขารีบปลดล็อกประตูฝั่งคนขับ เปิดประตูแล้ววิ่งหนีเตลิดเข้าไปในความมืดของโรงงานร้าง ทิ้งให้ผู้โดยสารสาวเผชิญชะตากรรมอยู่เพียงลำพัง
แกร๊ก!
เสิ่นรั่วหนิงเอื้อมมือไปกดล็อกประตูด้านหลังอย่างรวดเร็ว เธอขยับตัวถอยไปชิดประตูอีกฝั่ง สายตาจ้องเขม็งไปยังกลุ่มเงาทะมึนที่ล้อมรอบรถอยู่
“ลงมานังหนู ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็เปิดประตูลงมาดีๆ ลูกพี่สวี่มีเรื่องอยากจะคุยกับแกนิดหน่อย!” หนึ่งในนักเลงตะโกนข่มขู่พลางใช้ท่อนเหล็กเคาะกระจกหน้าต่างรถฝั่งที่เธอนั่งอยู่
เสิ่นรั่วหนิงไม่ตอบโต้ เธอรูดซิปกระเป๋าสะพาย ล้วงมือเข้าไปหยิบไฟฉายกระบอกเหล็กหนาหนักที่เธอพกติดตัวมาจากร้านผ้าไหมมาถือไว้แน่น แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก แต่ความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตชาติที่ถูกขังในโกดังร้างและถูกไฟคลอกตาย กลับหล่อหลอมให้จิตใจของเธอแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า
เธอไม่ใช่เสิ่นรั่วหนิงคนเก่าที่จะยอมนั่งร้องไห้รอความตายอีกต่อไปแล้ว
“ถ้าไม่ลงมา พวกกูจะทุบกระจกแล้วลากคอแกออกมาเอง!”
เมื่อเห็นว่าเหยื่อในรถไม่ยอมทำตามคำสั่ง นักเลงคนนั้นก็เงื้อท่อนเหล็กขึ้นสุดแขน เตรียมจะฟาดลงมาที่กระจกหน้าต่าง
เสิ่นรั่วหนิงสูดลมหายใจเข้าลึก ยกกระเป๋าสะพายขึ้นบังใบหน้า เตรียมรับแรงกระแทกจากเศษกระจกที่กำลังจะแตกกระจาย
ปึง!!
เสียงวัตถุแข็งกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว แต่มันไม่ใช่เสียงท่อนเหล็กกระทบกระจกรถ แต่เป็นเสียงของฝ่าเท้าที่ถีบเข้ากลางลำตัวของนักเลงคนนั้นอย่างแรงจนร่างกระเด็นลอยไปกระแทกกับกำแพงอิฐแดงเสียงดังอั้ก
เสิ่นรั่วหนิงลดกระเป๋าลง เบิกตากว้างมองภาพเบื้องหน้าผ่านหยาดฝนที่เกาะพราวบนกระจก
ท่ามกลางความมืดมิดและสายฝนที่สาดกระหน่ำ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาเข้มที่เปียกชื้นปรากฏตัวขึ้นราวกับมัจจุราชที่ก้าวออกมาจากขุมนรก ลู่เยี่ยนโจวยืนตระหง่านอยู่ข้างตัวรถแท็กซี่ แววตาเบื้องหลังกรอบแว่นสีเงินที่เคยนิ่งสงบ บัดนี้ลุกโชนไปด้วยไฟโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุล
เขาสะบัดหยดน้ำฝนออกจากมือ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับกลุ่มนักเลงที่เหลือ มือหนาปลดกระดุมเสื้อสูทออกอย่างเชื่องช้า แต่ท่วงท่ากลับแฝงไปด้วยความคุกคามจนพวกอันธพาลถึงกับก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
“ใครกล้าแตะต้องรถคันนี้” น้ำเสียงทุ้มต่ำของลู่เยี่ยนโจวคำรามก้อง แข่งกับเสียงฟ้าร้องที่ดังกึกก้องอยู่เบื้องบน “ฉันจะหักกระดูกมันให้แหลกคามือ”
