หวนคืนบัลลังก์มังกรคู่หงส์

139.0K · จบแล้ว
อิ๋นเยว่
60
บท
439
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เมื่อสองซีอีโอระดับท็อปแห่งวงการธุรกิจยุคปัจจุบัน ต้องทะลุมิติมาอยู่ในร่างของ ‘ฮ่องเต้หุ่นเชิด’ และ ‘ฮองเฮาผู้อาภัพ’ แห่งแคว้นต้าฉู่ มิหนำซ้ำ ‘เสี่ยวเยว่’ ลูกสาววัยสามขวบสุดที่รักยังพลัดหลง ข้ามเวลาไปตกอยู่ในกระโจมของข่านแดนเถื่อน! งานนี้ การทวงคืนอำนาจจึงไม่ใช่แค่การแย่งชิงบัลลังก์วังหลังตามแบบฉบับโบราณ แต่คือการ ‘เทคโอเวอร์’ อาณาจักรที่กำลังขาดทุนย่อยยับ ให้กลับมายิ่งใหญ่ด้วยกลยุทธ์ธุรกิจและวิสัยทัศน์ขั้นเทพ! ไทเฮาจอมบงการงั้นหรือ? เจอสงครามจิตวิทยาและสื่อสิ่งพิมพ์ของฮองเฮาเข้าไปหน่อยเป็นไร! อ๋องเจิ้นหนานคิดชูธงกบฏ? ฮ่องเต้เลยจัดระบบลอจิสติกส์การทัพแบบใหม่ พร้อมทุบตลาดเหล็กจนกองทัพศัตรูล้มละลายตั้งแต่ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากเมือง! แถมด้วยการปั้นแฟรนไชส์หม้อไฟ เปิดห้างสรรพสินค้าครบวงจร และใช้แบรนด์ของเล่น 'องค์หญิงน้อย' สูบเงินเศรษฐีจนคลังหลวงล้นทะลัก ท่ามกลางการเชือดเฉือนอำนาจที่ฟาดฟันกันด้วยสมองและเงินตรา ความรักของครอบครัวก็ยิ่งผูกพันแน่นแฟ้น เมื่อฮ่องเต้หนุ่มผู้คลั่งรักพร้อมจะแหกทุกจารีตประเพณี เพื่อสถาปนาภรรยาขึ้นเป็น ‘จักรพรรดินีร่วม’ เคียงคู่บัลลังก์มังกร ทว่าความสงบสุขเพิ่งจะเริ่มต้น แคว้นมหาอำนาจรอบทิศกลับริษยาในความมั่งคั่ง จับมือกันประกาศสงครามหมายรุมทึ้งต้าฉู่ พร้อมเปิดตัวอาวุธร้ายแรงที่ยุคโบราณไม่เคยรู้จักอย่าง 'ดินปืนและปืนใหญ่' ศัตรูอาจจะมั่นใจในอาวุธใหม่... แต่หารู้ไม่ว่า พวกมันกำลังกระตุกหนวดมังกรและเล่นตลกอยู่กับมนุษย์จากอนาคต ที่รู้จักเทคโนโลยีสงครามดีกว่าใคร! "เมื่อความรู้จากยุคปัจจุบัน ปะทะ อำนาจล้นฟ้าในอดีต... กระดานหมากแผ่นดินนี้ พวกเขาจะขอเป็นคนเขียนกติกาใหม่ด้วยตัวเอง!"

