บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3: การประเมินผลงานและเคพีไอแห่งวังหลัง

แสงอรุณรุ่งสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักของตำหนักคุนหนิง ขับไล่ความมืดมิดและลมหนาวของยามราตรีให้จางหายไป ลู่จิ้งถิงในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทองที่สวมใส่อย่างเรียบร้อย กำลังยืนให้ขันทีคนสนิทจัดระเบียบสายคาดเอว แต่สายตาของมังกรหนุ่มกลับทอดมองผ่านฉากกั้นเข้าไปยังเตียงกว้าง ที่ซึ่งภรรยาของเขากำลังหลับใหลอย่างสงบ

หลังจากผ่านค่ำคืนแห่งการปรับความเข้าใจและวางแผนการใหญ่ ร่างกายของเสิ่นอวิ๋นซีก็ต้องการการพักผ่อน ชายหนุ่มสั่งห้ามไม่ให้นางกำนัลเข้าไปปลุกนางตามเวลาตื่นปกติของฮองเฮา เขาต้องการให้นางได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มที่สุด

“ฝ่าบาท ได้เวลาเสด็จออกว่าราชการเช้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีชรากราบทูลด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนแปลงกะทันหันของโอรสสวรรค์เมื่อวานนี้ ทำให้ข้าราชบริพารทุกคนต่างหวาดหวั่นระแวดระวัง

“ไปกันเถอะ” ลู่จิ้งถิงเอ่ยเสียงเรียบ เขาเดินเข้าไปใกล้เตียง ก้มลงประทับจุมพิตที่หน้าผากมนของอวิ๋นซีอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินออกจากตำหนัก ท่วงท่าของเขาไม่ได้เป็นเพียงฮ่องเต้ผู้กุมชะตาคนนับหมื่น แต่ยังแฝงไปด้วยความน่าเกรงขามของประธานบอร์ดบริหารที่กำลังจะไปเชือดไก่ให้ลิงดูในห้องประชุม

ณ ท้องพระโรงใหญ่ บรรยากาศตึงเครียดจนอากาศแทบจะจับตัวเป็นก้อน ขุนนางนับร้อยยืนเรียงแถวตามลำดับขั้นอย่างเงียบสงบ ไม่มีใครกล้ากระซิบกระซาบพูดคุยกันเหมือนทุกวัน เมื่อวานนี้ราชครูหลี่และพรรคพวกถูกลากตัวเข้าคุกหลวงไปต่อหน้าต่อตา วันนี้จึงไม่มีใครอยากกลายเป็นรายต่อไป

เมื่อฮ่องเต้เสด็จประทับบนบัลลังก์มังกร เสียงถวายพระพรก็ดังกึกก้อง

“ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีพ่ะย่ะค่ะ!”

ลู่จิ้งถิงทอดสายตามองลงมาจากจุดสูงสุด นัยน์ตาสีนิลกวาดมองไปตามใบหน้าของขุนนางแต่ละคน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ

“ลุกขึ้นได้”

ขุนนางฝ่ายขวาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเครือข่ายของไทเฮาและมีความสนิทสนมกับราชครูหลี่ ก้าวออกมาเบื้องหน้า ประสานมือคารวะด้วยท่าทีที่พยายามรักษาสะเก็ดเกียรติยศเอาไว้ “ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูล การที่ฝ่าบาททรงจับกุมราชครูหลี่เมื่อวานนี้ ทำให้เกิดความระส่ำระสายในหมู่ข้าราชการ ขุนนางหลายคนเกิดความหวาดระแวง ไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่ กระหม่อมเกรงว่าหากไม่โปรดให้มีการไต่สวนอย่างเปิดเผย ราชสำนักอาจหยุดชะงักได้พ่ะย่ะค่ะ”

คำพูดที่ดูเหมือนความหวังดี แต่แฝงไปด้วยการข่มขู่กลายๆ ว่าหากฮ่องเต้ไม่ยอมถอย ขุนนางเหล่านี้อาจจะพากันนัดหยุดงานประท้วง

ลู่จิ้งถิงไม่ได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยว เขากลับพิงพนักบัลลังก์อย่างผ่อนคลาย นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนที่วางแขนเป็นจังหวะช้าๆ “ใต้เท้าหวัง เจ้ากำลังบอกเจิ้นว่า ขุนนางในราชสำนักนี้ทำงานด้วยความหวาดระแวง มากกว่าความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองอย่างนั้นหรือ”

“กระหม่อมมิกล้า เพียงแต่...”

