ตอนที่ 5: คมดาบในเงามืดและราชโองการลับสู่ชายแดน - 1
ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับกลางท้องพระโรงเรื่องการคัดเลือกสนม ทำให้บรรยากาศในตำหนักฉือหนิงของไทเฮาเย็นเยียบและอึมครึมประดุจลานประหาร เศษกระเบื้องจากแจกันเคลือบใบงามที่ถูกปาอัดกำแพงยังคงกระจายเกลื่อนพื้น ไม่มีนางกำนัลคนใดกล้าก้าวเข้ามาเก็บกวาด ทุกชีวิตในตำหนักต่างกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัว
ไทเฮาประทับนั่งอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอม พระอุระกระเพื่อมขึ้นลงด้วยแรงโทสะ นัยน์ตาที่เคยหยิ่งยโสบัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยความอาฆาตแค้น สตรีที่เคยคิดว่าตนเองกุมหมากทุกตัวบนกระดานแผ่นดินนี้ บัดนี้กลับถูกเด็กรุ่นหลังสองคนหักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“พวกมันคิดว่ามีอำนาจล้นฟ้าแล้วจะบีบเปิ่นกงให้จนมุมได้อย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงของไทเฮาแหบพร่าและเยียบเย็น “ฮ่องเต้ปีกกล้าขาแข็งถึงเพียงนี้ เป็นเพราะมีนังฮองเฮาคอยยุยงส่งเสริม หากตัดหัวหอกอย่างนังเสิ่นอวิ๋นซีทิ้งเสีย ฮ่องเต้ก็เปรียบเสมือนมังกรไร้ดวงตา”
“ไทเฮาโปรดระงับโทสะด้วยเพคะ” นางกำนัลคนสนิทที่เหลืออยู่คุกเข่าหมอบกราบ “ตอนนี้ฮ่องเต้ทรงปกป้องฮองเฮายิ่งกว่าไข่ในหิน การจะลงมืออย่างเปิดเผยย่อมเป็นไปไม่ได้เพคะ”
“ใครบอกให้ลงมืออย่างเปิดเผยกันเล่า”
ไทเฮายกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่อาบไปด้วยพิษร้าย พระนางพยักหน้าให้ขันทีคนสนิทปิดประตูตำหนักจนมิดชิด ก่อนจะตรัสเรียกบุคคลในเงามืด “เงาทมิฬ”
สิ้นเสียงเรียก ร่างในชุดพรางสีดำสนิทก็ปรากฏกายขึ้นจากมุมมืดเบื้องหลังม่าน ราวกับผุดขึ้นมาจากอากาศธาตุ ชายลึกลับคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อรอรับคำสั่ง
“นำ ‘กลิ่นอายปรโลก’ ไปจัดการกับฮองเฮาเสีย” ไทเฮาออกคำสั่งเสียงเหี้ยม “ยาพิษชนิดนี้ไร้สี ไร้กลิ่น และไม่อาจตรวจจับได้ด้วยเข็มเงิน อาการจะคล้ายกับคนเป็นโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน จงหาทางแทรกซึมเข้าไปในห้องเครื่องของตำหนักคุนหนิง อย่าให้เหลือร่องรอยสาวมาถึงเปิ่นกงได้เป็นอันขาด”
“รับพระเสาวนีย์” เงาทมิฬรับคำสั่งก่อนจะเร้นกายหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ณ ตำหนักคุนหนิง
เสิ่นอวิ๋นซีกำลังนั่งพับเพียบอยู่หน้าโต๊ะทรงงานไม้แกะสลัก บนโต๊ะเต็มไปด้วยม้วนไม้ไผ่และสมุดบัญชีที่ถูกกางออก หญิงสาวในชุดอาภรณ์สีฟ้าอ่อนดูผ่อนคลายและงดงามแต่แววตาของนางกลับจดจ่ออยู่กับตัวเลขตรงหน้าอย่างจริงจัง มือบางจับพู่กันขีดเขียนแผนผังเส้นทางการจัดซื้อจัดจ้างของวังหลังลงบนกระดาษสวียนจื่ออย่างรวดเร็ว