นิยายย้อนยุคนิยายจีนโบราณฮ่องเต้ฮองเฮาข้ามมิตินางเอกเก่งกลอุบายในวังพระเอกเก่งฟินๆต่างโลกจีนโบราณ

ตอนที่ 1: ฝันร้ายที่หวนคืน

ความอบอุ่นจากอ้อมกอดในคืนวิวาห์และแสงดาวบนหอคอยระฟ้า มลายหายไปในชั่วพริบตาเดียว

เสิ่นอวิ๋นซีรู้สึกราวกับร่างกายถูกกระชากลงสู่ห้วงลึกแห่งความมืดมิดอย่างไร้ความปรานี อากาศรอบกายที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุหลาบ ถูกแทนที่ด้วยความหนาวเหน็บที่เสียดแทงทะลุถึงกระดูกและกลิ่นกำยานฉุนกึกที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เสียงดนตรีคลาสสิกที่คอยขับกล่อมแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะท้อนก้องของโถงกว้างและถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย

เมื่อแพขนตางอนยาวค่อยๆ ขยับเปิดขึ้น ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่เพดานห้องสวีทของโรงแรมหรู แต่เป็นเสาหินอ่อนสลักลายมังกรพันเกี่ยวสีทองอร่ามที่ตั้งตระหง่านค้ำยันเพดานไม้แกะสลัก พื้นที่นางกำลังเหยียบย่ำอยู่คือแผ่นศิลาเย็นเยียบของท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ไพศาล

หญิงสาวกะพริบตาเพื่อปรับโฟกัส ความรู้สึกหนักอึ้งบนศีรษะและรอบร่างกายทำให้นางต้องก้มลงมองตนเอง ชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์หายไปแล้ว บัดนี้ร่างกายของนางถูกสวมทับด้วยชุดอาภรณ์สีแดงสดปักลวดลายพญาหงส์สยายปีกด้วยดิ้นทอง ชายกระโปรงยาวลากพื้น เครื่องประดับศีรษะที่ทำจากทองคำและไข่มุกกดทับจนปวดร้าวไปถึงต้นคอ

นี่คือชุดฮองเฮา... ชุดที่นางเคยสวมใส่ในวันสถาปนา และเป็นชุดเดียวกันกับวันที่นางถูกตัดสินโทษในอดีตชาติ!

“ฝ่าบาท หลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าแม่ทัพเสิ่นเจ๋อหมิงลักลอบซ่องสุมกำลังพลที่ชายแดน หวังจะก่อการกบฏล้มล้างราชบัลลังก์!”

เสียงตวาดกร้าวของขุนนางชราในชุดขุนนางขั้นหนึ่งดังก้องไปทั่วท้องพระโรง เขาประสานมือชูแผ่นฎีกาขึ้นเหนือศีรษะ “ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีจดหมายลับที่พิสูจน์ได้ว่า ฮองเฮาทรงใช้เส้นสายในวังหลังเพื่อลักลอบส่งข่าวสารและถ่ายเททรัพย์สินในท้องพระคลังไปสนับสนุนการกบฏของบิดาตนเอง โทษกบฏเป็นภัยต่อความมั่นคงของแว่นแคว้น ไม่อาจละเว้นได้พ่ะย่ะค่ะ!”

เสิ่นอวิ๋นซียืนนิ่งงัน ลมหายใจสะดุดกึก ความทรงจำอันโหดร้ายที่ถูกฝังกลบไปนานนับศตวรรษหลั่งไหลกลับเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตก

นางจำเหตุการณ์นี้ได้ดี นี่คือการพิจารณาคดีในท้องพระโรงเมื่อหลายร้อยปีก่อน วันที่ตระกูลเสิ่นถูกใส่ร้ายป้ายสีอย่างอยุติธรรม วันที่ขุนนางทั้งราชสำนักรุมประณามนาง และเป็นวันที่เปลี่ยนชีวิตของนางให้ตกลงสู่ขุมนรกในตำหนักเย็นตลอดกาล

“ฮองเฮาเป็นถึงมารดาของแผ่นดิน แต่กลับมีจิตใจคับแคบและสมรู้ร่วมคิดกับกบฏ ช่างน่าผิดหวังเสียจริง”

