ตอนที่ 4: มาตรการรัดเข็มขัด
ความพ่ายแพ้ของมามาซุนและเสนาบดีหวัง เป็นดั่งหินก้อนใหญ่ที่ถูกโยนลงกลางสระน้ำนิ่ง สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งราชสำนักและวังหลัง ไทเฮาผู้ประทับอยู่หลังม่านมุกมาเนิ่นนาน บัดนี้ไม่อาจทนดูอำนาจของตนเองถูกลิดรอนไปทีละน้อยได้อีกต่อไป เมื่อแผนการควบคุมการเงินถูกตีโต้กลับอย่างเจ็บแสบ พระนางจึงงัดหมากตาสูงสุดที่เคยใช้ควบคุมฮ่องเต้ทุกยุคทุกสมัยขึ้นมา นั่นคือการใช้สตรีเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ณ ตำหนักฉือหนิง กลิ่นกำยานชั้นดีไม่อาจกลบความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ เสนาบดีกรมพิธีการผู้เป็นหนึ่งในเครือข่ายของไทเฮา กำลังคุกเข่ารับฟังพระเสาวนีย์ด้วยท่าทีนอบน้อม
“ในเมื่อพวกมันคิดจะตัดท่อน้ำเลี้ยงของเปิ่นกง เปิ่นกงก็จะแทรกซึมเข้าไปในที่นอนของพวกมัน” ไทเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความอาฆาต “พรุ่งนี้ในการว่าราชการเช้า เจ้าจงถวายฎีกาเสนอให้มีการคัดเลือกสาวงามเข้าวัง อ้างเหตุผลเรื่องการสืบสายพระโลหิตและเติมเต็มวังหลังที่ว่างเปล่า ธรรมเนียมนี้มีมาตั้งแต่บรรพชน ฮ่องเต้ไม่มีทางปฏิเสธได้ และเจ้าจงเตรียมชื่อหลานสาวของข้า ‘จ้าวลี่ฮวา’ ให้อยู่ในรายชื่ออันดับต้นๆ เมื่อนางได้เป็นกุ้ยเฟย ฮองเฮาก็เตรียมตัวตกกระป๋องได้เลย”
เสนาบดีกรมพิธีการรีบโขกศีรษะ “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ ไทเฮาทรงพระปรีชาสามารถยิ่งนัก”
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ท้องพระโรงใหญ่
อากาศยามเช้ายังคงเย็นเยียบ แต่ความร้อนระอุกลับก่อตัวขึ้นท่ามกลางเหล่าขุนนางที่ยืนเรียงราย ลู่จิ้งถิงในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทองประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงดุจรูปสลักน้ำแข็ง นัยน์ตาสีนิลทอดมองเสนาบดีกรมพิธีการที่กำลังชูฎีกาขึ้นเหนือศีรษะและกล่าวเจื้อยแจ้วถึงความสำคัญของการขยายสายพระโลหิต
“ฝ่าบาททรงครองราชย์มาพักใหญ่ แต่วังหลังกลับมีเพียงฮองเฮาพระองค์เดียว ไร้ซึ่งสนมชายาอื่นใด ถือเป็นเรื่องผิดธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์แต่โบราณกาล เพื่อความมั่นคงของราชบัลลังก์และการสืบทอดทายาท กระหม่อมขอเสนอให้เปิดการคัดเลือกสาวงามจากตระกูลขุนนางทั่วสารทิศเข้าถวายตัวพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางฝ่ายขวาหลายคนรีบคุกเข่าสนับสนุนเสียงขรม “ขอฝ่าบาทโปรดพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
ในอดีตชาติ การคัดเลือกสนมคือจุดเริ่มต้นของความร้าวฉานระหว่างลู่จิ้งถิงและเสิ่นอวิ๋นซี หญิงสาวนับสิบถูกส่งเข้ามาเป็นสายลับ คอยยุแยงและสร้างความปั่นป่วนจนตำหนักคุนหนิงลุกเป็นไฟ ฮ่องเต้ในยามนั้นจำต้องรับพวกนางไว้เพื่อซื้อใจขุนนาง แต่ในชาตินี้ ลู่จิ้งถิงผู้มีวิญญาณของซีอีโอระดับโลก ไม่มีวันยอมให้วงจรอุบาทว์นี้กลับมาทำร้ายภรรยาของเขาได้อีก
“คัดเลือกสาวงามอย่างนั้นหรือ” ลู่จิ้งถิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำดังกังวานก้องไปทั่วท้องพระโรง “ใต้เท้ากรมพิธีการ เจ้าทราบหรือไม่ว่าการรับสนมเข้ามาหนึ่งคน ราชสำนักต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าใด”
ขุนนางเฒ่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบตะกุกตะกัก “เอ่อ... เป็นพระกรุณาธิคุณที่พวกนางจะได้รับเบี้ยหวัดและเครื่องเรือนตามลำดับขั้นพ่ะย่ะค่ะ ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความมั่นคงของราชวงศ์...”