“กงกง นำสมุดบันทึกที่เจิ้นให้เตรียมไว้ออกมา”

ฮ่องเต้ขัดจังหวะโดยไม่สนใจฟังคำแก้ตัว ขันทีคนสนิทรีบนำม้วนไม้ไผ่และสมุดปกจินหยวนหลายสิบเล่มออกมาวางบนโต๊ะเล็กข้างบัลลังก์

“ในเมื่อพวกเจ้ากังวลเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ เจิ้นก็จะขอพูดเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าบ้าง” ลู่จิ้งถิงหยิบสมุดเล่มบนสุดขึ้นมาเปิดกางออก แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความเฉียบคมของนักธุรกิจที่กำลังประเมินผลกำไรขาดทุน “ใต้เท้าหวัง ในฐานะเสนาบดีกรมโยธา เจิ้นได้อนุมัติงบประมาณหนึ่งแสนตำลึงเมื่อต้นปี เพื่อซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำที่เมืองลั่วหยาง แต่รายงานล่าสุดที่เจิ้นได้รับ เขื่อนยังสร้างไม่เสร็จ ซ้ำยังมีรอยร้าว และเงินงบประมาณเบิกจ่ายไปแล้วแปดหมื่นตำลึง เจ้าอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร”

ใต้เท้าหวังหน้าซีดเผือด เหงื่อเย็นเยียบผุดเต็มหน้าผาก “เอ่อ... ฝ่าบาท ฤดูฝนปีนี้มาเร็วกว่าปกติ การก่อสร้างจึงล่าช้า วัสดุก็มีราคาแพงขึ้น...”

“ข้ออ้างงี่เง่า” ลู่จิ้งถิงโยนสมุดบัญชีลงบนพื้นตรงหน้าเสนาบดีเฒ่าเสียงดังสนั่น “อิฐและปูนที่ใช้ซ่อมแซมเขื่อน ถูกจัดซื้อผ่านร้านค้าของน้องชายภรรยาเจ้าในราคาที่สูงกว่าตลาดถึงสามเท่า ซ้ำยังเป็นวัสดุเกรดต่ำ นี่คือสิ่งที่เจ้าเรียกว่าราคาแพงขึ้นหรือ!”

ขุนนางทั้งท้องพระโรงสูดลมหายใจเฮือก ไม่มีใครคาดคิดว่าฮ่องเต้ที่ดูเหมือนหุ่นเชิดมาตลอด จะมีข้อมูลเชิงลึกและตัวเลขบัญชีที่แม่นยำถึงเพียงนี้

“ใต้เท้าหวัง” น้ำเสียงของโอรสสวรรค์เย็นเยียบจนบาดลึกถึงกระดูก “ในโลกที่เจิ้นจากมา... ไม่สิ ในราชสำนักของเจิ้นนับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เจิ้นจะประเมินพวกเจ้าจากผลงาน ใครที่เบิกงบประมาณไปแล้วทำไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ซ้ำยังทุจริตยักยอก ถือว่าไร้ความสามารถและเป็นกาฝากของแผ่นดิน!”

ลู่จิ้งถิงลุกขึ้นยืน ชี้หน้าขุนนางกังฉินด้วยความเด็ดขาด “ปลดใต้เท้าหวังออกจากตำแหน่ง ยึดทรัพย์สินทั้งหมดเข้าพระคลังเพื่อนำไปซ่อมแซมเขื่อนลั่วหยางให้เสร็จสิ้น และส่งตัวมันไปใช้แรงงานที่ชายแดนตลอดชีวิต!”

“ฝ่าบาท! ทรงพระเมตตาด้วยฝ่าบาท!” ใต้เท้าหวังกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง ขณะถูกทหารองครักษ์ลากตัวออกไป

ฮ่องเต้กวาดสายตามองขุนนางที่เหลือที่กำลังสั่นงันงก “เจิ้นขอประกาศกฎเกณฑ์ใหม่ นับตั้งแต่วันนี้ ขุนนางทุกคนต้องส่งรายงานผลสัมฤทธิ์ของงานทุกสิ้นเดือน หากเป้าหมายไม่บรรลุตามกำหนด เจิ้นจะตัดเงินเดือน หากทุจริต เจิ้นจะตัดหัว ส่วนผู้ใดที่ทำผลงานได้ดี ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งเล็กแค่ไหน เจิ้นจะเลื่อนขั้นให้ทันทีโดยไม่สนเส้นสายตระกูล!”