น้ำเสียงเย็นเยียบและทรงอำนาจดังมาจากหลังม่านมุกทางด้านข้างของบัลลังก์มังกร ไทเฮาในชุดอาภรณ์สีทองเข้มกำลังประทับนั่งอยู่ตรงนั้น นัยน์ตาที่ทอดมองลงมาเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและชัยชนะที่ปิดไม่มิด “ฝ่าบาท หลักฐานประจักษ์ชัดเจนถึงเพียงนี้ โปรดมีพระราชวินิจฉัยเพื่อรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองด้วยเถิด”

บรรดาขุนนางนับร้อยชีวิตที่ยืนเรียงรายอยู่สองข้างโถงทางเดิน ต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงกับพื้นศิลา เสียงประสานดังกึกก้องกังวาน

“ขอฝ่าบาทโปรดลงทัณฑ์ตระกูลเสิ่นและปลดฮองเฮา เพื่อความมั่นคงของแว่นแคว้นด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”

บรรยากาศในท้องพระโรงเต็มไปด้วยแรงกดดันที่สามารถบดขยี้คนให้ตายทั้งเป็น อวิ๋นซียืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางวงล้อมของหมาป่ากระหายเลือด นางจำความรู้สึกในอดีตได้ดี ในตอนนั้นนางหวาดกลัว สับสน และได้แต่ช้อนสายตามองขึ้นไปยังบัลลังก์มังกรเบื้องบน เพื่อหวังพึ่งพิงความเมตตาจากสวามีเพียงผู้เดียวของนาง แต่สิ่งที่นางได้รับกลับมา มีเพียงสายตาที่เย็นชาและราชโองการปลดจากตำแหน่งที่กรีดลึกถึงขั้วหัวใจ

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง นางเพิ่งจะหลับตาลงในอ้อมกอดของลู่จิ้งถิงในวันที่มีความสุขที่สุดและมีพร้อมทุกอย่าง เหตุใดจิตวิญญาณของนางจึงหวนกลับมาสู่ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในอดีตชาติเช่นนี้ได้ หรือว่าชีวิตในโลกยุคปัจจุบัน การเป็นประธานเสิ่นผู้ทรงอำนาจ ความรักที่นางได้รับ ทั้งหมดนั้นจะเป็นเพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่งของฮองเฮาที่กำลังใกล้ตายในตำหนักเย็น

ไม่... สัมผัสอุ่นร้อนของแหวนมังกรคู่หงส์ที่สวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายยังคงแจ่มชัดในความรู้สึก รสจูบที่แสนหวานยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น ความรู้และไหวพริบของการเป็นนักธุรกิจระดับโลกยังคงไหลเวียนอยู่ในสมอง ทุกอย่างคือเรื่องจริง นางคือเสิ่นอวิ๋นซี ประธานกรรมการบริหารแห่งเสิ่นกรุ๊ป ไม่ใช่ฮองเฮาผู้อ่อนแอที่รอคอยความตายอีกต่อไป

หากสวรรค์เล่นตลกดึงวิญญาณนางกลับมาในวินาทีนี้ นางก็จะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมเด็ดขาด!

อวิ๋นซีเชิดหน้าขึ้น ร่างกายที่เคยสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวบัดนี้ตั้งตรงและสง่างามดุจพญาหงส์ที่แท้จริง นางเตรียมจะเปิดปากโต้แย้งข้อกล่าวหาที่ไร้สาระเหล่านั้นด้วยตรรกะและหลักฐานที่ขัดแย้งกันเองในคำพูดของขุนนางเฒ่า

แต่ก่อนที่นางจะได้เอ่ยคำใด ความเคลื่อนไหวบนบัลลังก์มังกรทองคำเบื้องหน้าก็ดึงดูดสายตาของนางไปเสียก่อน

บนแท่นประทับที่สูงส่งที่สุด ลู่จิ้งถิงในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทองปักลายมังกรห้าเล็บกำลังนั่งนิ่งงัน มงกุฎจักรพรรดิที่มีสายปัดมุกห้อยระย้าปกปิดใบหน้าครึ่งบนของเขาเอาไว้ แต่ไหล่กว้างที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรงนั้นไม่อาจหลุดพ้นสายตาของนางไปได้