ปัง!
ฮ่องเต้ตบที่วางแขนบัลลังก์มังกรเสียงดังสนั่น ทำเอาขุนนางทั้งสภาสะดุ้งเฮือก
“เล็กน้อยงั้นหรือ! กงกง นำสมุดบัญชีค่าใช้จ่ายวังหลังมาอ่านให้พวกเขาฟัง!”
ขันทีคนสนิทรีบก้าวออกมา กางม้วนไม้ไผ่ที่ถูกคำนวณมาอย่างละเอียดลออ “เรียนใต้เท้าทั้งหลาย สนมขั้นเฟยหนึ่งคน ได้รับเบี้ยหวัดปีละแปดร้อยตำลึงเงิน ผ้าไหมห้าสิบพับ เครื่องประดับทองคำและหยก เครื่องเสวยสี่มื้อ นางกำนัลรับใช้สิบสองคน ขันทีสี่คน รวมค่าบำรุงรักษาตำหนักแล้ว ตกปีละสามพันตำลึงเงินต่อคน หากรับสนมเข้ามาสามสิบคนตามธรรมเนียม ราชสำนักต้องสูญเสียเงินเกือบหนึ่งแสนตำลึงเงินต่อปี!”
ลู่จิ้งถิงลุกขึ้นยืน นัยน์ตาของมัจจุราชกวาดมองขุนนางที่หน้าเริ่มถอดสี “แคว้นของเราเพิ่งประสบอุทกภัยทางแดนใต้ ประชาชนอดอยาก ทหารชายแดนขาดแคลนเสบียง แต่พวกเจ้ากลับเสนอให้เจิ้นนำเงินงบประมาณแสนตำลึง ไปบำรุงบำเรอสตรีในวังหลัง! นี่หรือคือความจงรักภักดี นี่หรือคือสิ่งที่ขุนนางควรกระทำ!”
การถูกตอกกลับด้วยตัวเลขและหลักเศรษฐศาสตร์ ทำให้เสนาบดีกรมพิธีการถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก แต่เขายังคงดื้อดึง “แต่ฝ่าบาท ธรรมเนียมก็คือธรรมเนียม หากฝ่าบาทปฏิเสธ อาจจะถูกครหาว่าหลงใหลเพียงสตรีเดียวจนละเลยหน้าที่...”
“ฮ่องเต้ตรัสถูกต้องแล้ว!”