การนำระบบประเมินผลงานตามความเป็นจริง หรือที่ในยุคปัจจุบันเรียกว่า KPI (Key Performance Indicator) มาใช้ในราชสำนัก ทำให้ระบอบอุปถัมภ์ของขั้วอำนาจเก่าถูกทุบทำลายลงอย่างย่อยยับ บรรดาขุนนางหนุ่มที่มีความสามารถแต่ถูกกดทับมานานต่างแอบลอบยิ้มด้วยความหวัง ส่วนพวกขุนนางเฒ่าเครือข่ายไทเฮาต่างหน้าถอดสี รู้ตัวแล้วว่ายุคทองของการเสวยสุขบนกองเงินกองทองได้จบลงแล้ว

ขณะเดียวกัน ณ ตำหนักคุนหนิงของฮองเฮา

เสิ่นอวิ๋นซีที่เพิ่งตื่นนอนและชำระร่างกายเสร็จสิ้น กำลังนั่งจิบชาอู่หลงยอดน้ำค้างอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง นางสวมชุดอาภรณ์สีเรียบง่ายแต่ดูสง่างาม ไร้ซึ่งเครื่องประดับศีรษะที่หนักอึ้ง มีเพียงปิ่นหยกเรียบๆ เสียบประดับไว้เท่านั้น

“ฮองเฮาเพคะ มามาซุนและบรรดานางกำนัลหัวหน้ากองต่างๆ มารอเข้าเฝ้าตามรับสั่งแล้วเพคะ” ถิงเอ๋อร์ นางกำนัลคนสนิทที่อวิ๋นซีไว้ใจที่สุดก้าวเข้ามารายงาน

“ให้พวกนางเข้ามา”

บานประตูตำหนักเปิดออก หญิงวัยกลางคนในชุดนางกำนัลอาวุโสนำขบวนนางกำนัลและขันทีนับสิบชีวิตเดินเข้ามาภายใน มามาซุนผู้นี้คือสายลับคนสำคัญที่ไทเฮาส่งมาคุมอำนาจในตำหนักของฮองเฮา ในอดีตชาติ นางมักจะใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงคนของอวิ๋นซี และมักจะนำเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ไปทูลฟ้องไทเฮาเพื่อหาเรื่องลงโทษนางเสมอ

มามาซุนคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างลวกๆ ท่าทางของนางยังคงแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง “ถวายบังคมฮองเฮาเพคะ ไม่ทราบว่าพระองค์ทรงเรียกพวกหม่อมฉันมาแต่เช้า มีเรื่องอันใดให้รับใช้หรือเพคะ”

อวิ๋นซีวางถ้วยชาลงอย่างเชื่องช้า นางไม่ได้ตรัสให้คนพวกนั้นลุกขึ้นยืน นัยน์ตาหงส์ทอดมองสตรีวัยกลางคนตรงหน้าด้วยสายตาประเมินค่า ราวกับซีอีโอกำลังมองดูพนักงานที่ไร้ประสิทธิภาพในบริษัท

“มามาซุน เปิ่นกงได้ยินมาว่า เจ้าเป็นผู้ดูแลการเบิกจ่ายเสบียงและผ้าไหมของวังหลังทั้งหมดใช่หรือไม่”

“ถูกต้องแล้วเพคะ ไทเฮาทรงไว้วางพระทัยให้หม่อมฉันดูแลเรื่องนี้ เพื่อแบ่งเบาภาระของฮองเฮา” นางตอบพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย อ้างบารมีของไทเฮาเพื่อข่มขู่

“แบ่งเบาภาระอย่างนั้นหรือ” อวิ๋นซียกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวสั่น นางพยักหน้าให้ถิงเอ๋อร์นำม้วนบัญชีหลายสิบม้วนมาวางกองไว้เบื้องหน้ามามาซุน “เมื่อคืนเปิ่นกงนอนไม่ค่อยหลับ เลยให้คนไปคัดลอกบัญชีเบิกจ่ายของวังหลังย้อนหลังหกเดือนมานั่งอ่านเล่น ปรากฏว่ามีตัวเลขหลายจุดที่น่าสนใจมาก”

