บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4: ร่มคันสีดำกลางสายฝน

เช้าวันร่วงเลยมาถึงพร้อมกับบรรยากาศในคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นที่อึมครึมกว่าปกติ

เสิ่นรั่วหนิงตื่นขึ้นมาในเวลาหกโมงเช้า เธอจัดการอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีครีมและกระโปรงทรงสอบสีน้ำตาลเข้มที่ดูทะมัดทะแมงผิดไปจากสไตล์ลูกคุณหนูฟู่ฟ่าในอดีต หญิงสาวยืนมองตัวเองในกระจกบานยาว ดวงตาที่สะท้อนกลับมาไม่มีแววของความอ่อนแออีกต่อไป

เมื่อคืนนี้หลังจากที่ลู่เยี่ยนโจวโยนช่อกุหลาบของกู้เหยียนเจ๋อทิ้งไป เสิ่นรั่วหนิงก็กลับขึ้นห้องมาวางแผนขั้นต่อไปในหัวทันที กู้เหยียนเจ๋อเพิ่งถูกหักหน้า เขาเป็นพวกผู้ชายรักศักดิ์ศรีและเอาแต่ใจ เมื่ออารมณ์เสีย เขาจะต้องหาที่ระบาย และที่ระบายชั้นดีของเขาก็หนีไม่พ้นผู้หญิงที่คอยเอาอกเอาใจเขามาตลอดอย่างเสิ่นเมิ่งเจียว

เมื่อเดินลงมาถึงห้องอาหารชั้นล่าง โต๊ะอาหารตัวยาวทำจากไม้เนื้อแข็งมีเพียงสวี่หย่าฉินนั่งจิบกาแฟดำอยู่อย่างเงียบๆ ใบหน้าของแม่เลี้ยงดูอิดโรยและมีรอยคล้ำใต้ตา บ่งบอกว่าเมื่อคืนคงมีปากเสียงกับพ่อของเธอจนไม่ได้นอน เสิ่นหงหยวนออกไปบริษัทตั้งแต่ไก่โห่เพื่อจัดการเรื่องระงับการตรวจสอบบัญชีตามที่ลั่นวาจาไว้

เสิ่นรั่วหนิงเลื่อนเก้าอี้นั่งลงฝั่งตรงข้าม สั่งให้สาวใช้ตักข้าวต้มให้ด้วยท่าทีสบายใจ รอยยิ้มอารมณ์ดีของลูกเลี้ยงทำให้สวี่หย่าฉินแทบจะบีบถ้วยกาแฟกระเบื้องเคลือบในมือให้แตกคามือ

“อารมณ์ดีจังเลยนะรั่วหนิง เมื่อคืนกู้เหยียนเจ๋อมาหา คงจะเอาอกเอาใจจนลืมเรื่องปวดหัวในบ้านไปหมดแล้วล่ะสิ” สวี่หย่าฉินอดไม่ได้ที่จะแขวะ น้ำเสียงแฝงความริษยาอย่างปิดไม่มิด

เสิ่นรั่วหนิงตักข้าวต้มเข้าปากช้าๆ เคี้ยวจนหมดแล้วจึงหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาซับมุมปาก “ก็นิดหน่อยค่ะ น้าหย่าฉินน่าจะรู้ดีว่าคุณชายกู้เขาเอาใจเก่งแค่ไหน แค่ส่งดอกไม้ช่อเดียว ผู้หญิงโง่ๆ บางคนก็คงยอมทอดสะพานให้เขาเดินข้ามไปถึงเตียงแล้ว”

สวี่หย่าฉินชะงัก ช้อนกาแฟในมือหล่นกระทบจานรองเสียงดังเคร้ง เธอตวัดสายตามองลูกเลี้ยงด้วยความตกใจ ประโยคนั้นคล้ายกับมีนัยยะบางอย่างซ่อนอยู่

ก่อนที่แม่เลี้ยงจะได้อ้าปากคบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังกระทบพื้นบันได เสิ่นเมิ่งเจียวเดินกรีดกรายเข้ามาในห้องอาหาร วันนี้เธอสวมชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงสดทับด้วยเสื้อคลุมไหมพรมบางๆ แต่สิ่งที่ขัดตาที่สุดคือผ้าพันคอผืนเล็กที่พันรอบลำคอระหง แม้ว่าอากาศช่วงปลายฤดูร้อนจะเริ่มอบอ้าวแล้วก็ตาม