เสียงทรงอำนาจของไทเฮาดังแทรกขึ้น พระนางเสด็จเข้ามาในท้องพระโรงด้วยขบวนเสด็จเต็มยศ ขุนนางรีบแหวกทางให้ ไทเฮายกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้กำชัย “บ้านเมืองกำลังเดือดร้อน การประหยัดงบประมาณย่อมเป็นเรื่องดี แต่สายพระโลหิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้น เปิ่นกงยินดีจะสละเงินส่วนพระองค์จากคลังของตำหนักฉือหนิง เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรับสนมครั้งนี้ ฮ่องเต้คงไม่มีเหตุผลใดจะขัดข้องอีกแล้วกระมัง”
ไทเฮาคิดว่าตนนึกถึงทุกช่องโหว่ไว้แล้ว การใช้เงินส่วนตัวเพื่อซื้อใจขุนนางและบีบให้ฮ่องเต้ต้องรับสนม ถือเป็นแผนการที่แยบยลยิ่งนัก ลู่จิ้งถิงขมวดคิ้วแน่น เขาเกลียดการถูกบีบบังคับด้วยกฎเกณฑ์คร่ำครึเช่นนี้ที่สุด
แต่ก่อนที่มังกรหนุ่มจะระเบิดโทสะ เสียงกังวานใสที่เปี่ยมไปด้วยความสง่างามก็ดังขึ้นจากหน้าประตูท้องพระโรง
“ไทเฮาทรงมีพระเมตตาและเสียสละเพื่อแผ่นดินถึงเพียงนี้ หม่อมฉันในฐานะฮองเฮา ย่อมรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนักเพคะ”
เสิ่นอวิ๋นซีเสด็จเข้ามาในท้องพระโรง นางสวมชุดอาภรณ์สีแดงเข้มปักดิ้นทอง ท่วงท่าการเดินสง่างามและไร้ที่ติ นัยน์ตาหงส์ทอประกายเยือกเย็นและเฉียบคมประดุจนางพญา นางไม่ได้คุกเข่าทำความเคารพ เพียงแต่ย่อกายลงเล็กน้อยตามธรรมเนียม ก่อนจะก้าวไปยืนเคียงข้างบัลลังก์มังกรของสวามี
ลู่จิ้งถิงรีบยื่นมือออกไปรับมือนางมาเกาะกุมไว้ แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ฮองเฮา เจ้าเข้ามาทำไมที่นี่ ท้องพระโรงไม่ใช่ที่สำหรับสตรี” ไทเฮาตวาดเสียงแข็ง เริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี
อวิ๋นซีคลี่ยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ขุนนางหลายคนรู้สึกหนาวสั่น “หม่อมฉันเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยของวังหลัง การคัดเลือกสนมย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงนำ ‘ระเบียบการคัดเลือกฉบับใหม่’ มาเสนอต่อที่ประชุมเพคะ”
หญิงสาวหันไปมองเสนาบดีกรมพิธีการ “ในเมื่อไทเฮาทรงมีเมตตาจะออกค่าใช้จ่ายให้ แต่การรับสตรีเข้าวังก็ยังถือเป็นภาระผูกพันระยะยาว เพื่อให้การบริหารวังหลังมีประสิทธิภาพสูงสุดตามนโยบายรัดเข็มขัด หม่อมฉันจึงตั้งกฎใหม่ ขุนนางตระกูลใดที่ต้องการส่งบุตรีเข้าวังเพื่อถวายตัว จะต้องจ่าย ‘ค่าบำรุงวังหลัง’ จำนวนห้าหมื่นตำลึงเงินต่อคน เป็นเงินค้ำประกันล่วงหน้า!”
“ห้าหมื่นตำลึง!” ขุนนางทั้งสภาอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกตะลึง
“ถูกต้อง” อวิ๋นซีพยักหน้า “นอกจากนี้ หากบุตรีของท่านเข้ามาแล้วไร้ความสามารถ สร้างความวุ่นวาย หรือ ร่างกาย ทรุดโทรมจนไม่อาจปรนนิบัติฝ่าบาทได้ เงินจำนวนนี้จะถูกริบเข้าท้องพระคลังทั้งหมด แต่หากผู้ใดคิดว่าการส่งบุตรีเข้าวังคือการลงทุนที่คุ้มค่า ก็เชิญลงชื่อและนำเงินมาจ่ายที่กรมพระคลังได้เลย”
หลักการ “Self-Funded Concubine” หรือการให้ขุนนางออกทุนเองเพื่อส่งสปายเข้าวัง ทำเอาเหล่าขุนนางหน้าถอดสี พวกเขาเพิ่งจะถูกริบบัญชีจนทรัพย์สินร่อยหรอ ขุนนางกังฉินหลายคนถูกริบทรัพย์ไปจนหมด การจะหาเงินห้าหมื่นตำลึงเงินสดๆ มาจ่ายเพื่อแลกกับความเสี่ยงที่ลูกสาวอาจจะไม่ได้รับความโปร่งปราน ถือเป็นการลงทุนที่ขาดทุนย่อยยับ!