อวิ๋นซีหยิบลูกคิดไม้แกะสลักขึ้นมาวางบนโต๊ะ นิ้วเรียวปัดลูกคิดด้วยความเร็วและความชำนาญระดับปรมาจารย์ เสียงลูกคิดกระทบกันดังกราวสะท้อนในความเงียบ ทำเอามามาซุนเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดี

“เดือนก่อน ตำหนักฉือหนิงของไทเฮา เบิกถ่านก้อนไร้ควันไปทั้งหมดหนึ่งพันชั่ง แต่ฤดูหนาวเพิ่งจะเริ่มต้น อากาศยังไม่หนาวจัด ถ่านหนึ่งพันชั่งนี้ถูกนำไปใช้ทำสิ่งใด หรือเอาไปเผาวังเล่นกัน” อวิ๋นซีหยุดมือชั่วครู่ ช้อนสายตามอง “ที่น่าแปลกกว่านั้นคือ ราคาถ่านไร้ควันที่เจ้าบันทึกไว้ในบัญชี สูงกว่าราคาตลาดนอกวังถึงสี่เท่า เงินส่วนต่างหายไปไหน”

“ฮะ... ฮองเฮา ถ่านในวังต้องคัดสรรอย่างดี ราคาย่อมสูงกว่าปกติเพคะ!” มามาซุนพยายามแก้ตัว เสียงเริ่มตะกุกตะกัก

“งั้นหรือ” หญิงสาวปัดลูกคิดต่อไป “แล้วเรื่องผ้าไหมเล่า เดือนที่แล้วเบิกผ้าไหมเจียงหนานไปห้าสิบพับ เพื่อตัดชุดให้นางกำนัลฝึกหัด แต่เปิ่นกงเห็นนางกำนัลเหล่านั้นยังสวมผ้าฝ้ายหยาบๆ อยู่เลย ผ้าไหมห้าสิบพับนั้นกลายเป็นอากาศธาตุไปแล้วหรืออย่างไร”

“หม่อมฉัน... หม่อมฉันนำไปเก็บไว้ในคลังสำรองเพคะ!”

“หุบปาก!” อวิ๋นซีตวาดเสียงเย็นเยียบ รังสีอำนาจแห่งมารดาวังหลังแผ่กระจายออกมาจนนางกำนัลและขันทีด้านหลังมามาซุนต้องหมอบกราบตัวสั่นเทา “เจ้าคิดว่าเปิ่นกงเป็นคนโง่ที่อ่านตัวเลขบัญชีไม่ออกอย่างนั้นหรือ การลงบัญชีซ้ำซ้อน การตั้งงบประมาณเกินจริง และการยักย้ายถ่ายเทสิ่งของออกไปขายนอกวัง นี่คือผลงานการบริหารของเจ้าใช่หรือไม่!”

มามาซุนหน้าซีดเผือด รีบโขกศีรษะลงกับพื้น “ฮองเฮาโปรดประทานอภัย! หม่อมฉันไม่ได้ยักยอก ไทเฮาทรงทราบเรื่องนี้ดี...”

“อย่าเอาไทเฮามาอ้างเพื่อปกปิดความทุจริตของเจ้า!” อวิ๋นซีลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้ามามาซุน “ในวังหลังนี้ เปิ่นกงคือผู้กุมอำนาจสูงสุดตามกฎมณเฑียรบาล นับแต่วินาทีนี้ เปิ่นกงจะนำกฎเกณฑ์ใหม่มาใช้ ทุกกองทุกแผนกต้องมีการตั้งเป้าหมายและประเมินความคุ้มค่าของการเบิกจ่าย หรือที่เรียกว่าเคพีไอ หากแผนกใดใช้จ่ายเกินความจำเป็นและไม่มีผลงานที่จับต้องได้ หัวหน้าแผนกนั้นต้องรับผิดชอบ!”

หญิงสาวกวาดสายตามองข้าราชบริพารทุกคนด้วยสายตาเฉียบขาด “สำหรับเจ้า มามาซุน ผลการประเมินของเจ้าคือทุจริตยักยอกทรัพย์สินราชการ โทษของเจ้าคือโบยห้าสิบไม้ ริบทรัพย์สินที่ขโมยไปทั้งหมดคืน และส่งตัวไปเป็นทาสในโรงซักล้างตลอดชีวิต!”