ลู่จิ้งถิงเพิ่งลืมตาขึ้นมาพบกับภาพที่ทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น

วินาทีที่แล้ว เขายังคงตระกองกอดภรรยาที่รักยิ่งไว้ในอ้อมแขนบนเตียงนุ่ม แต่ตอนนี้ เขากลับพบว่าตนเองกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่เย็นเฉียบและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดของการแย่งชิงอำนาจ น้ำหนักของมงกุฎที่กดทับลงบนศีรษะ ทำให้เขารับรู้ได้ทันทีว่าเขาถูกดึงกลับมาสู่อดีตชาติ ในช่วงเวลาที่เขาเกลียดชังที่สุดในชีวิต

เขามองเห็นขุนนางนับร้อยคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ได้ยินเสียงเรียกร้องให้ประหารตระกูลเสิ่น และที่สำคัญที่สุด เขามองเห็นสตรีในชุดอาภรณ์สีแดงสดที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางท้องพระโรง

เสิ่นอวิ๋นซีของเขา

ในอดีตชาติ ความขี้ขลาดและความอ่อนแอของเขาในวินาทีนี้ ทำให้เขาเลือกที่จะประนีประนอมกับไทเฮา เขาเลือกที่จะออกราชโองการปลดนางไปอยู่ตำหนักเย็นโดยอ้างว่าเพื่อรักษาชีวิตของนางไว้ แต่การตัดสินใจที่โง่เขลานั้น กลับเป็นตัวเร่งให้นางต้องพบกับจุดจบอันน่าสลดใจด้วยปิ่นอาบยาพิษ

สองมือหนาที่วางอยู่บนพนักพิงรูปหัวมังกรกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความโกรธแค้นและความรู้สึกผิดที่สั่งสมมาข้ามภพชาติ ปะทุขึ้นในอกราวกับภูเขาไฟที่รอการระเบิด เขาเพิ่งให้คำสาบานกับนางไปเมื่อคืนนี้ ว่าจะเป็นโล่กำบังและเป็นดาบที่ฟาดฟันศัตรูแทนนาง เขาเพิ่งสัญญาว่าจะไม่ยอมปล่อยมือนางอีกต่อไป

หากชะตากรรมเล่นตลกให้เขากลับมาเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นี้อีกครั้ง เขาจะไม่ยอมสวมหน้ากากฮ่องเต้ผู้ไร้หัวใจเพื่อหลอกตาใครอีกแล้ว ในเมื่อเขาคือลู่จิ้งถิง ประธานลู่กรุ๊ปผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในโลกยุคใหม่ กะอีแค่ขุนนางเฒ่าหัวหงอกและไทเฮาจอมบงการในยุคโบราณ มีหรือที่เขาจะยอมก้มหัวให้!

ฮ่องเต้หนุ่มค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สายปัดมุกที่แกว่งไกวแหวกออก เผยให้เห็นนัยน์ตาสีนิลที่วาวโรจน์ไปด้วยรังสีมัจจุราชอันคุ้นเคย

วินาทีนั้นเอง สายตาของโอรสสวรรค์เบื้องบนและมารดาวังหลังเบื้องล่างประสานเข้าด้วยกัน

ท่ามกลางความกว้างใหญ่ของท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาที่มุ่งร้ายของศัตรูรอบทิศ การสบตากันเพียงเสี้ยววินาทีกลับสื่อสารความหมายได้นับพันคำ

ลู่จิ้งถิงไม่ได้มองเห็นฮองเฮาที่กำลังหวาดกลัวและสิ้นหวังเหมือนในอดีต แต่เขามองเห็นแววตาที่เด็ดเดี่ยว เย่อหยิ่ง และเฉียบคมดุจใบมีด แววตาของนักธุรกิจสาวผู้ไร้พ่าย แววตาของนายหญิงแห่งลู่กรุ๊ปที่พร้อมจะฉีกกระชากคอหอยศัตรู

