ตอนที่ 6: สงครามการค้าเหนือกระดานวังหลัง - 2
คล้อยหลังเสนาบดีกรมพระคลัง ลู่จิ้งถิงที่ยืนฟังอยู่นานจากหลังฉากกั้นก็ก้าวออกมา ชายหนุ่มสวมชุดลำลองสีเข้ม ท่วงท่าสบายๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวภรรยาอย่างปิดไม่มิด
เขาเดินเข้ามารวบตัวนางจากด้านหลัง สอดแขนกอดรัดรอบเอวบาง วางคางเกยบนศีรษะของนางอย่างออดอ้อน “ภรรยาของผมโหดเหี้ยมขนาดนี้ ไทเฮารู้เข้าคงได้กระอักเลือดตายคาตำหนักแน่ๆ”
“ฉันแค่สั่งสอนพวกพ่อค้าที่กล้าเอาความหิวโหยของราษฎรมาเป็นเครื่องมือต่อรองเท่านั้นเองค่ะ” อวิ๋นซีเอนหลังพิงแผงอกกว้าง “ตระกูลจ้าวสร้างความมั่งคั่งมาจากการขูดรีดและผูกขาด ถึงเวลาที่พวกมันต้องคืนกำไรให้แผ่นดินแล้ว”
“และคุณก็ดึงเอาเงินก้นหีบของพวกมันมาเติมเข้าคลังหลวงได้อย่างแนบเนียนเสียด้วย” ฮ่องเต้หนุ่มหัวเราะเบาๆ “การเทขายของให้พวกมันกว้านซื้อ ก็เท่ากับเราสูบเงินสดของพวกมันมาไว้ในมือ จากนั้นก็ใช้สินค้าชุดใหม่ทุบราคาตลาดให้พังพินาศ กลยุทธ์ทุบหม้อข้าวแบบนี้ แม้แต่แม่ทัพที่ผ่านศึกมานับร้อยยังคิดไม่ถึงเลย”
“ก็ใครใช้ให้ประธานลู่แห่งลู่กรุ๊ป เป็นคนสอนฉันเรื่องการเล่นหุ้นและการโจมตีค่าเงินล่ะคะ” นางหันไปสบตาเขา รอยยิ้มหวานล้ำประดับบนใบหน้า “ความรู้ทั้งหมดของฉัน ก็มีคุณเป็นคนขัดเกลามาทั้งนั้น”
คำหยอกเย้าของนางทำให้ลู่จิ้งถิงรู้สึกมันเขี้ยว เขากดจูบลงบนแก้มเนียนฟอดใหญ่ “ถ้าอย่างนั้น คืนนี้ผมคงต้องทวงค่าครูเสียหน่อยแล้วกระมัง”
ในขณะที่ตำหนักคุนหนิงเต็มไปด้วยบรรยากาศหวานชื่น ท่ามกลางตลาดเมืองหลวงกลับกำลังเกิดพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์!
ณ คฤหาสน์ตระกูลจ้าว
จ้าวเทียนหลง น้องชายของไทเฮาและประธานหอการค้าตระกูลจ้าว กำลังนั่งจิบชาชั้นดีด้วยสีหน้าเบิกบานใจ บนโต๊ะเต็มไปด้วยสมุดบัญชีที่บันทึกกำไรมหาศาลจากการโก่งราคาสินค้าในวันนี้
“นายท่าน! นายท่านขอรับ!” หลงจู๊ดูแลกิจการวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องโถง หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อ “เกิดเรื่องประหลาดขึ้นในตลาดขอรับ! จู่ๆ ก็มีพ่อค้านิรนามหลายสิบกลุ่ม นำข้าวสารและถ่านไม้ออกมาตั้งซุ้มขายทั่วเมืองหลวง ซ้ำยังขายในราคาต่ำกว่าปกติถึงครึ่งหนึ่ง! ชาวบ้านต่างพากันไปรุมซื้อจนมืดฟ้ามัวดิน ร้านค้าของเราขายไม่ออกเลยแม้แต่ชั่งเดียวขอรับ!”
จ้าวเทียนหลงขมวดคิ้วแน่น วางถ้วยชาลงอย่างแรง “เป็นไปได้อย่างไร! ใครมันกล้านำสินค้ามาขายตัดราคาข้า มันไปเอาเสบียงมากมายขนาดนี้มาจากไหน!”
“ข้าน้อยสืบดูแล้ว ดูเหมือนจะเป็นเสบียงเก่าจากคลังลับของทางการขอรับ! ฮองเฮาคงร้อนรนที่วังหลังขาดแคลน จึงสั่งเปิดคลังลับนำของออกมาเทขายเพื่อลดความตื่นตระหนกของราษฎร”
“นังเด็กเมื่อวานซืน!” จ้าวเทียนหลงแค่นหัวเราะเย้ยหยัน “คิดจะใช้เสบียงหลวงมาสู้กับทุนรอนของตระกูลจ้าวอย่างนั้นหรือ ช่างโง่เขลานัก เสบียงในคลังลับมีจำกัด หากเรากว้านซื้อมาให้หมด นังฮองเฮาก็จะไม่มีทั้งสินค้าและอำนาจต่อรองอีกต่อไป!”
เขาผุดลุกขึ้นยืน ตบโต๊ะสั่งการเสียงกร้าว “ไปเบิกตั๋วเงินจากคลังของตระกูลเรามาให้หมด ระดมคนไปกว้านซื้อสินค้าจากพวกมันมาเก็บไว้ในโกดังของเราให้เกลี้ยง อย่าให้เหลือตกถึงมือชาวบ้านแม้แต่เม็ดเดียว ข้าจะทำให้ดูว่า การผูกขาดตลาดที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร!”
หลงจู๊รับคำสั่งและรีบวิ่งออกไปดำเนินการตามความต้องการของนายท่านตระกูลจ้าวทันที
ตลอดทั้งวันนั้น ตระกูลจ้าวทุ่มเงินหลายแสนตำลึง กว้านซื้อเสบียงราคาถูกที่ทางการปล่อยออกมาจนเกลี้ยงตลาด โกดังสินค้าของตระกูลจ้าวเต็มแน่นจนแทบจะทะลัก จ้าวเทียนหลงนอนฝันหวานถึงกำไรมหาศาลที่จะได้รับเมื่อเขานำสินค้าเหล่านี้กลับมาขายในราคาสูงลิบลิ่วในวันรุ่งขึ้น
แต่ความฝันของตระกูลจ้าวก็มีอันต้องแหลกสลายลงในเช้าวันถัดมา!
ทันทีที่ประตูเมืองเปิดออก กองขบวนรถม้านับร้อยคันที่ประดับธง ‘คาราวานเงาหลวง’ ก็เคลื่อนขบวนเข้าสู่เมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่ สินค้าบนรถม้าเต็มไปด้วยข้าวสารหอมกรุ่น ถ่านไม้คุณภาพเยี่ยม และผ้าไหมทอประณีต ขบวนรถม้าเหล่านี้ไม่ได้มุ่งหน้าเข้าสู่วังหลวง แต่กลับกระจายตัวไปตามลานกว้างทั่วเมือง
ทหารองครักษ์เสื้อแพรตีฆ้องป่าวประกาศเสียงดังกังวาน “ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงห่วงใยราษฎร บัดนี้กองคาราวานเสบียงจากแดนใต้ได้เดินทางมาถึงแล้ว สินค้าทั้งหมดจะถูกวางขายในราคามาตรฐาน ห้ามผู้ใดโก่งราคาหรือกักตุนเป็นอันขาด หากพบผู้ฝ่าฝืน จะริบทรัพย์และลงอาญาขั้นเด็ดขาด!”
ชาวเมืองหลวงที่เคยมืดแปดด้าน ต่างพากันโห่ร้องสรรเสริญพระบารมีของฮ่องเต้และฮองเฮาดังกึกก้อง แถวของราษฎรยาวเหยียดรอซื้อสินค้าราคาปกติด้วยรอยยิ้ม
ในขณะเดียวกัน ณ คฤหาสน์ตระกูลจ้าว
จ้าวเทียนหลงมองดูขบวนคาราวานที่แล่นผ่านหน้าบ้านของตนด้วยใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเมื่อตระหนักได้ถึงความจริงอันโหดร้าย
“นายท่าน... นายท่าน!” หลงจู๊คนเดิมวิ่งเข้ามาร้องไห้โฮ “เราหลงกลพวกมันแล้วขอรับ! สินค้าที่เรากว้านซื้อมาเมื่อวาน ตอนนี้กลายเป็นของไร้ค่า เพราะไม่มีชาวบ้านคนไหนยอมซื้อของแพงจากเราอีกต่อไป เงินสดในคลังของเราก็หมดเกลี้ยง ซ้ำเงินที่กู้ยืมมาจากสมาคมการค้าต่างเมืองก็ถึงกำหนดชำระในอีกสามวัน เราล้มละลายแล้วขอรับ!”
ตึง!
ร่างอันอวบอ้วนของจ้าวเทียนหลงทรุดฮวบลงกระแทกพื้น สติสัมปชัญญะหลุดลอย ความหยิ่งยโสที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น ตระกูลจ้าวที่เคยยิ่งใหญ่และมั่งคั่ง บัดนี้ถูกตลบหลังด้วยกลยุทธ์การค้าที่ล้ำลึกจนแทบกระอักเลือด
หอการค้าตระกูลจ้าวล่มสลายภายในชั่วข้ามคืน ข่าวการล้มละลายแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่ง พ่อค้าคนกลางที่เคยสวามิภักดิ์ต่อไทเฮาต่างพากันหนีตาย บางคนยอมขายกิจการในราคาถูกแสนถูกให้กับทางการเพื่อใช้หนี้
ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นภายใต้การบงการของสตรีเพียงคนเดียว สตรีที่ประทับอยู่หลังกำแพงตำหนักคุนหนิง
ตกเย็นวันนั้น ภายในห้องทรงพระอักษร
ลู่จิ้งถิงกำลังนั่งอ่านรายงานการริบทรัพย์และเข้ายึดกิจการของตระกูลจ้าวด้วยรอยยิ้มกว้าง สินทรัพย์ทั้งหมดถูกโอนเข้าคลังหลวงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้งบประมาณแผ่นดินที่เคยร่อยหรอ กลับมามั่งคั่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด
“หมากตานี้ของคุณ ฟาดทีเดียวได้นกถึงสามตัว” ชายหนุ่มวางฎีกาลง หันไปมองเสิ่นอวิ๋นซีที่กำลังนั่งจิบชาอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ “หนึ่ง... ทำลายเครือข่ายการเงินของไทเฮาจนย่อยยับ สอง... ได้เงินทุนมาเติมคลังหลวง และสาม... ได้ใจราษฎรทั่วเมืองหลวง ผมคงต้องพิจารณาเลื่อนตำแหน่งให้ประธานเสิ่นเสียแล้ว”
อวิ๋นซีวางถ้วยชาลง คลี่ยิ้มบางเบาอย่างผู้กำชัย “ตำแหน่งฮองเฮานี่ก็สูงจนไม่รู้จะเลื่อนไปไหนแล้วค่ะ ฉันขอแค่ให้คุณรักษาสัญญา ว่าจะปกป้องครอบครัวของฉันและไม่รับสตรีอื่นเข้าวังก็พอ”
“เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว” ฮ่องเต้หนุ่มลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะมาสวมกอดนางจากด้านหลัง ก้มลงประทับจุมพิตที่ซอกคอขาวเนียน “แต่มังกรอย่างผม มีความโลภมากกว่านั้นนะ”
“ความโลภเรื่องอะไรคะ” นางเอียงคอรับสัมผัสที่แสนคุ้นเคย
“ความโลภ... ที่อยากจะสร้างทายาทร่วมกับฮองเฮาของผมไงล่ะ” เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดใบหู ก่อนที่เขาจะช้อนร่างระหงขึ้นอุ้มไว้ในอ้อมแขน มุ่งหน้าสู่ห้องบรรทมด้านใน
สงครามการค้าเหนือกระดานวังหลังจบลงด้วยชัยชนะอย่างเด็ดขาดของมังกรและพญาหงส์ แต่พายุลูกใหม่แห่งการแย่งชิงอำนาจกำลังจะก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เมื่อสุนัขจนตรอกอย่างไทเฮา ไม่มีทางยอมรับความพ่ายแพ้นี้อย่างแน่นอน!