ไทเฮาโกรธจนตัวสั่น “นี่มันเหลวไหลสิ้นดี การส่งสตรีเข้าวังคือเกียรติยศ เจ้ากล้านำเรื่องเงินทองมาแปดเปื้อนได้อย่างไร”
“เกียรติยศไม่อาจทำให้ราษฎรอิ่มท้องได้เพคะ ไทเฮา” อวิ๋นซีตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “หากตระกูลใดมีความจงรักภักดีจริง ย่อมต้องยอมเสียสละทรัพย์สินเพื่อแบ่งเบาภาระของแผ่นดิน หรือว่าขุนนางในที่นี้... รักเงินทองมากกว่าความมั่นคงของราชวงศ์เพคะ”
ประโยคสุดท้ายของนางต้อนให้ขุนนางทุกคนจนมุม หากใครปฏิเสธ ก็เท่ากับยอมรับว่าไม่จงรักภักดี แต่หากตกลง ก็ต้องล้มละลาย
เสนาบดีกรมพิธีการรีบคุกเข่าลงกับพื้น เหงื่อแตกพลั่ก “ฝะ... ฝ่าบาท ฮองเฮา กระหม่อมคิดทบทวนดูแล้ว ฎีกาของกระหม่อมอาจจะยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน กระหม่อมขอถอนฎีกาการคัดเลือกสนมพ่ะย่ะค่ะ!”
ขุนนางฝ่ายขวาคนอื่นๆ ต่างรีบพยักหน้าสนับสนุน คุกเข่าขอถอนตัวกันอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีใครกล้ายอมจ่ายเงินห้าหมื่นตำลึงเงินเพื่อซื้อตั๋วเข้าวังหลังที่เปรียบเสมือนสมรภูมิรบอีกต่อไป
ไทเฮายืนมองเครือข่ายขุนนางของตนที่แตกพ่ายด้วยความคับแค้นใจ พระนางชี้หน้าฮองเฮาและฮ่องเต้ แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาต “พวกเจ้า... พวกเจ้าจะต้องเสียใจที่กล้าบีบคั้นข้าถึงเพียงนี้!”
สิ้นคำประกาศกร้าว ไทเฮาก็สะบัดแขนเสื้อเดินออกจากท้องพระโรงไปอย่างเกรี้ยวกราด ทิ้งไว้เพียงขุนนางที่คุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น
ลู่จิ้งถิงกระตุกยิ้มมุมปาก เขาบีบมืออวิ๋นซีเบาๆ เป็นการชื่นชมในความเฉียบขาดของนาง ก่อนจะหันไปประกาศด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“ในเมื่อไม่มีผู้ใดต้องการส่งบุตรีเข้าวังแล้ว เจิ้นก็ขอประกาศให้เป็นที่รับรู้โดยทั่วกัน ราชสำนักในยุคของเจิ้น จะไม่มีการคัดเลือกสนมอีกต่อไป เจิ้นจะขอมีเพียงฮองเฮาเสิ่นอวิ๋นซีเป็นภรรยาเพียงผู้เดียวตลอดกาล ผู้ใดที่กล้านำเรื่องนี้มาถวายฎีกาอีก เจิ้นจะถือว่ามันผู้นั้นมีเจตนาก่อกวนความสงบของบ้านเมือง เลิกว่าราชการ!”