ส่วนอวิ๋นซีเองก็ไม่ได้มองเห็นฮ่องเต้ที่ถูกบีบคั้นและเลือกที่จะหมางเมินนาง แต่นางมองเห็นแววตาของสวามีผู้คลั่งรัก แววตาของมังกรหนุ่มที่พร้อมจะเผาผลาญโลกทั้งใบเพื่อปกป้องนาง

พวกเขาทั้งสองคนกลับมาแล้ว กลับมาพร้อมกับจิตวิญญาณและความทรงจำในยุคปัจจุบันอย่างครบถ้วน!

ริมฝีปากที่ถูกทาด้วยชาดสีแดงสดของฮองเฮาค่อยๆ โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่งดงามแต่น่าสะพรึงกลัว นางไม่ได้คุกเข่าร้องขอความเมตตาเหมือนที่ทุกคนคาดหวัง แต่กลับขยับตัวจัดระเบียบชายเสื้อกี่เพ้า ไม่สิ ชายชุดฮองเฮาของตนเองอย่างเชื่องช้าและสง่างาม

“ฮองเฮา เจ้ายังมีหน้ามายิ้มอีกหรือ!” ไทเฮาตวาดเสียงกร้าวจากหลังม่านมุก รู้สึกขัดใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของสตรีตรงหน้า “หลักฐานการกบฏของบิดาเจ้าวางอยู่ตรงหน้า เจ้ายังไม่รีบคุกเข่ายอมรับสารภาพและขอพระราชทานอภัยโทษจากฝ่าบาทอีก!”

“ยอมรับสารภาพหรือเพคะ ไทเฮา” อวิ๋นซีเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกังวานใส ราบเรียบแต่กลับก้องไปทั่วท้องพระโรง “หม่อมฉันควรจะรับสารภาพเรื่องใดกัน เรื่องที่บิดาของหม่อมฉันปกป้องชายแดนด้วยความยากลำบาก หรือเรื่องที่พวกขุนนางเฒ่าเหล่านี้ร่วมมือกันปลอมแปลงจดหมายเพื่อใส่ร้ายขุนนางตงฉินกันแน่”

คำพูดที่สวนกลับอย่างตรงไปตรงมาและไร้ซึ่งความเกรงกลัว ทำเอาขุนนางทั้งสภาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ฮองเฮาผู้อ่อนหวานและรักษากิริยามาตลอด เหตุใดวันนี้จึงกล้าต่อปากต่อคำกับไทเฮากลางท้องพระโรงเช่นนี้

“สามหาว! ฮองเฮา เจ้ากล้ากล่าวหาว่าราชสำนักใส่ร้ายบิดาเจ้าเชียวหรือ” ขุนนางขั้นหนึ่งคนเดิมชี้หน้าด่าทอ “จดหมายลับฉบับนี้มีตราประทับของแม่ทัพเสิ่นชัดเจน เป็นหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้!”

“ตราประทับที่ถูกขโมยไปเมื่อสามเดือนก่อน ระหว่างที่บิดาของหม่อมฉันนำทัพออกรบประจัญบานกับข้าศึกน่ะหรือ” อวิ๋นซีแค่นหัวเราะในลำคอ นางก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รังสีอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาทำเอาขุนนางที่อยู่ใกล้ต้องลอบถอยหลังหนี “ท่านราชครู ท่านเป็นถึงขุนนางบุ๋นขั้นหนึ่ง แต่กลับนำหลักฐานที่เต็มไปด้วยช่องโหว่มาถวายฝ่าบาท หากท่านอ่านจดหมายฉบับนั้นให้ดี ท่านจะพบว่ารอยหมึกและกระดาษที่ใช้ เป็นกระดาษที่ผลิตจากเมืองกังหนำ ซึ่งบิดาของหม่อมฉันประจำการอยู่ที่ชายแดนเหนือมาตลอดห้าปี เขาจะไปเอากระดาษจากแดนใต้มาเขียนจดหมายกบฏได้อย่างไร”

ขุนนางชราหน้าซีดเผือด รีบก้มลงมองจดหมายในมือด้วยมือที่สั่นเทา เหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เขาไม่คาดคิดว่าฮองเฮาจะสามารถวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและหาช่องโหว่ของหลักฐานที่ถูกเตรียมมาอย่างดีได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้

“นี่... นี่มัน...” ราชครูพูดติดอ่าง พยายามหาข้ออ้าง “อาจจะมีผู้สมรู้ร่วมคิดลักลอบนำกระดาษไปให้แม่ทัพเสิ่นก็เป็นได้!”

“ข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นของท่าน เก็บไว้ไปเล่าให้ผู้คุมในคุกหลวงฟังเถอะ” อวิ๋นซีตวัดหางตาประเมินขุนนางเฒ่าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูแคลน “ตรรกะวิบัติเช่นนี้ หากนำไปใช้ในโลกการค้า คงทำให้ตระกูลของท่านล้มละลายไปนานแล้ว”

ถ้อยคำแปลกประหลาดที่หลุดออกมาจากปากฮองเฮา ทำให้ขุนนางหลายคนงุนงง แต่สำหรับผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ประโยคนั้นเปรียบเสมือนเสียงดนตรีที่ไพเราะที่สุด

ลู่จิ้งถิงที่นั่งนิ่งเงียบมาตลอด มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่ชวนให้ขนลุก ชายหนุ่มปัดสายปัดมุกบนมงกุฎออกให้พ้นสายตา ก่อนจะค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนจากบัลลังก์ทองคำ ร่างกายสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทองแผ่รังสีจิตสังหารที่รุนแรงจนอากาศในท้องพระโรงแทบจะจับตัวเป็นก้อน

ทุกสายตาจับจ้องไปที่โอรสสวรรค์ ขุนนางฝ่ายไทเฮาต่างกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ คิดว่าฮ่องเต้กำลังจะระเบิดโทสะและลงทัณฑ์ฮองเฮาที่บังอาจกล่าววาจาสามหาว

แต่การกระทำของฝ่าบาทกลับสวนทางกับสิ่งที่ทุกคนคาดคิด

ลู่จิ้งถิงก้าวเท้าลงจากแท่นประทับอย่างเชื่องช้าและมั่นคง เสียงรองเท้าบูตปักดิ้นทองกระทบพื้นศิลาดังเป็นจังหวะสะท้อนก้องในความเงียบสงัด เขาเดินผ่านเหล่าขุนนางที่คุกเข่าตัวสั่นงันงก ตรงดิ่งเข้าไปหาสตรีในชุดอาภรณ์สีแดงสดที่ยืนหยัดอยู่กลางโถง

เมื่อหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง นัยน์ตาสีนิลที่เคยมองนางด้วยความห่างเหินในอดีต บัดนี้กลับทอดมองมาด้วยความรัก ความห่วงใย และการปกป้องอย่างลึกซึ้ง ฮ่องเต้หนุ่มยื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า

อวิ๋นซีแย้มยิ้ม นางไม่ได้คุกเข่าทำความเคารพ แต่กลับวางมือของตนเองลงบนฝ่ามือหนาอย่างเป็นธรรมชาติ ลู่จิ้งถิงกอบกุมมือของนางไว้แน่น สอดประสานนิ้วทั้งห้าเข้าด้วยกันเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นและยืนยันการมีอยู่ของกันและกัน

การกระทำที่ท้าทายสายตาขุนนางนับร้อยและไทเฮา ทำให้ทุกคนในท้องพระโรงแทบหยุดหายใจ ไม่มีใครเข้าใจว่าเหตุใดฝ่าบาทจึงกุมมือสตรีที่มีข้อหากบฏติดตัวเช่นนั้น

ลู่จิ้งถิงประคองมือของฮองเฮาไว้ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางกังฉินและม่านมุกที่ไทเฮาประทับอยู่ รังสีมัจจุราชแห่งประธานลู่กรุ๊ปถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มรูปแบบ

“ราชครูหลี่” น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของฮ่องเต้ดังก้อง “ในเมื่อเจ้านำหลักฐานปลอมมาถวายเจิ้นเพื่อใส่ร้ายฮองเฮาและแม่ทัพตงฉิน โทษของการหลอกลวงเบื้องสูงและยุยงให้เกิดความแตกแยกในราชสำนัก เจ้าควรรู้ดีว่าคือสิ่งใด”

ราชครูชราเบิกตากว้าง ร่างกายสั่นสะท้านราวกับใบไม้ร่วง เขาโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง “ฝ่าบาท! กระหม่อมจงรักภักดีต่อแว่นแคว้น! หลักฐานเหล่านี้เป็นความจริง กระหม่อมไม่ได้ปลอมแปลงพ่ะย่ะค่ะ!”

“หลักฐานจริงหรือเท็จ เจิ้นมีวิจารณญาณพอที่จะตัดสิน ไม่จำเป็นต้องให้สุนัขรับใช้ของใครมาชี้นำ”

คำตรัสที่ตรงไปตรงมาและพาดพิงถึงอำนาจเบื้องหลังอย่างชัดเจน ทำเอาไทเฮาที่อยู่หลังม่านมุกถึงกับกำหมัดแน่น

“ทหาร!” ลู่จิ้งถิงตวาดกร้าว เสียงดังกัมปนาทจนขุนนางหลายคนสะดุ้งสุดตัว “ถอดหมวกขุนนางของราชครูหลี่ ลากตัวมันและผู้ที่ร่วมลงชื่อในฎีกาฉบับนี้ไปขังในคุกหลวง รอการไต่สวนข้อหาสมรู้ร่วมคิดปลอมแปลงเอกสารราชการ ผู้ใดกล้าทัดทาน เจิ้นจะถือว่ามีส่วนรู้เห็นและสั่งประหารเจ็ดชั่วโคตรทันที!”

สิ้นราชโองการ ทหารองครักษ์เสื้อแพรที่รอรับคำสั่งอยู่ด้านนอกก็กรูกันเข้ามาในท้องพระโรง ลากตัวขุนนางเฒ่าและพรรคพวกที่กำลังกรีดร้องขอความเมตตาออกไปอย่างรวดเร็วและไร้ความปรานี

การพลิกกระดานหมากอย่างกะทันหันของโอรสสวรรค์ ทำให้บรรดาขุนนางที่เหลืออยู่ต้องหมอบราบลงกับพื้น หวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เสียงขานรับราชโองการดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงด้วยความหวาดหวั่น

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”

ลู่จิ้งถิงไม่ได้สนใจพวกขุนนางที่กำลังตัวสั่นงันงกอีกต่อไป เขาหันกลับมามองสตรีข้างกาย สายตาของมัจจุราชเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่มอบให้แก่นางเพียงผู้เดียว

อดีตชาติที่เต็มไปด้วยการพลัดพรากและน้ำตาจบลงแล้ว การตื่นรู้ในท้องพระโรงครั้งนี้ คือจุดเริ่มต้นของการทวงคืนทุกสิ่ง บัลลังก์มังกรคู่หงส์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยสติปัญญาของประธานลู่และประธานเสิ่น กำลังจะเปลี่ยนราชสำนักที่เน่าเฟะนี้ให้กลายเป็นอาณาจักรที่พวกเขาจะเป็นผู้เขียนกฎเกณฑ์ด้วยมือของพวกเขาเอง