ตอนที่ 6: สงครามการค้าเหนือกระดานวังหลัง - 1
บรรยากาศในวังหลวงหลังจากการกวาดล้างห้องเครื่องดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและตึงเครียด องครักษ์เสื้อแพรภายใต้การนำของอิ้งเว่ยเข้าควบคุมพื้นที่ทุกตารางนิ้ว นางกำนัลและขันทีที่เคยมีประวัติพัวพันกับตำหนักฉือหนิงถูกสับเปลี่ยนออกไปจนหมดสิ้น ลู่จิ้งถิงไม่ได้เพียงแค่ข่มขู่ แต่เขาใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการถอนรากถอนโคนสายลับที่แฝงตัวอยู่รอบกายภรรยาของเขาอย่างไม่ปรานี
แต่คลื่นใต้น้ำไม่ได้หยุดนิ่งเพียงแค่นั้น เมื่อไทเฮาทรงทราบข่าวว่าแผนการลอบสังหารด้วย ‘กลิ่นอายปรโลก’ ล้มเหลว ซ้ำคนของตนยังถูกจับกุม พระนางก็ตระหนักได้ทันทีว่าการต่อกรกับฮ่องเต้และฮองเฮาในยามนี้ ไม่อาจใช้เพียงเล่ห์เหลี่ยมในวังหลังได้อีกต่อไป
เช้าวันต่อมา ณ ตำหนักคุนหนิง
ถิงเอ๋อร์ นางกำนัลคนสนิทของเสิ่นอวิ๋นซีก้าวเข้ามาในห้องทรงพระอักษรด้วยสีหน้าร้อนรน ในมือของนางถือรายการบัญชีเบิกจ่ายประจำวันที่เพิ่งได้รับมาจากกรมวัง
“ฮองเฮาเพคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ” ถิงเอ๋อร์รายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เช้าวันนี้ พ่อค้าจากหอการค้าตระกูลจ้าว ซึ่งรับผิดชอบจัดส่งเสบียง ข้าวสาร และถ่านไม้ให้แก่วังหลวง ประกาศงดส่งสินค้ากะทันหัน อ้างว่าเกิดโรคระบาดในหมู่สัตว์พาหนะและเส้นทางขนส่งถูกโจรป่าดักปล้น ทำให้สินค้าขาดแคลนเพคะ”
เสิ่นอวิ๋นซีละสายตาจากม้วนฎีกาที่กำลังอ่าน นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนกบนใบหน้างดงามเลยแม้แต่น้อย “งดส่งสินค้ากะทันหันงั้นหรือ แล้วสินค้าคงคลังในวังหลังของเราเหลือใช้อีกกี่วัน”
“หากจำกัดการเบิกจ่ายอย่างเข้มงวด ข้าวสารและถ่านไม้จะเหลือใช้ได้ไม่เกินสามวันเพคะ” ถิงเอ๋อร์ตอบ “ที่แย่ไปกว่านั้นคือ พ่อค้ารายย่อยในตลาดเมืองหลวงต่างก็พร้อมใจกันขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นถึงห้าเท่าตัว ราวกับนัดแนะกันไว้ล่วงหน้า ตอนนี้กรมวังไม่สามารถจัดซื้อเสบียงจากภายนอกมาชดเชยได้เลยเพคะ เพราะงบประมาณที่เราตั้งไว้ไม่เพียงพอต่อราคาที่พุ่งสูงขึ้น”
หญิงสาววางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึก ริมฝีปากอิ่มสีชาดเหยียดออกเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ
“ตระกูลจ้าว... ตระกูลเดิมของไทเฮาสินะ” อวิ๋นซีพึมพำในใจ นางคาดเดาไว้แล้วว่าเมื่อไทเฮาถูกตัดแขนตัดขาในวัง พระนางจะต้องหันไปใช้ฐานอำนาจทางการเงินของตระกูลเดิมเพื่อบีบคั้นนาง