คำประกาศที่เด็ดขาดและสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วแผ่นดิน ยุติความทะเยอทะยานของตระกูลขุนนางที่หวังจะใช้สตรีเป็นบันไดสู่อำนาจจนหมดสิ้น
เมื่อประตูปิดลงและเหลือเพียงพวกเขาสองคนในห้องทรงพระอักษร ลู่จิ้งถิงก็สลัดคราบโอรสสวรรค์ผู้แสนเย็นชาทิ้งทันที ชายหนุ่มรั้งเอวบางของอวิ๋นซีให้ถลาเข้ามาปะทะแผงอก ก่อนจะอุ้มนางขึ้นไปนั่งบนโต๊ะทำงานไม้จันทน์หอมอย่างถือวิสาสะ
“คุณตีราคาค่าตัวนางสนมของผมแค่ห้าหมื่นตำลึงเองหรือ นายหญิง” เขากระซิบหยอกเย้าชิดใบหู ปลายจมูกคลอเคลียอยู่กับซอกคอหอมกรุ่น “ผมคิดว่าผมมีค่ามากกว่านั้นตั้งเยอะนะ”
อวิ๋นซีหัวเราะเสียงใส นางใช้สองมือยันแผงอกกว้างของเขาเอาไว้ “ห้าหมื่นตำลึงก็ถือว่าแพงมากแล้วนะคะ สำหรับการลงทุนที่ไม่มีวันได้ผลกำไรกลับคืนมา เพราะประธานบอร์ดบริหารของวังหลังอย่างฉัน ไม่มีวันยอมให้สตรีหน้าไหนเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากสวามีของฉันเด็ดขาด”
คำประกาศความเป็นเจ้าของที่ตรงไปตรงมา ทำให้มังกรหนุ่มรู้สึกพึงพอใจจนแทบคลั่ง เขาสอดประสานนิ้วมือเข้ากับมือของนาง ยกขึ้นมาจุมพิตที่หลังมืออย่างแสนรัก “ได้ยินแบบนี้แล้วชื่นใจจริงๆ ผมเกลียดชะมัดที่ต้องทนฟังพวกตาแก่พวกนั้นพยายามจะยัดเยียดผู้หญิงคนอื่นมาให้ผม ทั้งที่ในสายตาของผม มีแค่คุณคนเดียวมาตลอด”
ในอดีตชาติ เขาต้องทนรับสตรีเหล่านั้นเข้ามาเพื่อรักษาสมดุลอำนาจ ต้องทนเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความปวดร้าวของนางทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งสนมคนใหม่ ความขี้ขลาดในชาตินั้นคือตราบาปที่เขาสาบานว่าจะไม่มีวันทำผิดซ้ำสอง
“ฉันรู้ค่ะ จิ้งถิง” นางสบตาเขา แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความเข้าใจ “ชาตินี้เราจะไม่ต้องทนรับสิ่งที่เราไม่ต้องการอีกแล้ว เราจะใช้กฎเกณฑ์ของเราเองสร้างอาณาจักรนี้ขึ้นมาใหม่”
ลู่จิ้งถิงพยักหน้า เขาดึงร่างของนางเข้ามากอดแน่น ซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่เนียน “รักษาร่างกายให้ดีนะ อวิ๋นซี งานกวาดล้างราชสำนักยังอีกยาวไกล ผมไม่อยากให้ร่างกายของคุณทรุดโทรมจากการทำงานหนัก ถ้าคุณล้มป่วยไป ผมคงไม่มีกะจิตกะใจจะบริหารบ้านเมืองแน่ๆ”
“ฉันแข็งแรงดีค่ะ ไม่ต้องห่วง” นางลูบเรือนผมสีดำสนิทของเขาเบาๆ “คุณเองก็เหมือนกัน อย่ามัวแต่วางแผนจนลืมทานอาหารนะคะ ถ้าฮ่องเต้ ร่างกาย อ่อนแอเพราะมัวแต่หึงหวงภรรยา ขุนนางคงได้เอาไปล้อกันทั้งเมืองแน่”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาทำตาขวางใส่นางอย่างหมั่นเขี้ยว “ใครกล้าล้อ ผมจะสั่งตัดลิ้นมันให้หมด... แต่ตอนนี้ ผมว่าผมต้องการพลังงานสักหน่อยแล้วล่ะ”
พูดจบ เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้นางได้ทักท้วง ริมฝีปากร้อนผ่าวประกบจูบลงมาอย่างเร่าร้อนและเอาแต่ใจ อวิ๋นซีหลับตาลงรับสัมผัสที่แสนคุ้นเคย สองแขนโอบรอบลำคอแกร่ง ตอบรับจุมพิตของเขาด้วยความเต็มใจ
แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านหน้าต่างห้องทรงพระอักษร อาบไล้ร่างของมังกรและพญาหงส์ที่กำลังมอบความอบอุ่นให้แก่กันและกัน สงครามทางอารมณ์และการเมืองเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น แต่ตราบใดที่พวกเขายังจับมือกันแน่นเช่นนี้ ไม่ว่าศัตรูจะมาในรูปแบบใด ก็ไม่มีวันทำลายกำแพงแห่งความเชื่อใจและความรักของพวกเขาได้อีกตลอดกาล.