ในฐานะอดีตประธานกรรมการบริหารแห่งเสิ่นกรุ๊ป การอ่านรายงานงบประมาณที่ซับซ้อนถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ หลังจากกวาดล้างมามาซุนและสายลับของไทเฮาออกไปได้ส่วนหนึ่ง อวิ๋นซีก็พบว่าระบบการเงินของวังหลังเน่าเฟะเกินเยียวยา ขุนนางและพ่อค้าคนกลางที่รับจัดส่งเสบียง ผ้าไหม และเครื่องเรือน ล้วนเป็นเครือข่ายญาติพี่น้องของตระกูลไทเฮาทั้งสิ้น พวกเขาตั้งราคาสินค้าสูงกว่าปกติถึงสามเท่าเพื่อผ่องถ่ายเงินงบประมาณเข้ากระเป๋าตนเอง
“ระบบซัพพลายโบราณแบบนี้ ถ้าเป็นบริษัทของฉัน คงสั่งปลดฝ่ายจัดซื้อยกแผนกไปแล้ว” นางพึมพำกับตนเองเบาๆ
“แล้วประธานเสิ่นมีแผนจะจัดการกับฝ่ายจัดซื้อของวังหลังอย่างไรหรือครับ”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง อวิ๋นซีชะงักพู่กันในมือ หันกลับไปมองก็พบว่าลู่จิ้งถิงในชุดฉลองพระองค์สีเข้มกำลังยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ ชายหนุ่มส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ เขาโบกมือไล่นางกำนัลและขันทีในตำหนักให้ออกไปจนหมด เพื่อให้พวกเขาสามารถพูดคุยกันได้ตามปกติ
“คุณมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ จิ้งถิง” นางวางพู่กันลง ลุกขึ้นเดินไปหาเขา “ว่าราชการเสร็จแล้วหรือ”
“เสร็จตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้วครับ” เขาเดินเข้ามารวบเอวบางของนางไว้หลวมๆ ก้มลงประทับจุมพิตที่หน้าผากมน “ผมยืนดูคุณนั่งทำตาขวางใส่สมุดบัญชีมาพักใหญ่แล้ว เห็นคุณกำลังใช้ความคิดเลยไม่อยากกวน ตกลงว่าบัญชีของวังหลังมีปัญหามากเลยหรือ”
“มากกว่าที่คิดไว้อีกค่ะ” อวิ๋นซีถอนหายใจ ดึงมือเขาให้เดินมาดูแผนผังบนโต๊ะ “ฉันกำลังร่างระบบจัดซื้อส่วนกลางใหม่ เราจะตัดพ่อค้าคนกลางของตระกูลไทเฮาทิ้งให้หมด แล้วเปิดประมูลให้ร้านค้าทั่วไปในเมืองหลวงเข้ามาเสนอราคาสินค้าแทน วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะได้ของดีในราคาถูกลง แต่ยังเป็นการทำลายฐานอำนาจทางการเงินของพวกขุนนางเก่าด้วย”
ลู่จิ้งถิงมองแผนผังที่มีเส้นโยงใยอย่างเป็นระบบ นัยน์ตาสีนิลทอประกายชื่นชม “สมกับเป็นภรรยาของผม วิสัยทัศน์เฉียบขาดไม่เปลี่ยนเลย แต่คุณทำแบบนี้ พวกพ่อค้าเครือข่ายไทเฮาคงไม่ยอมง่ายๆ พวกมันอาจจะรวมหัวกันกักตุนสินค้าเพื่อบีบให้วังหลังขาดแคลนเสบียงก็ได้นะ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันให้คนลอบไปติดต่อสมาคมการค้าต่างเมืองไว้แล้ว หากพ่อค้าในเมืองหลวงกล้าเล่นแง่ เราก็จะนำเข้าสินค้าจากเมืองอื่นทันที” นางยิ้มอย่างมาดมั่น
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาโอบกอดนางจากด้านหลัง วางคางเกยบนลาดไหล่เนียน “มีฮองเฮาเก่งระดับประธานบอร์ดบริหารแบบนี้ ฮ่องเต้อย่างผมคงสบายไปทั้งชาติ ว่าแต่... คุณทำงานหนักเกินไปแล้วนะ พักผ่อนบ้างเถอะ”
“พักไม่ได้หรอกค่ะ” อวิ๋นซีหันมาสบตาเขา “ตราบใดที่ไทเฮายังมีอำนาจอยู่ในมือ ฉันก็วางใจไม่ได้ ในอดีตชาติ ความประมาททำให้เราต้องจบลงด้วยความตาย ชาตินี้ฉันจะไม่ยอมให้มีช่องโหว่แม้แต่นิดเดียว”
พูดถึงความตาย บรรยากาศรอบตัวก็ดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นมาเล็กน้อย ลู่จิ้งถิงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเพื่อยืนยันว่าเขาอยู่ตรงนี้ แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากปลอบโยน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบาๆ
“ฮองเฮาเพคะ พระกระยาหารว่างที่ทรงรับสั่งไว้ ได้แล้วเพคะ” เสียงของชุยเอ๋อร์ นางกำนัลห้องเครื่องที่เพิ่งถูกเลื่อนขั้นขึ้นมาใหม่รายงานอยู่หน้าประตู
อวิ๋นซีพยักหน้าให้ลู่จิ้งถิงปล่อยแขนออก นางปรับสีหน้าและบุคลิกกลับมาเป็นมารดาวังหลังผู้สง่างาม “เข้ามาได้”
ชุยเอ๋อร์ผลักประตูเข้ามาอย่างระมัดระวัง ในมือประคองถาดไม้ฝังมุกที่มีถ้วยกระเบื้องเคลือบใส่ซุปโสมตุ๋นควันกรุ่น นางกำนัลสาวก้มหน้าเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสำรวม แต่หากสังเกตให้ดี จะพบว่าไหล่ของนางสั่นสะท้านเล็กน้อย และจังหวะการก้าวเท้าก็ดูเกร็งจนผิดธรรมชาติ
อวิ๋นซีนั่งลงที่โต๊ะน้ำชา ทอดสายตามองนางกำนัลที่กำลังคุกเข่าจัดวางถ้วยซุปโสมลงบนโต๊ะ ด้วยสัญชาตญาณของนักธุรกิจที่ผ่านการเจรจากับคนมาทุกรูปแบบ การจับสังเกตภาษาร่างกายและปฏิกิริยาเล็กๆ น้อยๆ คือความสามารถพิเศษที่ติดตัวนางมาตลอด
สายตาของพญาหงส์ตวัดมองหยาดเหงื่อที่ผุดซึมตามไรผมของชุยเอ๋อร์ แม้อากาศในตำหนักจะเย็นสบาย แต่นางกำนัลผู้นี้กลับเหงื่อแตกพลั่ก ริมฝีปากเม้มแน่น และมือที่ประคองช้อนกระเบื้องก็สั่นจนเกิดเสียงกระทบกันเบาๆ
“ซุปโสมวันนี้ เจ้าเป็นคนตุ๋นเองหรือ ชุยเอ๋อร์” อวิ๋นซีตรัสถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความผิดปกติใดๆ
“พะ... เพคะ ฮองเฮา” ชุยเอ๋อร์ตอบเสียงตะกุกตะกัก ไม่กล้าสบพระเนตร “หม่อมฉันเคี่ยวไฟอ่อนอยู่สามชั่วยาม เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุดเพคะ”
ลู่จิ้งถิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของภรรยา เขาขยับตัวเข้ามาใกล้โต๊ะน้ำชาอย่างเงียบเชียบ นัยน์ตาสีนิลจับจ้องไปที่นางกำนัลสาวราวกับพญาเหยี่ยวที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ
อวิ๋นซีหยิบช้อนกระเบื้องขึ้นมาคนซุปโสมในถ้วยช้าๆ กลิ่นหอมของสมุนไพรลอยแตะจมูก มันดูปกติทุกอย่าง ไม่มีสีหรือกลิ่นใดที่บ่งบอกถึงยาพิษ แต่ความทรงจำในอดีตชาติ ความตายอันหนาวเหน็บและรสชาติฝาดเฝื่อนในลำคอที่เคยพรากชีวิตนางไป แจ้งเตือนสัญชาตญาณเอาตัวรอดให้ทำงานอย่างเต็มกำลัง
“ซุปโสมถ้วยนี้ช่างหอมน่าทานนัก” หญิงสาววางช้อนลง เลื่อนถ้วยซุปไปตรงหน้านางกำนัล “แต่เปิ่นกงรู้สึกอิ่มแล้ว ชุยเอ๋อร์ เจ้าอุตส่าห์ตั้งใจทำมา ซุปถ้วยนี้เปิ่นกงประทานให้เจ้า ดื่มสิ”
ชุยเอ๋อร์เบิกตากว้างจนแทบถลน ร่างกายทรุดฮวบลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดราวกับศพ “ฮะ... ฮองเฮา! หม่อมฉันเป็นเพียงบ่าวชั้นต่ำ มิกล้ารับของประทานอันล้ำค่าเช่นนี้เพคะ!”
“เปิ่นกงสั่งให้ดื่ม เจ้าก็ต้องดื่ม” น้ำเสียงของอวิ๋นซีเย็นเยียบและเฉียบขาด “หรือว่าซุปถ้วยนี้ มีสิ่งใดที่เจ้าไม่กล้าดื่มลงคอกันแน่”