หอการค้าตระกูลจ้าวผูกขาดการค้าเสบียงและสิ่งทอในเมืองหลวงมานานนับสิบปี พวกเขามีเครือข่ายพ่อค้าคนกลางที่กว้างขวาง การประกาศงดส่งสินค้าให้วังหลวงและปั่นราคาตลาดให้สูงลิบลิ่ว ก็เพื่อสร้างสภาวะขาดแคลน บีบให้ฮองเฮาผู้ดูแลวังหลังต้องอับจนหนทาง เมื่อวังหลังไม่มีข้าวกิน ไม่มีถ่านไม้ก่อไฟบรรเทาความหนาว สุดท้ายฮองเฮาก็ต้องบากหน้าไปคุกเข่าขอร้องไทเฮาให้ช่วยเหลือ และยอมคืนอำนาจบริหารวังหลังให้แต่โดยดี
ตรรกะแบบนี้ หากนางเป็นคนเดิมคงได้แต่นั่งร้องไห้กอดเข่า แต่พวกมันคงลืมไปว่า กำลังเล่นสงครามการค้าอยู่กับใคร ในเมื่อสวรรค์ให้บททดสอบนางถึงสองภพ
“ถิงเอ๋อร์ ไม่ต้องตื่นตระหนกไป” อวิ๋นซีตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำที่ไร้คลื่นลม “ไปถ่ายทอดคำสั่งของเปิ่นกง ให้กรมวังระงับการจัดซื้อสินค้าจากตลาดเมืองหลวงทั้งหมด ไม่ต้องซื้อแม้แต่ชิ้นเดียว ปล่อยให้พวกพ่อค้าหน้าเลือดมันกอดสินค้าพวกนั้นไว้ให้พอใจ”
“ตะ... แต่ว่าฮองเฮาเพคะ หากเราไม่ซื้อ เสบียงในวังจะไม่พอ...”
“ทำตามที่เปิ่นกงสั่ง แล้วเชิญใต้เท้ากู้ เสนาบดีกรมพระคลังมาพบเปิ่นกงที่นี่แบบลับๆ ด้วย” นางออกคำสั่งเด็ดขาด แววตาของนักธุรกิจสาวที่พร้อมจะบดขยี้คู่แข่งฉายชัดอยู่ในดวงตาหงส์
ครึ่งชั่วยามต่อมา ใต้เท้ากู้ ขุนนางตงฉินวัยกลางคนที่เพิ่งถูกลู่จิ้งถิงเลื่อนขั้นขึ้นมาหมาดๆ ก็ลอบเข้ามาในตำหนักคุนหนิง เขาคุกเข่าทำความเคารพฮองเฮาด้วยความนอบน้อม
“ใต้เท้ากู้ ท่านทราบสถานการณ์ในตลาดเมืองหลวงวันนี้แล้วใช่หรือไม่” อวิ๋นซีเข้าเรื่องทันที
“กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ หอการค้าตระกูลจ้าวร่วมมือกับพ่อค้าคนกลาง กักตุนข้าวสารและถ่านไม้ ทำให้ราคาตลาดพุ่งสูงจนราษฎรเริ่มเดือดร้อน หากปล่อยไว้เช่นนี้ ไม่เพียงแต่วังหลวงจะขาดเสบียง แต่ชาวบ้านอาจจะก่อความวุ่นวายได้พ่ะย่ะค่ะ”
“พวกมันกำลังใช้กลยุทธ์กักตุนเพื่อสร้างส่วนต่างราคา หวังจะบีบเราให้จนมุม” หญิงสาวเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม “ใต้เท้ากู้ ในฐานะเสนาบดีกรมพระคลัง ท่านกล้าเล่นเกมเดิมพันที่อาจจะทำให้ตระกูลจ้าวล้มละลายภายในข้ามคืนหรือไม่”
ใต้เท้ากู้เบิกตากว้าง แม้จะไม่ค่อยเข้าใจคำศัพท์แปลกๆ ที่ฮองเฮาตรัส แต่น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของนางกลับทำให้เลือดในกายของเขาสูบฉีด “หากเป็นความประสงค์ของฝ่าบาทและฮองเฮา กระหม่อมยินดีถวายหัวพ่ะย่ะค่ะ!”
“ดีมาก” อวิ๋นซียกยิ้ม นางหยิบป้ายหยกสีดำที่สลักลวดลายพญามังกรออกมาวางบนโต๊ะ “เมื่อคืนนี้ ฝ่าบาทได้มอบป้ายอาญาสิทธิ์นี้ให้เปิ่นกง เปิ่นกงขอสั่งให้ท่านเปิดคลังเสบียงลับของแผ่นดิน และนำข้าวสาร ถ่านไม้ รวมถึงเสบียงสำรองทั้งหมด ออกมาวางขายในตลาดเมืองหลวงเดี๋ยวนี้”
“เปิดคลังลับ! แต่ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ หากเรานำเสบียงออกมาขายหมด...”
