ตอนที่ 5: พาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง
กลิ่นหมึกพิมพ์ราคาถูกที่ยังไม่แห้งสนิทดีลอยคลุ้งมาจากกระดาษหนังสือพิมพ์ฉบับเช้า ซึ่งถูกรีดจนเรียบตึงและวางทับด้วยถ้วยชาเซรามิกบนโต๊ะอาหารตัวยาว
บรรยากาศในห้องรับประทานอาหารของคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นเช้านี้เย็นเยียบจนเข้ากระดูก แม้เครื่องปรับอากาศจะไม่ได้ถูกเปิดใช้งานก็ตาม เสียงนาฬิกาลูกตุ้มโบราณที่มุมห้องตีดังกังวานบอกเวลาเจ็ดโมงเช้า แต่มันกลับฟังดูคล้ายเสียงนับถอยหลังสู่พายุลูกใหญ่
เพล้ง!
ถ้วยชาหยกขาวใบโปรดของเสิ่นหงหยวนถูกปัดตกลงพื้นจนแตกกระจาย น้ำชาสีอำพันร้อนจัดกระเด็นเปื้อนพรมเปอร์เซียราคาแพง สาวใช้สองคนที่ยืนรอรับใช้อยู่มุมห้องสะดุ้งสุดตัวและรีบก้มหน้าลงจนคางชิดอก ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“นี่มันเรื่องบัดสีบัดเถลิงอะไรกัน!” ผู้นำตระกูลเสิ่นตวาดลั่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือกร้านที่ผ่านการจับปากกาเซ็นสัญญาร้อยล้านสั่นเทาขณะชี้ไปที่หน้าแรกของหนังสือพิมพ์บันเทิงรายวันฉบับที่มียอดขายสูงสุดในเมืองหลวง
พาดหัวข่าวตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่พิมพ์หลาเกือบครึ่งหน้ากระดาษ
‘ฉาวโฉ่ตระกูลมั่งคั่ง! คุณหนูใหญ่แอบกินน้าชายบุญธรรม ศีลธรรมเสื่อมทรามใต้จมูกผู้เป็นพ่อ’
ใต้พาดหัวข่าวนั้นเป็นภาพแอบถ่ายขาวดำที่แม้จะมัวเล็กน้อยตามคุณภาพกล้องยุค 90 แต่ก็พอมองออกว่าเป็นภาพของลู่เยี่ยนโจวที่กำลังจับข้อมือเสิ่นรั่วหนิงในระยะประชิด ภาพนี้ถูกถ่ายลอดผ่านช่องหน้าต่างบานเกล็ดของคฤหาสน์เมื่อคืนวาน จังหวะที่ลู่เยี่ยนโจวเข้ามาขัดขวางกู้เหยียนเจ๋อ แต่มุมกล้องกลับจงใจตัดกู้เหยียนเจ๋อออกไปให้พ้นเฟรม เหลือเพียงภาพชายหญิงสองคนที่ยืนแนบชิดกันในยามวิกาล
สวี่หย่าฉินที่นั่งอยู่ฝั่งขวาของโต๊ะรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหางตา แสร้งทำสีหน้าตกตะลึงและเจ็บปวด “ตายจริง ทำไมนักข่าวพวกนี้ถึงเขียนข่าวไร้จรรยาบรรณแบบนี้คะคุณ ฉันรู้ว่าเยี่ยนโจวเอ็นดูรั่วหนิงมาก แต่ถึงขั้นเขียนว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง นี่มันทำลายชื่อเสียงของลูกสาวเราชัดๆ”
“เอ็นดูบ้าบออะไร ภาพมันฟ้องอยู่ทนโท่ว่าพวกมันใกล้ชิดกันเกินงาม” เสิ่นหงหยวนทุบโต๊ะ “เมื่อวานก็เพิ่งมีข่าวลือเรื่องเงินกงสี วันนี้มีข่าวคาวเรื่องชู้สาว แกคิดว่าหุ้นบริษัทเราตอนตลาดเปิดเช้านี้จะเป็นยังไง มันต้องดิ่งลงเหวแน่ๆ!”
เสิ่นเมิ่งเจียวที่นั่งอยู่ข้างแม่ลอบยิ้มมุมปากอย่างสะใจ วันนี้เธอตื่นเช้าเป็นพิเศษและลงมานั่งรอชมงิ้วฉากใหญ่ ใบหน้าของเธอยังคงแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะเพื่อปกปิดรอยคล้ำใต้ตาจากการอดนอน รอยคิสมาร์กที่คอยังคงถูกซ่อนไว้ใต้ผ้าพันคอผืนบางอย่างมิดชิด
เมื่อคืนนี้หลังจากที่เธอและกู้เหยียนเจ๋อกำลังนัวเนียกันอยู่ในห้องพักโรงแรม จู่ๆ ก็มีกลุ่มนักข่าวพร้อมแสงแฟลชวูบวาบบุกพังประตูเข้ามา เสิ่นเมิ่งเจียวตกใจจนแทบสิ้นสติ คิดว่าชีวิตนี้จบสิ้นแล้ว แต่กู้เหยียนเจ๋อกลับตั้งสติได้ไว เขาใช้เส้นสายและเงินสดจำนวนมหาศาลที่พกติดตัวมา ฟาดหัวบรรณาธิการสำนักพิมพ์ผ่านทางโทรศัพท์ สั่งระงับข่าวทั้งหมดทันที
เพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของสังคม กู้เหยียนเจ๋อได้สั่งให้บรรณาธิการดึงข่าวลือเรื่องเสิ่นรั่วหนิงกับลู่เยี่ยนโจวที่สวี่หย่าฉินเคยแอบส่งไปให้สำนักพิมพ์เมื่อหลายวันก่อน ขึ้นมาตีพิมพ์เป็นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งแทนในเช้าวันนี้
การแก้เกมของกู้เหยียนเจ๋อช่างแนบเนียนและโหดเหี้ยม เสิ่นเมิ่งเจียวรู้สึกภูมิใจในตัวชายคนรักเหลือเกิน ในขณะที่เสิ่นรั่วหนิงกำลังจะกลายเป็นผู้หญิงร่านสวาทในสายตาสังคม เธอกลับรอดพ้นจากข้อหาคบชู้มาได้อย่างหวุดหวิด
“คุณพ่อคะ อย่าเพิ่งโกรธพี่รั่วหนิงเลยนะคะ” เสิ่นเมิ่งเจียวทำเสียงอ่อนหวาน แสร้งเป็นน้องสาวที่แสนดี “พี่เขาอาจจะแค่เหงา เพราะพี่เจ๋อช่วงนี้งานยุ่ง น้าเล็กก็ยังหนุ่มยังแน่น อยู่ใกล้ชิดกันทุกวันมันก็อาจจะเผลอไผลไปบ้าง แต่เรื่องนี้ถ้าพี่เจ๋อรู้เข้า การแต่งงานของตระกูลเรากับตระกูลกู้คงต้องมีปัญหาแน่ๆ เลยค่ะ”
“มันไม่ได้แต่งหรอก ถอนหมั้น ฉันจะให้กู้เหยียนเจ๋อถอนหมั้นมัน” เสิ่นหงหยวนคำราม เขารักหน้าตาของตัวเองยิ่งกว่าสิ่งใด การมีลูกสาวที่ตกเป็นเป้าสายตาในเรื่องเสื่อมเสียคือสิ่งที่เขารับไม่ได้ที่สุด
“ใครจะถอนหมั้นใครหรือคะ”
น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่ดังกังวานดังขึ้นจากเชิงบันได เสิ่นรั่วหนิงในชุดเดรสกระโปรงบานสีน้ำเงินเข้มสไตล์เรโทร ก้าวเดินลงมาอย่างเชื่องช้าและสง่างาม ร่างกายของเธอเหยียดตรง ใบหน้าสวยหวานปราศจากร่องรอยของความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
เธอเดินเข้ามาในห้องอาหาร ปรายตามองเศษถ้วยชาที่แตกกระจายบนพื้น ก่อนจะเลื่อนสายตาไปหยุดที่หน้าหนังสือพิมพ์ที่กางอยู่บนโต๊ะ
เสิ่นรั่วหนิงลอบยิ้มหยันในใจ เมื่อคืนเธอรอจนดึกดื่นเพื่อดูว่าข่าวจะออกมาในทิศทางไหน แต่สุดท้ายก็ไม่มีความเคลื่อนไหวจากสำนักพิมพ์ที่เธอโทรไปแจ้งเบาะแส ทำให้เธอเดาได้ทันทีว่ากู้เหยียนเจ๋อต้องใช้เงินปิดปากนักข่าวพวกนั้นไปแล้ว และการที่ข่าวของเธอโผล่ขึ้นมาเสียบแทน ก็เป็นฝีมือของผู้ชายสารเลวคนนั้นที่ต้องการพลิกเกมเพื่อทำลายเธอ
แต่อนิจจา กู้เหยียนเจ๋อและสวี่หย่าฉินคงลืมไปว่า เงินซื้อนักข่าวได้ แต่มันซื้อฟิล์มต้นฉบับในมือของ ‘เหล่าโกว’ ไม่ได้
“ยังมีหน้ามาถามอีกหรือ” เสิ่นหงหยวนคว้าหนังสือพิมพ์ม้วนเป็นแท่งแล้วปาใส่หน้าลูกสาว “แกดูผลงานของแกเสียก่อน เลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ ฉันอุตส่าห์หาคู่หมั้นดีๆ อย่างกู้เหยียนเจ๋อให้ แต่แกกลับไปทำตัวไร้ยางอายกับน้องชายบุญธรรมของฉัน แกอยากให้ตระกูลเสิ่นเป็นที่ตลกขบขันของคนทั้งเมืองหรือไง”
เสิ่นรั่วหนิงไม่หลบ หนังสือพิมพ์กระแทกโดนไหล่เธอเบาๆ ก่อนจะร่วงลงพื้น เธอก้มลงเก็บมันขึ้นมาคลี่ดูภาพแอบถ่ายนั้นอย่างใจเย็น
“ตระกูลเสิ่นจะเป็นที่ตลกขบขัน ก็ต่อเมื่อผู้นำตระกูลหูเบา เชื่อภาพถ่ายมัวๆ ที่ไม่มีแม้แต่การจับมือถือแขนกันด้วยซ้ำต่างหากล่ะคะ” เสิ่นรั่วหนิงโยนหนังสือพิมพ์กลับลงบนโต๊ะ “พ่อคะ พ่อทำธุรกิจมาหลายสิบปี พ่อดูไม่ออกจริงๆ หรือคะว่านี่คือแผนสกปรกของคู่แข่งทางธุรกิจ ที่จงใจปล่อยข่าวลือเพื่อสกัดขาบริษัทเราก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นในเดือนหน้า”
เสิ่นหงหยวนชะงักไปเล็กน้อย คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน
สวี่หย่าฉินเห็นท่าไม่ดี รีบแทรกขึ้น “รั่วหนิงจ๊ะ คู่แข่งที่ไหนจะมาว่างตามถ่ายรูปหนูอยู่ในบ้านของเราเอง ภาพนี้มันถ่ายจากในรั้วคฤหาสน์นะ ถ้านักข่าวไม่ระแคะระคายเรื่องของหนูกับเยี่ยนโจว พวกเขาจะมาดักซุ่มรอทำไม”
“นั่นสิคะพี่รั่วหนิง” เสิ่นเมิ่งเจียวเสริมทัพ “ภาพมันชัดเจนขนาดนี้ พี่จะแก้ตัวยังไงคะ คนเขานินทากันทั้งเมืองแล้วมั้งป่านนี้”
เสิ่นรั่วหนิงหันไปมองสองแม่ลูกด้วยแววตาที่เย็นเยียบจนเสิ่นเมิ่งเจียวเผลอกลืนน้ำลาย “ฉันจำเป็นต้องแก้ตัวกับข่าวขยะพวกนี้ด้วยหรือ ในเมื่อความจริงคือเมื่อคืนคุณชายกู้มาหาฉันที่บ้าน และเขาก็เป็นคนแสดงกิริยาไม่เหมาะสม น้าเล็กในฐานะผู้ใหญ่จึงเข้ามาห้ามปราม ภาพนี้ถ่ายตอนที่น้าเล็กกำลังดึงฉันให้ออกห่างจากกู้เหยียนเจ๋อต่างหาก ถ้าไม่เชื่อ พ่อลองโทรไปถามคุณชายกู้ดูสิคะ ว่าเมื่อคืนข้อมือเขาเจ็บกลับไปเพราะใคร”
เสิ่นหงหยวนนิ่งอึ้งไป เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าความจริงคืออะไร
“แต่ถึงอย่างนั้น ข่าวก็ออกไปแล้ว” พ่อของเธอยังคงพยายามรักษาฟอร์ม “คนนอกเขาไม่มารับรู้ความจริงหรอกนะ เขาเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น และตอนนี้กู้เหยียนเจ๋อก็คงเสียหน้ามากที่คู่หมั้นมีข่าวคาวแบบนี้”
“ถ้าพ่อกลัวเสียหน้า งั้นเราก็ทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นไปอีกสิคะ” เสิ่นรั่วหนิงเสนอด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดเรื่องสภาพอากาศ
ทุกคนในห้องหันมามองเธอเป็นตาเดียว
“แกหมายความว่ายังไง” เสิ่นหงหยวนถาม
“ในเมื่อสื่อมวลชนกำลังให้ความสนใจตระกูลเรามากขนาดนี้ ทำไมเราไม่ใช้โอกาสนี้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสล่ะคะ” หญิงสาวเดินไปเลื่อนเก้าอี้นั่งลงอย่างสง่าผ่าเผย “สุดสัปดาห์นี้ เป็นวันครบรอบก่อตั้งบริษัทตระกูลเสิ่นพอดี พ่อก็จัดงานเลี้ยงฉลองให้ยิ่งใหญ่ที่สุด เชิญนักธุรกิจชั้นนำและนักข่าวทุกสำนักมาให้หมด”
สวี่หย่าฉินเบิกตากว้าง “หนูบ้าไปแล้วหรือรั่วหนิง เชิญนักข่าวมาในตอนที่มีข่าวฉาวเนี่ยนะ พวกเขาได้รุมทึ้งตระกูลเราพอดี”
“ก็ให้เขารุมไปสิคะ” เสิ่นรั่วหนิงเหยียดยิ้ม “ในงานเลี้ยง ฉันจะควงคู่กับกู้เหยียนเจ๋อออกงานอย่างเป็นทางการ และพ่อก็สามารถใช้พื้นที่ตรงนั้นประกาศกำหนดการแต่งงานของเราให้ชัดเจนไปเลย เพื่อสยบข่าวลือบ้าบอพวกนี้ให้หมด... ถ้ากู้เหยียนเจ๋อยอมมาปรากฏตัวเคียงข้างฉัน ข่าวลือเรื่องฉันกับน้าเล็กก็จะกลายเป็นแค่เรื่องไร้สาระที่สื่อเขียนขึ้นมาเองเพื่อขายข่าว พ่อก็จะได้หน้าตาของตระกูลกลับคืนมา แถมยังได้โปรโมทบริษัทฟรีๆ ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์อีกด้วย”
คำแนะนำของเสิ่นรั่วหนิงทำให้เสิ่นหงหยวนเริ่มคล้อยตาม เขาเป็นนักธุรกิจที่มองเห็นผลประโยชน์เป็นหลัก หากสามารถเปลี่ยนกระแสข่าวฉาวให้กลายเป็นการโปรโมทงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ระหว่างสองตระกูลได้ หุ้นของบริษัทก็อาจจะพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
“แล้วแกแน่ใจหรือว่ากู้เหยียนเจ๋อจะยอมมา” เสิ่นหงหยวนถามอย่างระแวง
“เขามาแน่นอนค่ะ” เสิ่นรั่วหนิงตอบอย่างมั่นใจ เธอรู้ดีว่ากู้เหยียนเจ๋อต้องการกลืนกินตระกูลเสิ่นมากแค่ไหน เขาไม่มีทางปล่อยโอกาสที่จะได้แสดงบทบาท ‘คู่หมั้นผู้แสนดี’ ออกสื่อเพื่อซื้อใจพ่อของเธอหรอก
สวี่หย่าฉินและเสิ่นเมิ่งเจียวลอบสบตากันอย่างมีนัยยะ พวกเธอไม่คิดว่าเสิ่นรั่วหนิงจะใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เข้าทางพวกเธอพอดี หากมีงานเลี้ยงใหญ่โตและนักข่าวเต็มงาน มันก็เป็นเวทีชั้นดีที่จะใช้ฉีกหน้าเสิ่นรั่วหนิงให้จมดินต่อหน้าสาธารณชน
“เอาล่ะ ถ้าแกมั่นใจแบบนั้น ฉันก็จะจัดงานเลี้ยงสุดสัปดาห์นี้” เสิ่นหงหยวนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ “หย่าฉิน เธอไปจัดการเรื่องสถานที่และจ้างออร์แกไนเซอร์มา ทำให้มันสมเกียรติตระกูลเสิ่น อย่าให้มีอะไรผิดพลาดเด็ดขาด”
“ได้ค่ะคุณ ฉันจะจัดการให้ดีที่สุด” สวี่หย่าฉินรับคำด้วยรอยยิ้มหวานแฝงยาพิษ
เสิ่นรั่วหนิงมองหน้าครอบครัวที่แสนจะจอมปลอมของตนเองแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียน เธอขอตัวลุกจากโต๊ะอาหารโดยอ้างว่าจะไปเตรียมตัวทำงาน
เมื่อหญิงสาวเดินพ้นประตูห้องอาหารออกมายังโถงทางเดิน ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ยืนพิงกรอบหน้าต่างบานใหญ่อยู่เงียบๆ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดกระทบเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่เรียบเฉย ลู่เยี่ยนโจวในชุดสูทสีเทาเข้มยืนกอดอกรอเธออยู่
เห็นได้ชัดว่าเขาได้ยินบทสนทนาในห้องอาหารทั้งหมดแล้ว
“จะจัดงานเลี้ยงงั้นหรือ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามโดยไม่หันมามอง
เสิ่นรั่วหนิงเดินเข้าไปหยุดยืนเคียงข้างเขา ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง “ค่ะ งานเลี้ยงครบรอบบริษัท เป็นเวทีที่เหมาะที่สุดแล้ว”
“มั่นใจแค่ไหน” ลู่เยี่ยนโจวหันมาสบตาเธอ แววตาของเขาไม่ได้มีความกังวลเรื่องข่าวฉาวหน้าหนึ่งเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าภาพลักษณ์ของเขาจะป่นปี้แค่ไหนเขาก็ไม่สนใจ สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือหมากกระดานนี้ที่เธอเป็นคนเดิน
“น้าเล็กคิดว่าฉันกำลังเดินเข้าสู่กับดักของน้าหย่าฉินใช่ไหมคะ” เสิ่นรั่วหนิงเอียงคอถาม รอยยิ้มซุกซนปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง
ลู่เยี่ยนโจวดันแว่นตาขึ้นเล็กน้อย “สวี่หย่าฉินกับกู้เหยียนเจ๋อต้องเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่รอฉีกหน้าเธอในงานเลี้ยงแน่ การดึงนักข่าวมารวมกันเยอะๆ มันเป็นดาบสองคม ถ้าเธอพลาด เธอจะไม่มีที่ยืนในสังคมนี้อีกเลย”
“แต่ถ้าฉันไม่พลาด คนที่ไม่มีที่ยืน ก็คือพวกเขานะคะ” เสิ่นรั่วหนิงหยิบซองกระดาษสีน้ำตาลเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าสะพาย แล้วยื่นส่งให้เขา “น้าเล็กลองดูนี่สิคะ”
ลู่เยี่ยนโจวรับซองนั้นมาเปิดดู ภายในมีแผ่นฟิล์มเนกาทีฟหลายเส้น และภาพถ่ายที่เพิ่งล้างเสร็จใหม่ๆ ประมาณสิบกว่าใบ ชายหนุ่มดึงภาพถ่ายเหล่านั้นออกมาดูเพียงแวบเดียว มุมปากหยักลึกก็กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง
ภาพถ่ายทุกใบคมชัดระดับที่เห็นรูขุมขน มันคือภาพของกู้เหยียนเจ๋อและเสิ่นเมิ่งเจียวในสภาพเปลือยเปล่ากอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนเตียงของโรงแรมแกรนด์พลาซ่า
เมื่อคืนนี้ หลังจากที่บรรณาธิการสำนักพิมพ์ถูกกู้เหยียนเจ๋อซื้อตัวและยกเลิกการบุกจับ เหล่าโกวที่ดักซุ่มรออยู่ก่อนแล้วจึงสบโอกาสทอง เขาปีนระเบียงห้องพักด้านนอก ถ่ายภาพทุกชอตผ่านช่องผ้าม่านที่ปิดไม่สนิท ก่อนจะหนีออกมาได้อย่างลอยนวลและนำฟิล์มต้นฉบับมาส่งให้เสิ่นรั่วหนิงถึงมือในตอนเช้ามืด
“ทีนี้น้าเล็กคงเข้าใจแล้วใช่ไหมคะ ว่าทำไมฉันถึงอยากจัดงานเลี้ยงที่มีนักข่าวเยอะๆ” เสิ่นรั่วหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “กู้เหยียนเจ๋อคิดว่าเงินของเขาสามารถปิดแผ่นฟ้าได้ เขากล้าใช้ข่าวลือของฉันมาบังหน้าความสกปรกของตัวเอง ฉันก็จะใช้เวทีที่เขาสร้างขึ้นมานี่แหละ มอบบทเรียนที่เขาจะไม่มีวันลืมไปจนวันตาย”
ลู่เยี่ยนโจวมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาที่มองเด็กผู้หญิงบอบบางที่ต้องคอยทะนุถนอมอีกต่อไป แต่เป็นสายตาที่มองราชินีผู้ทรงอำนาจที่พร้อมจะบดขยี้ศัตรูให้แหลกคาเท้า
เขาเก็บภาพถ่ายทั้งหมดกลับเข้าซอง ส่งคืนให้เธออย่างระมัดระวัง
“ฉันจะให้คนของฉันแฝงตัวเข้าไปเป็นพนักงานเสิร์ฟและช่างไฟในงานเลี้ยง” ลู่เยี่ยนโจวเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด “ถ้าเธอต้องการจะเปิดฉายภาพพวกนี้ขึ้นจอใหญ่กลางงาน ฉันจะเตรียมเครื่องฉายสไลด์ไว้ให้ และถ้าเกิดเรื่องผิดพลาดอะไรขึ้นมา ฉันจะเป็นคนพาเธอเดินออกมาจากงานนั้นเอง”
ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลอาบเข้ามาในหัวใจของเสิ่นรั่วหนิง ผู้ชายคนนี้ไม่เคยถามหาเหตุผล ไม่เคยห้ามปรามความบ้าบิ่นของเธอ เขาทำเพียงแค่ยืนหยัดอยู่เบื้องหลัง และพร้อมจะเป็นตาข่ายรองรับเธอเสมอหากเธอตกลงมา
“ขอบคุณค่ะ น้าเล็ก”
“ไม่ต้องขอบคุณ” ลู่เยี่ยนโจวยกมือขึ้น ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางฝ่ามือใหญ่ลงบนศีรษะของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำให้เสิ่นรั่วหนิงตัวแข็งทื่อ “จำไว้ รั่วหนิง... ไม่ว่าข้างหน้าจะเป็นพายุใหญ่แค่ไหน ขอแค่เธอไม่ยอมแพ้ ฉันก็จะเป็นคนกวาดล้างเมฆหมอกพวกนั้นให้เธอเอง”
เสิ่นรั่วหนิงเงยหน้าขึ้นมองเขา รอยยิ้มที่งดงามที่สุดเบ่งบานขึ้นบนใบหน้า ท่ามกลางพายุข่าวลือที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายนอก ท่ามกลางความเกลียดชังและการแก่งแย่งชิงดีในคฤหาสน์หลังนี้ เธอรู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้ยืนสู้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป
การแสดงบทบาทคุณหนูใหญ่มือใหม่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และงานเลี้ยงสุดสัปดาห์นี้ จะเป็นเวทีประหารที่ทำให้ทุกคนต้องจดจำชื่อ ‘เสิ่นรั่วหนิง’ ไปอีกนานแสนนาน