ทันทีที่เสิ่นเมิ่งเจียวเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมชาแนลที่คุ้นเคยก็ลอยมากระทบจมูกเสิ่นรั่วหนิงอีกครั้ง

“ทำไมวันนี้ตื่นเช้าจังเลยเมิ่งเจียว จะออกไปไหนแต่เช้าหรือ” สวี่หย่าฉินถามลูกสาวตัวเองเพื่อเปลี่ยนเรื่อง

“หนูนัดเพื่อนไปเดินห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ตรงจัตุรัสกลางเมืองค่ะแม่ เห็นว่ามีคอลเลกชันกระเป๋าจากฮ่องกงเข้ามาใหม่” เสิ่นเมิ่งเจียวตอบเสียงหวานพลางนั่งลงข้างแม่ เธอเหลือบมองเสิ่นรั่วหนิงด้วยสายตาเย้ยหยันตามนิสัย “พี่รั่วหนิงจะไปด้วยกันไหมคะ อ้อ ลืมไป พี่คงไม่มีอารมณ์เดินชอปปิงหรอก ช่วงนี้พี่ดูเครียดๆ หน้าตาหมองคล้ำเชียว ให้หนูซื้อครีมบำรุงมาฝากไหม”

เสิ่นรั่วหนิงมองผ้าพันคอที่คอของน้องสาวต่างแม่ ก่อนจะเหยียดยิ้ม “ไม่ต้องหรอก พี่ชอบให้ร่างกายได้รับลมธรรมชาติมากกว่าการเอาผ้ามาพันคอแน่นๆ ในวันที่อากาศร้อนแบบนี้ ระวังเหงื่อออกแล้วรอยแดงที่คอจะยิ่งอักเสบนะ”

เสิ่นเมิ่งเจียวหน้าถอดสี มือเรียวรีบยกขึ้นตะปบผ้าพันคอของตัวเองโดยอัตโนมัติ “พะ พี่พูดเรื่องอะไร รอยแดงอะไร ฉันแค่แพ้อากาศต่างหาก”

“แพ้อากาศหรือแพ้รอยเขี้ยวใครกันแน่” เสิ่นรั่วหนิงลุกขึ้นยืน เธอไม่ได้สนใจจะฟังคำแก้ตัวของน้องสาวต่างแม่ หญิงสาวปรายตามองสวี่หย่าฉินที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดไม่แพ้ลูกสาว “ฉันอิ่มแล้วค่ะ ขอตัวไปทำธุระข้างนอกก่อน อ้อ เมิ่งเจียว ฝากทักทายเพื่อนที่ไปเดินห้างด้วยกันด้วยนะ ขอให้สนุกกับการชอปปิง”

เสิ่นรั่วหนิงเดินออกจากห้องอาหารไป ทิ้งให้สองแม่ลูกนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ในความหวาดระแวง

ทันทีที่พ้นประตูคฤหาสน์ เสิ่นรั่วหนิงโบกมือเรียกแท็กซี่รถยนต์ยี่ห้อซานตาน่าสีเหลืองคาดแดงที่วิ่งผ่านมาพอดี เธอไม่ได้มุ่งหน้าไปบริษัท แต่สั่งให้คนขับรถไปยังตรอกซอยเก่าแก่แถวเขตเมืองเก่า ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านรับล้างอัดรูปและโรงรับจำนำในยุค 90

รถแท็กซี่จอดเทียบหน้าตรอกแคบๆ ที่มีเพียงรถจักรยานและคนเดินเท้าสัญจรผ่านได้ เสิ่นรั่วหนิงจ่ายเงินแล้วก้าวลงจากรถ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงที่เปิดแผ่นเสียงเพลงป็อปฮ่องกงยุค 90 เสียงดังลั่น กลิ่นเต้าหู้เหม็นทอดและซาลาเปานึ่งลอยปะปนกับกลิ่นควันรถ

เธอเดินลัดเลาะเข้าไปลึกจนถึงร้านถ่ายรูปเล็กๆ ที่มีป้ายไฟนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ เขียนว่า ‘ร้านรูปถ่ายเหล่าโกว’

ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมเกร็ง ไว้หนวดเคราหรอมแหรมกำลังนั่งเช็ดเลนส์กล้องฟิล์มสีดำขลับอยู่หลังเคาน์เตอร์กระจก เขาคือ ‘เหล่าโกว’ หรือหมาเฒ่า อดีตนักข่าวสายปาปารัสซี่ที่ผันตัวมารับจ้างสืบเรื่องชู้สาวและถ่ายภาพแบล็กเมล์ ในอดีตชาติ เสิ่นรั่วหนิงเคยได้ยินกู้เหยียนเจ๋อพูดถึงความเก่งกาจของชายคนนี้ในการตามสืบความลับของคู่แข่งทางธุรกิจ

เมื่อเห็นลูกค้าสาวสวยแต่งตัวดูมีฐานะเดินเข้ามา เหล่าโกวก็รีบวางเลนส์กล้องลงแล้วลุกขึ้นต้อนรับ “คุณผู้หญิง อยากถ่ายรูปพอร์ตเทรตหรือล้างฟิล์มครับ ร้านเรารับประกันสีสดใสด้วยฟิล์มโคดักแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์”

เสิ่นรั่วหนิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย ดึงซองสีน้ำตาลที่หนาเตอะวางแหมะลงบนตู้กระจก

“ฉันไม่ได้มาล้างรูป แต่มาจ้างคุณไปกดชัตเตอร์”

เหล่าโกวมองซองสีน้ำตาลตรงหน้าแล้วหรี่ตาลง เขาใช้นิ้วชี้เกี่ยวปากซองเปิดดูเล็กน้อย เมื่อเห็นปึกธนบัตรใบละร้อยหยวนอัดแน่นอยู่ข้างใน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้ากร้านโลก

“งานอะไรครับคุณผู้หญิง จ่ายหนักขนาดนี้ คงไม่ใช่งานตามถ่ายรูปหมาแมวหายแน่ๆ”

เสิ่นรั่วหนิงหยิบรูปถ่ายสองใบออกจากกระเป๋าแล้วเลื่อนไปตรงหน้าเขา ใบหนึ่งคือกู้เหยียนเจ๋อ อีกใบคือเสิ่นเมิ่งเจียว

“ผู้ชายคนนี้ชื่อกู้เหยียนเจ๋อ ส่วนผู้หญิงคือเสิ่นเมิ่งเจียว วันนี้ผู้หญิงคนนี้อ้างว่าจะไปเดินห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่กลางเมือง แต่ฉันเชื่อว่าเป้าหมายของเธอคือการไปพบผู้ชายคนนี้” เสิ่นรั่วหนิงเคาะนิ้วลงบนรูปถ่าย “ฉันอยากให้คุณตามติดพวกเขาสองคนแบบห้ามคลาดสายตา ไม่ว่าจะกินข้าว เดินจับมือ หรือแม้กระทั่งเดินเข้าโรงแรม ถ่ายรูปมาให้หมด เอาให้เห็นหน้าชัดๆ แบบที่ดิ้นไม่หลุด เงินในซองนี้คือค่ามัดจำครึ่งแรก เมื่อฉันได้ฟิล์มต้นฉบับพร้อมรูปถ่ายที่ล้างแล้ว ฉันจะจ่ายให้อีกเท่าตัว”

เหล่าโกวหยิบรูปถ่ายขึ้นมาดู พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “หมูตู้ครับคุณผู้หญิง เรื่องตามถ่ายรูปหนุ่มสาวลักลอบกินกันเองคืองานถนัดของผมเลย ขอแค่พวกมันโผล่หัวออกมานอกบ้าน ผมรับรองว่าคุณจะได้เห็นทุกรูขุมขน”

“จำไว้ว่าอย่าให้พวกเขารู้ตัวเด็ดขาด ผู้ชายคนนี้ฉลาดและระวังตัวมาก หากงานพลาด คุณจะไม่ได้เงินส่วนที่เหลือแม้แต่หยวนเดียว” เสิ่นรั่วหนิงกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

“ระดับเหล่าโกวไม่มีคำว่าพลาดครับ” เขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ

เสิ่นรั่วหนิงพยักหน้า เธอเขียนเบอร์โทรศัพท์บ้านและรหัสเพจเจอร์ของเธอลงบนเศษกระดาษยื่นให้เขา “ถ้าได้เรื่องแล้ว เพจเจอร์มาบอกฉันทันที ไม่ว่าดึกแค่ไหนก็ตาม”