“ท่านยังฟังไม่จบ” นางยกมือขึ้นห้าม “ท่านต้องตั้งราคาขายให้ต่ำกว่าราคาตลาดปกติลงครึ่งหนึ่ง!”
“ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง!” เสนาบดีกรมพระคลังแทบจะล้มทั้งยืน “ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ การทำเช่นนั้นจะทำให้เราขาดทุนย่อยยับนะพ่ะย่ะค่ะ! อีกทั้งหากตระกูลจ้าวส่งคนมากว้านซื้อเสบียงราคาถูกของเราไปกักตุนเพิ่ม พวกมันก็ยิ่งรวยขึ้น ส่วนเราก็จะไม่เหลืออะไรเลย!”
อวิ๋นซีหัวเราะเสียงใส เสียงหัวเราะนั้นกังวานแต่เย็นเยียบถึงขั้วหัวใจ “นั่นแหละคือสิ่งที่เปิ่นกงต้องการให้พวกมันทำ หลอกให้พวกมันกว้านซื้อไปให้หมด ซื้อจนกว่าเงินสดในคลังของตระกูลจ้าวจะเหือดแห้ง”
ในโลกของธุรกิจยุคปัจจุบัน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การไม่มีสินค้า แต่คือการที่ ‘สภาพคล่องทางการเงิน’ ขาดสะบั้นต่างหาก
หญิงสาวอธิบายแผนการด้วยความรวดเร็วและเฉียบขาด “หอการค้าตระกูลจ้าวมั่นใจว่าพวกเขากุมตลาดเสบียงไว้ได้ทั้งหมด เมื่อเราเทขายสินค้าราคาถูก พวกมันจะกลัวว่าราคาสินค้าในมือมันจะตก พวกมันจึงต้องทุ่มเงินทั้งหมดที่มีในคลัง เพื่อกว้านซื้อสินค้าของเราไปเก็บไว้ หวังจะผูกขาดตลาดให้เบ็ดเสร็จอีกครั้ง แต่พวกมันไม่รู้หรอกว่า กองคาราวานเงาที่ฝ่าบาทจัดตั้งขึ้น ได้ลอบขนส่งเสบียงชุดใหญ่จากแดนใต้เข้ามาประชิดกำแพงเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว!”
ภาพจิ๊กซอว์ทั้งหมดปะติดปะต่อกันในสมองของใต้เท้ากู้ เขามองฮองเฮาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา แผนการนี้คือการขุดหลุมพรางล่อให้ตระกูลจ้าวทุ่มเงินก้นหีบออกมาจนหมด จากนั้นค่อยเปิดประตูเขื่อนปล่อยสินค้าของจริงเข้าถล่มตลาดให้ราบคาบ!
“เมื่อพวกมันกว้านซื้อสินค้าจากคลังลับของเราจนเงินสดหมดเกลี้ยง” อวิ๋นซีอธิบายต่อ แววตาเปล่งประกายความตื่นเต้นดั่งนักล่า “เราจะนำเสบียงจากกองคาราวานเงา ทะลักเข้าสู่ตลาดเมืองหลวงทุกตรอกซอกซอย และขายในราคาปกติ! เมื่อมีสินค้าราคาปกติวางขายเกลื่อนเมือง ราษฎรก็ไม่จำเป็นต้องง้อพวกพ่อค้าหน้าเลือดอีกต่อไป สินค้าที่ตระกูลจ้าวกักตุนไว้ก็จะเป็นเพียงขยะที่ขายไม่ออก และเงินทุนที่พวกมันกู้ยืมมาก็จะกลายเป็นหนี้สินก้อนโตที่รัดคอพวกมันจนตาย!”
“ช่างเป็นแผนการที่ล้ำลึกและเหี้ยมโหด เอ้อ พระปรีชาสามารถยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ!” ใต้เท้ากู้โขกศีรษะลงกับพื้นด้วยความตื่นเต้นจนตัวสั่น “กระหม่อมจะรีบไปดำเนินการตามแผนเดี๋ยวนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ!”