“ฮองเฮา! พระองค์ทำเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ หม่อมฉันเป็นคนของไทเฮา!” มามาซุนกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง

“ใครบอกว่าทำไม่ได้”

เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้นจากทางหน้าประตูตำหนัก ลู่จิ้งถิงก้าวเข้ามาพร้อมกับรังสีมัจจุราชที่ยังไม่จางหายมาจากการว่าราชการเช้า ชายหนุ่มปรายตามองมามาซุนด้วยความรังเกียจ ก่อนจะหันไปยิ้มกว้างให้กับสตรีของเขา

“ทหาร ลากตัวนังทาสชั้นต่ำผู้นี้ออกไปทำตามคำสั่งของฮองเฮาเดี๋ยวนี้!” ฮ่องเต้ตวาดสั่ง องครักษ์เสื้อแพรที่ติดตามมาด้วยรีบเข้ามารวบตัวมามาซุนและปิดปากลากออกไปทันที

บรรดานางกำนัลและขันทีที่เหลือต่างตัวสั่นงันงก พวกเขารู้แล้วว่ายุคสมัยของการอาศัยบารมีไทเฮาเพื่อกดขี่ฮองเฮาได้จบลงแล้ว มังกรและพญาหงส์คู่นี้มีความเด็ดขาดและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าปีศาจร้ายเสียอีก

“พวกเจ้าจงจำไว้” อวิ๋นซีตรัสสำทับ “ในตำหนักคุนหนิงและวังหลังแห่งนี้ ความซื่อสัตย์และประสิทธิภาพในการทำงานคือสิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเจ้าอยู่รอด ใครที่ยังคิดจะเป็นสายลับสอพลอสองหัว จุดจบจะเลวร้ายยิ่งกว่ามามาซุนหลายเท่านัก ออกไปได้แล้ว!”

เมื่อทุกคนล่าถอยออกไปจนหมด ลู่จิ้งถิงก็ไม่รอช้า เขารวบเอวบางของอวิ๋นซีเข้ามากอดแนบอก ก้มลงหอมแก้มเนียนฟอดใหญ่ด้วยความชื่นใจ

“อืม... ภรรยาของผมตอนกำลังฟาดพวกพนักงานทุจริตนี่ เซ็กซี่ที่สุดเลย” เขากระซิบหยอกเย้าชิดใบหู

อวิ๋นซีดันแผงอกเขาออกเล็กน้อย แต่รอยยิ้มกลับปรากฏบนใบหน้า “คุณก็เหมือนกันแหละค่ะ ฉันได้ยินข่าวจากขันทีหน้าตำหนักว่า เมื่อเช้าท่านประธานลู่เพิ่งจะไล่ขุนนางระดับสูงออกกลางท้องพระโรงไปหนึ่งคน แบบนี้ไทเฮาคงเต้นเป็นเจ้าเข้าแล้วแน่ๆ”

“ปล่อยให้เต้นไปเถอะ” ลู่จิ้งถิงหัวเราะในลำคอ จูงมือนางไปนั่งที่โต๊ะน้ำชา “เราเปิดหน้าชกกันขนาดนี้แล้ว ก้าวต่อไปพวกนั้นคงไม่ยอมอยู่เฉยแน่ แต่ตราบใดที่เราคุมระบบการเงินและประเมินผลงานของขุนนางไว้ในมือ พวกนั้นก็เหมือนถูกตัดท่อน้ำเลี้ยง”

ชายหนุ่มหยิบปอยผมของนางขึ้นมาเล่นอย่างเพลิดเพลิน “ผมสั่งอายัดทรัพย์สินของพวกขุนนางกังฉินเข้าพระคลังหมดแล้ว เงินก้อนนี้ผมจะส่งไปสนับสนุนกองทัพของท่านพ่อที่ชายแดนโดยตรง ไม่ผ่านกระทรวงกลาโหม พวกมันจะได้หมดสิทธิ์ยักยอกเสบียงของพ่อตาผมอีก”

อวิ๋นซีพยักหน้าเห็นด้วย การปกป้องครอบครัวของนางคือสิ่งสำคัญที่สุดในชาตินี้ “ดีมากค่ะ เราต้องสร้างผลงานให้ขุนนางรุ่นใหม่เห็นว่า การทำงานด้วยความซื่อสัตย์จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการกินสินบน การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่นี้ ต้องใช้ความอดทนและเวลา”