หลังจากจัดการธุระเสร็จสิ้น เสิ่นรั่วหนิงเดินออกจากร้านรูปถ่าย ท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มตั้งแต่เช้าเริ่มกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ สายฝนเม็ดใหญ่โปรยปรายลงมาอย่างกะทันหัน ผู้คนในตรอกต่างวิ่งหลบฝนเข้าไปตามชายคากันจ้าละหวั่น

หญิงสาวยืนหลบฝนอยู่ใต้กันสาดผ้าใบของร้านขายของชำแห่งหนึ่ง เธอกอดอกตัวเองแน่นเมื่อลมเย็นพัดมากระทบร่างกาย ถนนในยุค 90 เวลาฝนตกหนักมักจะหารถแท็กซี่ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เธอมองดูนาฬิกาข้อมือ พลางคิดว่าจะหาตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญเพื่อโทรเรียกคนขับรถที่บ้านมารับดีหรือไม่

ในขณะที่กำลังตัดสินใจอยู่นั้น รถยนต์ซีดานสีดำสนิทคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตปาธตรงหน้าเธออย่างนุ่มนวล ท่ามกลางสายฝนที่สาดกระหน่ำ กระจกหน้าต่างฝั่งที่นั่งด้านหลังค่อยๆ เลื่อนลง

เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นเคย ลู่เยี่ยนโจวนั่งอยู่เบื้องหลังกระจกบานนั้น เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทพับแขนขึ้นเหนือข้อศอก ดวงตาคมกริบใต้กรอบแว่นสีเงินมองตรงมาที่เธอ

“ขึ้นรถ” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาสั้นกระชับ แต่ทรงพลังจนไม่อาจปฏิเสธได้

เสิ่นรั่วหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเปิดประตูรถและก้าวเข้าไปนั่งเบาะหลังคู่กับเขา ทันทีที่ประตูปิดลง เสียงฝนและเสียงจอแจภายนอกก็ถูกตัดขาด เหลือเพียงความเงียบและกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในรถที่ผสมผสานกับกลิ่นโคโลญจน์ประจำตัวของเขา

รถยนต์ซีดานเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ อาหลงที่ทำหน้าที่เป็นคนขับรถเหลือบมองกระจกมองหลังเล็กน้อยก่อนจะปรับสายตาจ้องถนนต่ออย่างรู้งาน

เสิ่นรั่วหนิงใช้มือสางผมที่เปียกชื้นเล็กน้อยของตัวเอง “น้าเล็กมาทำอะไรแถวนี้คะ”

ลู่เยี่ยนโจวไม่ได้ตอบคำถาม เขาเอื้อมมือไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กสีขาวที่พาดอยู่ตรงเบาะหน้า ส่งให้เธอ “เช็ดผมซะ เดี๋ยวจะเป็นหวัด”

หญิงสาวรับผ้าขนหนูมาเช็ดผมอย่างว่าง่าย บรรยากาศภายในรถค่อนข้างอึดอัดเล็กน้อย เธอรู้ดีว่าการมาปรากฏตัวของเขาที่นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาต้องส่งคนสะกดรอยตามเธอมาตั้งแต่ต้นแน่ๆ

“น้าให้คนตามฉันมาเหรอคะ” เธอตัดสินใจถามตรงๆ

ลู่เยี่ยนโจวหันมามองเธอ สายตาของเขาไม่ได้มีความรู้สึกผิดที่ถูกจับได้เลยแม้แต่น้อย “ฉันแค่ต้องแน่ใจว่าเธอจะปลอดภัย สถานที่แบบนี้มันอันตรายเกินไปสำหรับผู้หญิงที่เดินทางมาคนเดียว ยิ่งตอนที่ศัตรูของเรากำลังหาช่องทางเล่นงานอยู่”

“หนูดูแลตัวเองได้ค่ะ หนูไม่ได้มาทำเรื่องอันตราย แค่มาจ้างคนทำงานนิดหน่อย”

“จ้างปาปารัสซี่ไปตามถ่ายรูปกู้เหยียนเจ๋อกับเสิ่นเมิ่งเจียวงั้นหรือ”

เสิ่นรั่วหนิงมือไม้แข็งค้างขณะกำลังเช็ดผม เธอหันขวับไปมองเขาด้วยความตกใจ “น้า... น้ารู้ได้ยังไง”

ชายหนุ่มดันกรอบแว่นสายตาขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกกระตุกเป็นรอยยิ้มบางๆ “ถ้าฉันไม่รู้ความเคลื่อนไหวของศัตรู ฉันจะเอาตัวรอดในวงการนี้มาจนถึงตอนนี้ได้ยังไง ตั้งแต่เมื่อคืนที่กู้เหยียนเจ๋อพยายามใช้ท่าทีหึงหวงมาบีบเธอ ฉันก็ให้คนไปสืบเรื่องของมันแล้ว การที่มันไปโผล่ที่คลับบาร์ตอนดึกๆ กับผู้หญิงที่ใช้น้ำหอมกลิ่นเดียวกับน้องสาวเธอ มันไม่ยากเกินกว่าจะเดา”

เสิ่นรั่วหนิงพูดไม่ออก ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไป เขามองทะลุปรุโปร่งไปเสียทุกเรื่อง แม้กระทั่งแผนการที่เธอเพิ่งคิดเมื่อคืน เขาก็ตามทันและรู้ล่วงหน้าไปหมดแล้ว

“ในเมื่อน้ารู้แล้ว น้าจะห้ามหนูไหมคะ” เธอถามเสียงแผ่วลง

ลู่เยี่ยนโจวขยับตัวเข้าใกล้เธอเล็กน้อย มือหนาเอื้อมไปดึงผ้าขนหนูออกจากมือเธอ แล้วลงมือซับหยดน้ำที่ปลายผมให้เธออย่างเบามือ การกระทำที่แสนจะอ่อนโยนนี้ขัดกับบุคลิกเย็นชาของเขาอย่างสิ้นเชิง เสิ่นรั่วหนิงตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะเมื่อปลายนิ้วร้อนผ่าวของเขาบังเอิญสัมผัสโดนท้ายทอยของเธอ

“ฉันเคยบอกแล้วไง ว่าฉันจะไม่ห้ามในสิ่งที่เธออยากทำ” น้ำเสียงของเขานุ่มนวลจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงฝนตกกระทบหลังคารถ “แต่ฉันไม่ชอบให้เธอต้องเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับสถานที่สกปรก หรือต้องคอยระแวงหลังเวลาทำเรื่องพวกนี้ ทีหลังถ้าอยากได้หลักฐานอะไร แค่บอกฉันคนของฉันทำงานได้เนียนกว่าและรวดเร็วกว่าไอ้ช่างภาพปลายแถวนั่นหลายเท่า”

คำพูดของเขาไม่ใช่การตำหนิ แต่เป็นการประกาศกร้าวว่า เขาพร้อมจะเป็นดาบและโล่ให้เธอในทุกสมรภูมิ

เขาดึงผ้าขนหนูออกเมื่อเห็นว่าผมของเธอเริ่มหมาด ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต หยิบกล่องกระดาษทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กออกมาวางลงบนตักของเธอ

เสิ่นรั่วหนิงก้มลงมอง มันคือกล่องใส่เพจเจอร์ยี่ห้อโมโตโรล่ารุ่นใหม่ล่าสุด ตัวเครื่องสีดำขลับ หน้าจอแสดงผลแบบมีไฟแบคไลท์ ซึ่งถือเป็นของหรูหราที่เพิ่งวางขายและมีราคาแพงลิ่วในยุคนี้

“น้าเล็ก... นี่มัน”

“เบอร์ที่บันทึกไว้ในนั้นเป็นเบอร์สายตรงของฉัน เปิดเครื่องไว้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง” ลู่เยี่ยนโจวมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “ถ้ามีเรื่องอะไร ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เพจหาฉันได้ทันที อย่าทำเรื่องเสี่ยงอันตรายคนเดียวอีก เข้าใจไหม”

น้ำเสียงของเขาเผด็จการ แต่มันกลับทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเสิ่นรั่วหนิงพองโต ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ชาติที่แล้วเธอต้องวิ่งเต้นต่อสู้กับคนพวกนั้นอย่างโดดเดี่ยวจนวาระสุดท้าย แต่ชาตินี้ เธอมีเขาอยู่เคียงข้าง มีผู้ชายที่คอยกางร่มคันใหญ่บังพายุฝนให้เธอเสมอ

“เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ น้าเล็ก” เธอคลี่ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่สว่างไสวที่สุดตั้งแต่เธอเกิดใหม่

รถยนต์ซีดานแล่นฝ่าสายฝนกลับไปจนถึงคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นอย่างปลอดภัย ลู่เยี่ยนโจวไม่ได้ลงจากรถ เขาเพียงแค่สั่งให้อาหลงขับไปส่งเธอที่หน้าประตูบ้าน ส่วนตัวเขาต้องไปจัดการธุระอื่นต่อ

เมื่อเสิ่นรั่วหนิงกลับเข้าห้องพัก เธอจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าและนั่งลงที่โต๊ะหนังสือ หยิบเพจเจอร์เครื่องใหม่เอี่ยมขึ้นมาเปิดดู เบอร์ติดต่อแรกและเบอร์เดียวที่บันทึกไว้คือเบอร์ของลู่เยี่ยนโจว เธอใช้ปลายนิ้วลูบหน้าจอเบาๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเบาบางลงไปมาก

เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงหัวค่ำ ท้องฟ้าข้างนอกมืดสนิท ฝนหยุดตกไปนานแล้วเหลือเพียงหยดน้ำที่เกาะตามกิ่งไม้

บรรยากาศในบ้านเงียบเชียบ เสิ่นหงหยวนยังไม่กลับจากบริษัท สวี่หย่าฉินเก็บตัวอยู่ในห้อง ส่วนเสิ่นเมิ่งเจียวก็ยังไม่กลับจากการ ‘ชอปปิง’

ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!

เสียงเตือนสัญญาณจากเพจเจอร์เครื่องใหม่ที่วางอยู่บนโต๊ะดังขึ้นทำลายความเงียบ เสิ่นรั่วหนิงละสายตาจากหนังสือสเปกก่อสร้างที่เธอยืมมาจากห้องสมุดบริษัท รีบเอื้อมมือไปหยิบเพจเจอร์ขึ้นมาดู

ข้อความสั้นๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอเรืองแสงสีเขียว มันไม่ได้มาจากลู่เยี่ยนโจว แต่เป็นข้อความจากเหล่าโกว ช่างภาพที่เธอไปจ้างเมื่อเช้า

‘เป้าหมายเข้ากรงแล้วครับคุณผู้หญิง ห้อง 302 โรงแรมแกรนด์พลาซ่า ตอนนี้กำลังนัวเนียกันได้ที่เลย ภาพชัดเจนทุกชอต จะให้ผมรอจนพวกมันเช็กเอาต์ หรือจะให้คุณมารับฟิล์มไปจัดการเองคืนนี้เลยครับ?’

เสิ่นรั่วหนิงอ่านข้อความนั้นซ้ำสองรอบ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง แววตาของเธอทอประกายเหี้ยมเกรียมในความมืด

โรงแรมแกรนด์พลาซ่า เป็นโรงแรมหรูที่กู้เหยียนเจ๋อมักจะชอบไปเปิดห้องสวีตเพื่อพักผ่อน เขาช่างกล้าหาญจริงๆ ที่กล้าพาน้องสาวของคู่หมั้นไปลักลอบได้เสียกันในสถานที่ที่คนพลุกพล่านขนาดนั้น หรืออาจจะคิดว่าที่นั่นเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดเพราะไม่มีใครกล้าสงสัยคนระดับเขา

นิ้วเรียวเคาะลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะ เธอไม่ต้องไปรับฟิล์มคืนนี้หรอก ปล่อยให้พวกเขาสนุกกันให้เต็มที่ไปก่อน เพราะพรุ่งนี้เช้า เธอจะเปลี่ยนโรงแรมหรูแห่งนั้น ให้กลายเป็นเวทีประจานความแพศยาที่พวกเขาสองคนจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต

เสิ่นรั่วหนิงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์บ้านที่ตั้งอยู่มุมห้อง ยกหูขึ้นแล้วหมุนหมายเลขโทรศัพท์สำนักงานหนังสือพิมพ์ซุบซิบดาราและสังคมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองหลวง

“สวัสดีค่ะ สำนักพิมพ์ข่าวบันเทิงใช่ไหมคะ ฉันมีเบาะแสเด็ดเกี่ยวกับทายาทตระกูลกู้และคุณหนูรองตระกูลเสิ่นมาเสนอค่ะ รับรองว่าพรุ่งนี้เช้า ข่าวหน้าหนึ่งของพวกคุณจะขายดีจนแท่นพิมพ์พังเลยล่ะค่ะ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel