ตอนที่ 6: ของขวัญชิ้นใหญ่บนจอฉายภาพ
ห้องบอลรูมของโรงแรมแกรนด์พาเลซในค่ำคืนนี้สว่างไสวราวกับกลางวัน โคมไฟระย้าคริสตัลส่องแสงระยิบระยับสะท้อนกับแก้วแชมเปญทรงสูงที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะจัดเลี้ยง เสียงเพลงแจ๊สยุค 90 บรรเลงคลอเคล้าไปกับเสียงพูดคุยของแขกเหรื่อระดับวีไอพี นักธุรกิจในชุดสูทตัวโคร่งเสริมไหล่หนาตามแฟชั่นนิยม ต่างพากันจับกลุ่มสนทนาเรื่องทิศทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่กำลังผันผวน
ในขณะที่บรรดาสุภาพสตรีในชุดเดรสสีสดใส ผมดัดลอนใหญ่ฟูฟ่องและริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงสด ต่างพากันปรายตามองไปยังจุดศูนย์กลางของงานด้วยความอยากรู้อยากเห็น
คืนนี้คืองานฉลองครบรอบการก่อตั้งบริษัทตระกูลเสิ่น แต่นักข่าวสายเศรษฐกิจและสายบันเทิงที่แห่กันมารวมตัวอยู่หน้าเวที กลับไม่ได้สนใจเรื่องผลประกอบการของบริษัทเลยแม้แต่น้อย เลนส์กล้องทุกตัวจับจ้องไปที่ครอบครัวตระกูลเสิ่น เพื่อรอคอยช่วงเวลาที่ข่าวฉาวหน้าหนึ่งเมื่อสองวันก่อนจะถูกหยิบยกขึ้นมาซักถาม
เสิ่นหงหยวนฝืนยิ้มต้อนรับแขกจนใบหน้าแทบจะเป็นตะคริว เขาพยายามทำตัวให้ดูภูมิฐานที่สุดเพื่อกลบเกลื่อนความตึงเครียด ในขณะที่สวี่หย่าฉินยืนอยู่เคียงข้างในชุดกี่เพ้าประยุกต์สีทอง เธอคอยปั้นหน้ายิ้มแย้มและตอบคำถามนักข่าวด้วยท่าทีของนายหญิงผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตา
“เรื่องข่าวลือของรั่วหนิง ทางเราไม่ได้เก็บมาใส่ใจหรอกค่ะ” สวี่หย่าฉินตอบคำถามนักข่าวคนหนึ่งด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “เด็กสมัยนี้บางทีก็อาจจะทำตัวใกล้ชิดผู้ใหญ่เกินพอดีไปบ้าง เยี่ยนโจวเองก็เป็นคนในครอบครัว ภาพที่ออกมาเป็นแค่การหยอกล้อกันตามประสาอาหลานเท่านั้นเองค่ะ”
คำตอบของเธอฟังดูเหมือนจะปกป้อง แต่ลึกๆ กลับตอกย้ำให้คนฟังรู้สึกว่าเสิ่นรั่วหนิงเป็นเด็กใจแตกที่ทำตัวไม่เหมาะสมกับผู้ชายในบ้าน
เสิ่นเมิ่งเจียวที่ยืนอยู่ไม่ไกลลอบยกยิ้มอย่างพึงพอใจ วันนี้เธอสวมชุดเดรสเกาะอกสีชมพูอ่อน ขับผิวขาวเนียนให้ดูโดดเด่น รอยคิสมาร์กที่คอถูกรองพื้นราคาแพงกลบทับจนมิดชิด เธอปรายตามองไปที่บันไดเวียน รอคอยเวลาที่พี่สาวต่างแม่จะเดินลงมาเผชิญหน้ากับสายตาเหยียดหยามของคนทั้งงาน
และแล้ว เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นจากฝั่งประตูทางเข้า
กู้เหยียนเจ๋อเดินก้าวเข้ามาในงานด้วยท่วงท่าสง่างาม ชายหนุ่มสวมชุดสูททักซิโด้สีดำสนิท ผมปาดเจลเรียบกริบ ในมือถือช่อดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่ ทันทีที่เขาปรากฏตัว แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกันราวกับฟ้าแลบ นักข่าวพากันกรูเข้าไปล้อมหน้าล้อมหลังเขาทันที
“คุณชายกู้ครับ! รู้สึกยังไงกับภาพหลุดของคุณหนูเสิ่นกับน้องชายบุญธรรมครับ”
“ทางตระกูลกู้จะยกเลิกการหมั้นหมายตามที่ลือกันหรือเปล่าคะ”
คำถามมากมายถูกสาดเข้าใส่ แต่กู้เหยียนเจ๋อกลับไม่มีท่าทีโกรธเคือง เขายกมือขึ้นปรามนักข่าวอย่างสุภาพ รอยยิ้มอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความเอื้ออาทรปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา
“ทุกคนใจเย็นๆ ก่อนนะครับ” กู้เหยียนเจ๋อเอ่ยเสียงนุ่มนวล ผ่านไมโครโฟนที่นักข่าวยื่นมาจ่อตรงหน้า “ผมกับหนิงหนิงคบหากันมานาน ความเชื่อใจคือรากฐานสำคัญของเรา ผมรู้จักนิสัยคู่หมั้นของผมดี ภาพถ่ายเบลอๆ แค่ภาพเดียว ไม่อาจทำลายความสัมพันธ์ของเราได้หรอกครับ ผมเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของเธอ และงานแต่งงานของเราจะยังคงดำเนินต่อไปตามกำหนดการเดิม”
เสียงปรบมือชื่นชมดังขึ้นประปรายจากกลุ่มแขกเหรื่อ ผู้คนต่างพากันกระซิบกระซาบยกย่องความใจกว้างและความเป็นสุภาพบุรุษของทายาทตระกูลกู้ ที่ยอมกลืนความอัปยศเพื่อปกป้องผู้หญิงที่รัก
ช่างเป็นการแสดงที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
“พูดได้ดีมากเลยค่ะคุณชายกู้”
เสียงหวานใสที่แฝงความเย็นเยียบดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวาย ทุกสายตาหันขวับไปมองที่บันไดเวียนกลางห้องโถง
เสิ่นรั่วหนิงยืนอยู่ตรงนั้น เธอไม่ได้สวมชุดราตรีฟู่ฟ่าหรือเครื่องประดับเพชรนิลจินดาเต็มตัวอย่างที่คุณหนูตระกูลใหญ่ควรจะเป็น แต่วันนี้เธอเลือกสวมชุดเดรสสายเดี่ยวสีดำสนิทเข้ารูปที่ตัดเย็บด้วยผ้ากำมะหยี่ ขับเน้นทรวดทรงเพรียวบางและผิวขาวจัดให้ดูโดดเด่นสะดุดตา เส้นผมดำขลับดัดลอนคลายๆ ปล่อยสยายเต็มแผ่นหลัง ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงก่ำ
ดวงตากลมโตที่เคยหวานเชื่อม บัดนี้กลับทอประกายคมกริบเยือกเย็นราวกับมีดน้ำแข็ง
เธอก้าวเดินลงบันไดมาอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยอำนาจสะกดสายตา จนบรรดานักข่าวถึงกับลืมกดชัตเตอร์ไปชั่วขณะ
ด้านหลังของเธอห่างไปเพียงสามก้าว ลู่เยี่ยนโจวในชุดสูทสีเทาเข้มเดินตามลงมาอย่างเงียบเชียบ แววตาภายใต้กรอบแว่นสีเงินกวาดมองไปทั่วงานด้วยความระแวดระวัง เขาวางตัวเป็นเพียงผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ แต่กลิ่นอายอันตรายที่แผ่ออกมากลับทำให้ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปขวางทาง
เสิ่นรั่วหนิงเดินแหวกวงล้อมนักข่าวเข้าไปหยุดยืนประจันหน้ากับกู้เหยียนเจ๋อ เธอมองช่อดอกลิลลี่ในมือเขาแล้วแค่นยิ้มมุมปาก
“หนิงหนิง พี่เอาดอกไม้มาให้” กู้เหยียนเจ๋อยื่นดอกไม้ให้พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ แววตาของเขาซ่อนความสะใจไว้ลึกๆ เขาเชื่อว่าการเล่นบทพ่อพระในวันนี้ จะบีบให้เสิ่นรั่วหนิงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมแต่งงานกับเขาเพื่อล้างมลทินให้ตัวเอง
“ขอบคุณค่ะ” เสิ่นรั่วหนิงรับช่อดอกไม้มาถือไว้หลวมๆ “คุณชายกู้ช่างใจกว้างเหลือเกิน ข่าวลือเสียหายของฉันเพิ่งจะขึ้นหน้าหนึ่งไปแท้ๆ แต่คุณกลับยังยืนยันที่จะแต่งงานกับฉัน ความรักของคุณช่างยิ่งใหญ่จนฉันแทบจะรับไว้ไม่ไหว”
“เพื่อหนิงหนิง พี่ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว” เขาตอบเสียงนุ่ม
นักข่าวต่างพากันรัวชัตเตอร์เก็บภาพคู่รักที่ดูเหมือนจะสยบข่าวร้าวฉานได้อย่างงดงาม เสิ่นหงหยวนที่ยืนดูอยู่ไกลๆ ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดปัญหาทุกอย่างก็กำลังจะจบลงด้วยดี หุ้นบริษัทพรุ่งนี้ต้องกลับมาพุ่งแน่ๆ
“ในเมื่อความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญอย่างที่คุณกู้บอก” เสิ่นรั่วหนิงหันไปมองนักข่าวทุกคน “คืนนี้ฉันจึงมีของขวัญชิ้นพิเศษที่เตรียมไว้เพื่อตอบแทนความเชื่อใจของคุณกู้ และเพื่อตอบข้อสงสัยของทุกคนเกี่ยวกับภาพหลุดหน้าหนึ่งเมื่อวานนี้ค่ะ”
สวี่หย่าฉินชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มแข็งค้าง เธอหันไปมองหน้าเสิ่นเมิ่งเจียวด้วยความสับสน ไม่มีใครรู้ว่าเสิ่นรั่วหนิงกำลังจะเล่นตลกอะไร
เสิ่นรั่วหนิงหันไปส่งซิกให้ลู่เยี่ยนโจวเพียงเสี้ยววินาที ชายหนุ่มพยักหน้ารับเงียบๆ เขาเหลือบสายตาไปทางพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งที่ยืนอยู่มุมห้อง อาหลงในชุดยูนิฟอร์มพนักงานโรงแรมขยับตัวเข้าใกล้แผงควบคุมสวิตช์ไฟของห้องบอลรูมอย่างแนบเนียน
“รบกวนทุกคนมองไปที่จอโปรเจกเตอร์บนเวทีด้วยค่ะ” เสิ่นรั่วหนิงประกาศเสียงดังกังวาน
ไฟในห้องบอลรูมดับพรึบลงกะทันหัน แขกเหรื่อส่งเสียงฮือฮาด้วยความตกใจ ก่อนที่แสงสว่างวาบจากเครื่องฉายสไลด์ยุค 90 จะฉายภาพขึ้นไปบนจอผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่กลางเวที เสียงเครื่องฉายทำงานดังกริ๊ก ท่ามกลางความมืดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
ภาพแรกปรากฏขึ้นบนจอ มันไม่ใช่ภาพประวัติการก่อตั้งบริษัทตระกูลเสิ่น และไม่ใช่ภาพพรีเวดดิ้งหวานแหววอย่างที่ทุกคนคิด
แต่มันคือภาพถ่ายขาวดำความละเอียดสูง ที่ถ่ายผ่านช่องผ้าม่านของโรงแรม ภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังคร่อมร่างเปลือยเปล่าของผู้หญิงอีกคนอยู่บนเตียงนอน แม้จะเป็นภาพขาวดำ แต่ใบหน้าของชายหนุ่มที่กำลังหลับตาพริ้มด้วยความสุขสมนั้นกลับถูกซูมและโฟกัสอย่างชัดเจนจนไม่ต้องเดาว่าเป็นใคร
กู้เหยียนเจ๋อ!
ความเงียบสงัดเข้าครอบงำห้องบอลรูมกะทันหัน ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะกลืนน้ำลาย ทุกสายตาเบิกกว้างจ้องมองภาพบนเวทีราวกับเห็นผี
กู้เหยียนเจ๋อหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด ช่อดอกไม้ในมือร่วงหล่นลงพื้น เขาเบิกตากว้าง ปากอ้าค้าง พยายามจะเปล่งเสียงออกมาแต่มันกลับจุกอยู่ที่ลำคอ
กริ๊ก!
เครื่องฉายสไลด์เลื่อนเปลี่ยนภาพถัดไปโดยอัตโนมัติ ภาพที่สองคือมุมที่ถ่ายให้เห็นใบหน้าของผู้หญิงที่อยู่ใต้ร่างกู้เหยียนเจ๋ออย่างชัดเจน หญิงสาวที่กำลังจิกหลังเขาด้วยความรัญจวนใจ มีไฝเม็ดเล็กๆ ที่หางตาซ้ายอันเป็นเอกลักษณ์
เสิ่นเมิ่งเจียว! คุณหนูรองแห่งตระกูลเสิ่น!
“กรี๊ดดดดดด!”
เสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดของเสิ่นเมิ่งเจียวดังก้องทะลุความเงียบ เธอทรุดตัวลงนั่งกับพื้น สองมือยกขึ้นปิดหน้าตัวเองอย่างเสียสติ ร่างกายสั่นเทาด้วยความอับอายและหวาดกลัวสุดขีด
“ปิดเดี๋ยวนี้! ใครก็ได้ปิดเครื่องบ้าๆ นั่นที!” สวี่หย่าฉินสติแตก เธอวิ่งถลันเข้าไปหาพนักงานโรงแรม หวังจะดึงปลั๊กไฟออก แต่กลับถูกพนักงานเสิร์ฟร่างกำยำสองคนเดินเข้ามาขวางทางไว้อย่างแนบเนียน
“ขออภัยครับคุณผู้หญิง ระบบไฟเกิดขัดข้องนิดหน่อย พวกผมกำลังพยายามแก้ไขอยู่ครับ” อาหลงตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย ขณะที่มือก็แอบล็อกสวิตช์เครื่องฉายไว้แน่นไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งได้
กริ๊ก! กริ๊ก!
ภาพสไลด์ยังคงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกชอตทุกมุมของความสัมพันธ์ที่ลักลอบกระทำกันในห้องพักโรงแรมหมายเลข 302 ถูกนำมาฉายประจานอย่างไม่มีเซนเซอร์ มุมขวาล่างของภาพมีตัวเลขวันที่และเวลาประทับอยู่อย่างชัดเจน มันคือช่วงเวลาดึกของคืนก่อนหน้า คืนเดียวกับที่กู้เหยียนเจ๋ออ้างว่าตัวเองทำงานยุ่งจนไม่ได้มาหาคู่หมั้น
เมื่อนักข่าวตั้งสติได้ สัญชาตญาณของการล่าข่าวก็ปะทุขึ้น แสงแฟลชสว่างวาบขึ้นถี่ยิบราวกับพายุฝนฟ้าคะนอง เลนส์กล้องนับสิบตัวหันขวับจากหน้าจอเวทีมาจ่อที่ใบหน้าของกู้เหยียนเจ๋อและเสิ่นเมิ่งเจียวแทน
“คุณชายกู้ครับ! ผู้หญิงในภาพคือคุณหนูรองตระกูลเสิ่นใช่ไหมครับ!”
“คุณแอบคบชู้กับน้องสาวของคู่หมั้นตัวเองมานานแค่ไหนแล้วคะ!”
“นี่ใช่ไหมคะคือเหตุผลที่คุณให้ข่าวลือเรื่องคุณหนูใหญ่หน้าหนึ่งเมื่อวาน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสื่อ!”
คำถามถูกสาดเข้าใส่ราวกับห่ากระสุน กู้เหยียนเจ๋อยกมือขึ้นบังแสงแฟลช ถอยกรูดไปด้านหลังอย่างคนหมดสภาพ สุภาพบุรุษจอมปลอมถูกฉีกหน้ากากออกจนไม่เหลือชิ้นดี
เสิ่นหงหยวนยืนตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า ใบหน้าของเขาแดงก่ำสลับกับเขียวคล้ำ ความโกรธเกรี้ยวและอับอายพุ่งสูงจนทะลุขีดจำกัด เขาชี้หน้ากู้เหยียนเจ๋อด้วยมือที่สั่นเทา “ไอ้... ไอ้สารเลว! แกกล้าทำเรื่องบัดซบแบบนี้กับลูกสาวฉันได้ยังไง!”
ไม่ใช่แค่โกรธที่กู้เหยียนเจ๋อหักหลังเสิ่นรั่วหนิง แต่เขาโกรธที่เสิ่นเมิ่งเจียว ลูกสาวที่เกิดจากภรรยารอง กล้าไปลักลอบเป็นชู้กับว่าที่พี่เขยตัวเอง นี่มันเรื่องอัปยศที่สุดในประวัติศาสตร์ตระกูลเสิ่น
ท่ามกลางความวุ่นวายโกลาหล ไฟในห้องบอลรูมก็สว่างพรึบขึ้นมาอีกครั้ง
เสิ่นรั่วหนิงก้าวเดินขึ้นไปบนเวทีเล็กด้านหน้า เธอหยิบไมโครโฟนขึ้นมาถือไว้ แววตาของเธอสงบนิ่งปราศจากน้ำตาแห่งความเสียใจ มีเพียงความเย็นชาที่แช่แข็งทุกคนที่สบตาด้วย
“นักข่าวทุกท่านคะ” น้ำเสียงของเธอดังกังวานและเฉียบขาด “อย่างที่ทุกคนได้เห็น ภาพข่าวหน้าหนึ่งเมื่อวานเป็นเพียงการใส่ร้ายที่จัดฉากขึ้น เพื่อปกปิดความเน่าเฟะของผู้ชายคนนี้ กู้เหยียนเจ๋อใช้ความเชื่อใจของฉันเป็นเครื่องมือ และลักลอบมีความสัมพันธ์กับเสิ่นเมิ่งเจียว น้องสาวต่างแม่ของฉันเอง”
เธอกวาดสายตามองไปที่สวี่หย่าฉินที่กำลังกอดลูกสาวร้องไห้อยู่บนพื้น ก่อนจะหันกลับมามองกล้อง
“ในเมื่อความจริงปรากฏชัดเจนขนาดนี้ ฉัน เสิ่นรั่วหนิง ในฐานะผู้เสียหาย ขอประกาศยกเลิกการหมั้นหมายกับคุณชายกู้เหยียนเจ๋ออย่างเป็นทางการตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ตระกูลเสิ่นและตระกูลกู้จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกันอีก และฉันขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีทางกฎหมาย หากมีการใช้ชื่อเสียงของฉันไปแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจในอนาคต”
คำประกาศที่หนักแน่นและเด็ดขาด ทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีบทนางเอกเจ้าน้ำตา มีเพียงการตอบโต้ที่เด็ดเดี่ยวและไร้ความปรานี
นี่ไม่ใช่คุณหนูใหญ่ผู้อ่อนแอที่ใครจะมารังแกได้อีกต่อไป เธอคือหงส์ที่สลัดขนเก่าทิ้งและสยายปีกกลางกองเพลิง
กู้เหยียนเจ๋อมองเสิ่นรั่วหนิงบนเวทีด้วยความแค้นเคือง เขาอ้าปากจะด่าทอ แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาคมกริบของลู่เยี่ยนโจวที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกลหลังเวที คำพูดทั้งหมดก็ถูกกลืนกลับลงคอ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากชายหนุ่มสวมแว่นคนนั้น ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีมีดจ่ออยู่ที่คอหอย กู้เหยียนเจ๋อตัดสินใจหันหลังวิ่งหนีออกจากงานเลี้ยงไปอย่างคนขี้ขลาด ทิ้งให้ครอบครัวตระกูลเสิ่นต้องเผชิญหน้ากับนักข่าวตามลำพัง
เสิ่นรั่วหนิงวางไมโครโฟนลงบนแท่น เธอก้าวลงจากเวทีท่ามกลางแสงแฟลชที่ยังคงกระหน่ำถ่ายภาพเธออย่างต่อเนื่อง
ร่างบางเดินผ่านเสิ่นหงหยวนที่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้น ผ่านสวี่หย่าฉินที่กำลังร้องกรี๊ดอย่างบ้าคลั่ง เธอไม่ได้หยุดปลอบใจใคร เพราะคนพวกนี้ไม่คู่ควรได้รับความเห็นใจจากเธอแม้แต่หยดเดียว
เมื่อเดินพ้นเขตเวทีออกมาสู่โถงทางเดินที่ค่อนข้างเงียบสงบ เสิ่นรั่วหนิงก็พรูลมหายใจยาวออกมา ขาที่เกร็งมาตลอดเริ่มอ่อนแรงเล็กน้อย การยืนเผชิญหน้ากับคนหมู่มากและฉีกหน้ากากศัตรูต้องใช้พลังงานมหาศาล
จู่ๆ เสื้อสูทตัวใหญ่กลิ่นโคโลญจน์ผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ก็ถูกคลุมลงบนไหล่ลาดเนียนของเธอ
เสิ่นรั่วหนิงชะงัก หันไปมองคนร่างสูงที่เดินตามเธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ลู่เยี่ยนโจวยกมือขึ้นขยับปมเนกไทเล็กน้อย นัยน์ตาลุ่มลึกมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ทั้งภูมิใจ ทั้งเป็นห่วง และลึกๆ แล้ว เขารู้สึกหวงแหน
“หนาวหรือเปล่า” เขาถามเสียงทุ้ม
เสิ่นรั่วหนิงกระชับเสื้อสูทบนไหล่ กลิ่นไออุ่นจากตัวเขายังคงติดอยู่บนเนื้อผ้า มันช่วยปลอบประโลมความตึงเครียดในใจเธอได้อย่างประหลาด เธอส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นบนใบหน้า
“ไม่หนาวแล้วค่ะ น้าเล็กบอกว่าฉันทำได้ดีไหมคะ”
“ดีมาก” ลู่เยี่ยนโจวตอบสั้นๆ แต่หนักแน่น เขาเอื้อมมือไปจับข้อมือเล็กของเธออย่างแผ่วเบา เป็นการสัมผัสที่ไม่ได้จาบจ้วง แต่เต็มไปด้วยความปกป้อง “ต่อไปนี้ กู้เหยียนเจ๋อจะไม่มีที่ยืนในวงการธุรกิจอีก ส่วนสวี่หย่าฉินกับลูกสาวก็คงต้องใช้เวลาเลียแผลไปอีกนาน เธอชนะแล้ว รั่วหนิง”
“นี่ยังแค่เริ่มต้นค่ะน้าเล็ก” เสิ่นรั่วหนิงมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “การถอนหมั้นเป็นแค่การตัดเนื้อร้ายทิ้ง แต่การจะรักษาบาดแผลให้หายขาด ฉันต้องถอนรากถอนโคนตระกูลกู้และลุงสวี่เจิ้นตงให้หมดไปจากวงการธุรกิจด้วย”
คำพูดที่เด็ดเดี่ยวและโหดเหี้ยมนี้ หากออกมาจากปากผู้หญิงคนอื่น ผู้ชายคงจะรู้สึกหวาดกลัว แต่สำหรับลู่เยี่ยนโจว มันกลับทำให้เขารู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้านี้ช่างงดงามและมีเสน่ห์จนไม่อาจละสายตา
เขาบีบข้อมือเธอเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ
“งั้นก็เตรียมตัวให้พร้อม” ลู่เยี่ยนโจวเหยียดยิ้มร้ายกาจแบบที่ไม่มีใครเคยเห็น “กระดานหมากต่อไป ฉันจะเป็นคนสอนเธอเองว่า การกลืนกินบริษัทคู่แข่งในยุค 90 เขากระทำกันยังไง”
สองร่างยืนเคียงข้างกันในเงามืดของโถงทางเดิน ทิ้งความโกลาหลและเสียงแฟลชวุ่นวายไว้เบื้องหลัง นับจากค่ำคืนนี้เป็นต้นไป ตำนานของคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นผู้ไร้ความปรานีได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ และผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างกายเธอ ก็พร้อมที่จะทำลายล้างทุกสิ่งเพื่อปูทางให้เธอเดินไปสู่จุดสูงสุด