อวิ๋นซีทอดถอนใจบางเบา เอนศีรษะซบลงบนลาดไหล่กว้างของสามี ดวงตาคู่สวยหม่นแสงลงเมื่อภาพของแก้วตาดวงใจในภพก่อนฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำ

“แต่พอสถานการณ์เริ่มตึงเครียดและต้องงัดข้อกับพวกขุนนางเฒ่าแบบนี้ ฉันก็อดคิดถึงลูกของเราไม่ได้เลยค่ะ...” น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย มือบางเลื่อนไปกุมมือใหญ่ที่กำลังม้วนปอยผมของนางเล่น “ในชาติที่แล้ว เพราะพวกเราประมาทและไร้อำนาจ ยัยหนูถึงต้องมารับเคราะห์ ฉันกลัวความรู้สึกสูญเสียแบบนั้นเหลือเกิน อีกอย่างพวกเรามาแบบนี้แล้วลูกของพวกเราในภพโน่นจะทำยังไงลูกจะอยู่คนเดียวได้ไหม”

ชายหนุ่มหยุดชะงักมือทันที วงแขนแกร่งตวัดโอบรัดร่างบอบบางเข้ามาแนบชิดยิ่งขึ้นเพื่อปลอบประโลม บาดแผลจากการสูญเสียลูกสาวในอดีตชาติยังคงเป็นฝันร้ายที่ฝังลึกในใจเขาไม่ต่างกัน เขากดจูบลงบนกระหม่อมของนางอย่างทะนุถนอมและหวงแหน

“ลูกเราจะไม่เป็นอะไร และชาตินี้มันจะไม่ซ้ำรอยเดิมอีกแล้วครับอวิ๋นซี” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นดุจขุนเขา แต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดและเด็ดขาด “ชาตินี้ผมจะกวาดล้างเสี้ยนหนามพวกมันให้สิ้นซาก จะถอนรากถอนโคนขุนนางกังฉินเพื่อสร้างรากฐานที่ปลอดภัยที่สุด หากสวรรค์เมตตาประทานยัยหนูกลับมาเกิดเป็นลูกของเราอีกครั้ง เขาจะได้เติบโตมาอย่างมีความสุข จะไม่มีมดปลวกตัวไหนกล้าแตะต้องดวงใจของเราได้อีก”

อวิ๋นซีซุกหน้าลงกับแผงอกกว้าง นางคาดหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น

ณ ตำหนักฉือหนิงของไทเฮา

เพล้ง!

ถ้วยชาเคลือบชั้นดีถูกปาลงกระแทกพื้นจนแตกกระจาย ไทเฮายืนหอบหายใจด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยแรงโทสะเมื่อได้รับรายงานเรื่องใต้เท้าหวังและมามาซุน

“พวกมันบ้าไปแล้วหรือ! ฮ่องเต้กล้าท้าทายอำนาจของข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ส่วนนังฮองเฮาก็กล้าลงโทษคนของข้าโดยไม่เห็นหัวข้าเลยสักนิด!”

ขันทีคนสนิทคุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้น “ไทเฮาโปรดระงับโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ สายข่าวรายงานว่า ฮ่องเต้และฮองเฮาทรงเปลี่ยนไปราวกับคนละคน พวกเขาใช้หลักการแปลกประหลาดที่เรียกว่า การประเมินผลงาน มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดขุนนางของเราอย่างชอบธรรม ทำให้ชาวบ้านและขุนนางชั้นผู้น้อยต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญพ่ะย่ะค่ะ”

“แซ่ซ้องสรรเสริญอย่างนั้นหรือ!” ไทเฮากัดฟันกรอด แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย “คิดจะใช้ลูกไม้ตื้นๆ มาถอนรากถอนโคนตระกูลของข้า ฝันไปเถอะ ในเมื่อพวกมันไม่ยอมประนีประนอม ข้าก็จะแสดงให้เห็นว่า ใครกันแน่คือเจ้าของวังหลังและแผ่นดินนี้อย่างแท้จริง”

รอยกงเกวียนแห่งการแย่งชิงอำนาจได้เริ่มหมุนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ มังกรและพญาหงส์ไม่ได้เป็นเพียงหมากที่รอวันถูกรุกฆาต พวกเขาคือผู้คุมเกมที่พร้อมจะวางกับดักและบดขยี้ศัตรูด้วยชั้นเชิงที่เหนือกว่าร้อยเท่าพันทวี

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel