บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2: พลิกกระดานอำนาจ

บรรยากาศในท้องพระโรงอันกว้างใหญ่เงียบสงัดจนน่าขนลุก เสียงลากตัวราชครูหลี่และเหล่าขุนนางกังฉินที่กรีดร้องขอความเมตตาค่อยๆ จางหายไปลับตา ทิ้งไว้เพียงความตื่นตระหนกที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของราชสำนัก ขุนนางที่เหลือต่างหมอบกราบอยู่บนพื้นศิลาเย็นเยียบ ร่างกายสั่นเทาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองโอรสสวรรค์ที่เพิ่งตวัดดาบประหารอำนาจเก่าอย่างเหี้ยมโหด

แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้มากที่สุด หาใช่เหล่าขุนนางเบื้องล่างไม่ แต่เป็นสตรีผู้ทรงอำนาจที่ประทับอยู่หลังม่านมุกต่างหาก

“ฮ่องเต้! เจ้าทำเกินไปแล้ว!”

เสียงตวาดกร้าวและทรงพลังดังทะลุม่านมุกออกมา ไทเฮาผุดลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว พระนางก้าวเดินออกมาเบื้องหน้า เผยให้เห็นใบหน้าที่ประดับด้วยเครื่องสำอางชั้นดีแต่บัดนี้บิดเบี้ยวด้วยแรงโทสะ “การที่เจ้าสั่งจับกุมขุนนางขั้นหนึ่งโดยไม่ผ่านการไต่สวนจากศาลต้าหลี่ ถือเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ เจ้าคิดจะทำลายกฎเกณฑ์ที่บรรพชนสร้างมาอย่างนั้นหรือ”

ไทเฮาพยายามใช้ความกตัญญูและกฎมณเฑียรบาลมากดดันสวามีของเสิ่นอวิ๋นซี ในอดีตชาติ หมากตานี้มักจะใช้ได้ผลเสมอ เพราะฮ่องเต้ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์และฐานอำนาจยังไม่มั่นคง ย่อมไม่กล้าแตกหักกับพระมารดาเลี้ยงผู้มีเครือข่ายขุนนางหนุนหลัง

แต่ไทเฮาหารู้ไม่ว่า บุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพระนางในเวลานี้ ไม่ใช่ฮ่องเต้หนุ่มผู้อ่อนหัดอีกต่อไป แต่เป็นถึงประธานลู่กรุ๊ป มัจจุราชแห่งวงการธุรกิจที่เคยบดขยี้ศัตรูข้ามทวีปมาแล้วนับไม่ถ้วน

ลู่จิ้งถิงกระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาสีนิลทอดมองสตรีสูงวัยด้วยความเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง “กฎเกณฑ์ที่บรรพชนสร้างมา มีไว้เพื่อธำรงความยุติธรรมและผดุงความสงบสุขของแว่นแคว้น หาใช่มีไว้ให้ขุนนางฉ้อฉลใช้เป็นเกราะกำบังความผิดของตนเองไม่ การที่เจิ้นสั่งจับกุมผู้ที่นำหลักฐานเท็จมาหลอกลวงเบื้องสูง ถือเป็นการปกป้องเกียรติยศของราชบัลลังก์ หรือไทเฮาทรงมองว่า การปล่อยให้คนพวกนั้นใส่ร้ายขุนนางตงฉิน เป็นเรื่องที่สมควรทำ”

“เจ้า!” ไทเฮาชะงักงัน ถูกตอกกลับด้วยตรรกะที่ไร้ช่องโหว่ พระนางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเยือกเย็นขึ้น “ถึงอย่างไร ราชครูหลี่ก็เป็นคนเก่าคนแก่ที่ทำคุณงามความดีมามาก การตัดสินใจที่วู่วามของเจ้า อาจทำให้ขุนนางทั้งราชสำนักเสียขวัญได้”

เสิ่นอวิ๋นซีที่ยืนจับมือสวามีอยู่เงียบๆ ก้าวออกมาเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ท่วงท่าของนางสง่างามและไร้ซึ่งความหวาดกลัวดั่งเช่นในอดีต

“เสียขวัญหรือเพคะ ไทเฮา” อวิ๋นซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กังวานใส “ในฐานะผู้ปกครอง หากมัวแต่พะวงว่าคนผิดจะเสียขวัญ แล้วละเลยความถูกต้อง บ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร ขุนนางที่แท้จริงควรยึดถือความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง หากพวกเขาไม่ได้กระทำผิด ย่อมไม่มีเหตุผลใดต้องหวาดกลัวราชโองการของฝ่าบาท”

หญิงสาวปรายตามองเหล่าขุนนางที่คุกเข่าอยู่บนพื้น “การบริหารราชสำนักก็ไม่ต่างจากการคุมนาวาลำใหญ่ หากพบว่ามีปลวกมากัดกินฟันเฟือง หรือมีผู้จงใจบิดเบือนข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ผู้เป็นนายท้ายเรือย่อมต้องกำจัดเนื้อร้ายนั้นทิ้งทันที เพื่อไม่ให้เรือทั้งลำต้องอับปาง การที่ฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยอย่างเด็ดขาดในวันนี้ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้ราชสำนักได้ตระหนักว่า ความโปร่งใสคือสิ่งสำคัญที่สุด”

ถ้อยคำที่เปรียบเปรยอย่างเฉียบคมและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการบริหารจัดการองค์กรยุคใหม่ ทำเอาขุนนางหัวเก่าหลายคนถึงกับอ้าปากค้าง พวกเขาไม่เคยได้ยินสตรีวังหลังผู้ใดหยิบยกหลักการบริหารมาโต้แย้งอย่างมีเหตุมีผลและดุดันถึงเพียงนี้มาก่อน

ไทเฮาหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้น พระนางชี้หน้าฮองเฮาด้วยมือที่สั่นเทา “ฮองเฮา! เจ้าเป็นเพียงสตรีวังหลัง กล้าดีอย่างไรมาก้าวก่ายเรื่องของราชสำนักและสั่งสอนเปิ่นกง!”

“ฮองเฮาคือมารดาของแผ่นดิน คือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาลของเจิ้น” ลู่จิ้งถิงก้าวเข้ามาบังร่างของอวิ๋นซีเอาไว้ น้ำเสียงของเขาประกาศกร้าวและทรงอำนาจจนท้องพระโรงสั่นสะเทือน “คำพูดของฮองเฮา ก็คือคำพูดของเจิ้น! ผู้ใดที่กล้าตั้งข้อสงสัยในตัวฮองเฮา ถือว่าเป็นการหมิ่นพระเกียรติของเจิ้นด้วยเช่นกัน!”

คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนการปิดประตูตาย ไม่ให้ใครกล้าแตะต้องเสิ่นอวิ๋นซีได้อีกต่อไป ลู่จิ้งถิงกวาดสายตามองไปทั่วท้องพระโรงเพื่อย้ำเตือนถึงอำนาจเบ็ดเสร็จที่เขาครอบครอง

“การประชุมในวันนี้จบลงเพียงเท่านี้ เลิกว่าราชการ!” ฮ่องเต้ตวาดสั่งการเด็ดขาด “หากเจิ้นได้ยินผู้ใดนำเรื่องในวันนี้ไปวิพากษ์วิจารณ์ในทางเสื่อมเสีย เจิ้นจะตัดลิ้นมันผู้นั้นเสีย!”

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” เหล่าขุนนางตอบรับเสียงหลง รีบก้มหน้าแนบพื้นไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว

ลู่จิ้งถิงไม่ได้สนใจไทเฮาที่ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธอยู่อีกต่อไป เขากระชับมือของอวิ๋นซีให้แน่นขึ้น ก่อนจะจูงมือนางก้าวเดินออกจากท้องพระโรงไปอย่างสง่าผ่าเผย ทิ้งความพ่ายแพ้และความโกลาหลไว้เบื้องหลังให้ศัตรูได้ลิ้มรส

ตลอดเส้นทางที่เดินกลับสู่ตำหนักคุนหนิง บรรยากาศภายในวังหลวงเงียบสงัด มีเพียงเสียงรองเท้ากระทบพื้นแผ่นหินและเสียงลมหนาวที่พัดผ่าน ขันทีและนางกำนัลที่ยืนเฝ้าตามทางเดินต่างรีบคุกเข่าก้มหน้าลงต่ำ ไม่มีใครกล้าเงยหน้ามองภาพที่น่าตกตะลึง เมื่อโอรสสวรรค์ผู้สูงศักดิ์กำลังจับจูงมือของฮองเฮาเดินเคียงคู่กันไปอย่างเปิดเผย ซึ่งผิดแปลกจากธรรมเนียมปฏิบัติที่ฮ่องเต้และฮองเฮาจะต้องนั่งเกี้ยวแยกกันอย่างสิ้นเชิง

อวิ๋นซีทอดสายตามองแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่เดินนำหน้า ร่างกายของนางในชุดอาภรณ์สีแดงสดอาจจะรู้สึกถึงความหนาวเย็นของอากาศ แต่ฝ่ามือของนางที่ถูกกอบกุมไว้กลับอบอุ่นและมั่นคงจนความหนาวเหน็บไม่อาจกล้ำกราย

ทันทีที่ก้าวพ้นประตูตำหนักคุนหนิง ลู่จิ้งถิงหันไปสั่งการกงกงคนสนิทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ถอยออกไปให้หมด ห้ามผู้ใดเข้ามาใกล้ตำหนักนี้ในระยะห้าสิบก้าว หากไม่มีรับสั่งจากเจิ้น ห้ามใครรบกวนเด็ดขาด”

เมื่อบานประตูไม้แกะสลักถูกปิดลงอย่างแน่นหนา ขันทีและนางกำนัลล่าถอยออกไปจนหมดสิ้น ความเงียบสงบและเป็นส่วนตัวก็กลับคืนมา

วินาทีที่แน่ใจว่าไม่มีสายตาของผู้ใดจับจ้อง หน้ากากของฮ่องเต้ผู้ทรงอำนาจและฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ก็พังทลายลง ลู่จิ้งถิงหันกลับมา ดึงร่างระหงของเสิ่นอวิ๋นซีเข้ามากอดรัดไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ร่างกายสูงใหญ่ของชายหนุ่มสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้

“อวิ๋นซี...” น้ำเสียงทุ้มพร่าของเขากระซิบเรียกชื่อนาง สรรพนามที่ใช้ในยุคโบราณถูกทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา “คุณจริงๆ ใช่ไหม ผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหม”

อวิ๋นซียกสองแขนขึ้นโอบรอบลำคอแกร่ง ฝังใบหน้าลงกับลาดไหล่ของเขา ซึมซับไออุ่นที่แสนคุ้นเคย “ฉันอยู่นี่ค่ะ จิ้งถิง เรากลับมาแล้ว กลับมาในฝันร้ายที่เราเคยเผชิญ”

ชายหนุ่มซุกใบหน้าลงกับกลุ่มผมที่ถูกเกล้าไว้อย่างวิจิตรบรรจง กลิ่นหอมของดอกเหมยที่คุ้นเคยช่วยปลอบประโลมจิตใจที่ว้าวุ่นของเขาได้เป็นอย่างดี “ตอนที่ผมลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นคุณยืนอยู่กลางท้องพระโรง ถูกพวกตาแก่พวกนั้นรุมใส่ร้าย หัวใจผมแทบจะหยุดเต้น ผมนึกถึงภาพในอดีตชาติ ภาพที่คุณต้องตายอย่างโดดเดี่ยวในตำหนักเย็น ผมกลัว ผมกลัวว่าจะต้องเสียคุณไปอีกครั้ง”

คำสารภาพที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและรู้สึกผิด ทำให้อวิ๋นซีรับรู้ได้ถึงบาดแผลลึกในใจของเขา นางประคองใบหน้าหล่อเหลาของเขาให้เงยขึ้น นัยน์ตาหงส์สบประสานกับนัยน์ตาสีนิลที่สั่นไหว นิ้วเรียวเกลี่ยเบาๆ ที่พวงแก้มของสวามี

“แต่คุณก็ไม่ได้ทำผิดพลาดเหมือนในอดีตแล้วนี่คะ” นางคลี่ยิ้มหวาน เป็นรอยยิ้มที่มอบให้เขาเพียงผู้เดียว “ครั้งนี้คุณไม่ได้ผลักไสฉัน คุณก้าวลงมาปกป้องฉัน ฉีกหน้าพวกขุนนางกังฉินจนพวกมันไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ท่านประธานลู่ของฉันเก่งกาจและเด็ดขาดเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในชุดสูทหรือชุดฉลองพระองค์”

คำหยอกเย้าของนางทำให้ลู่จิ้งถิงหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ความตึงเครียดที่แบกรับมาตลอดทางค่อยๆ มลายหายไป เขาก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของนางอย่างทะนุถนอม

“ถ้าเรื่องบ้าๆ นี่คือการทดสอบจากสวรรค์ ผมก็จะขอใช้โอกาสนี้แหละ ขุดรากถอนโคนความเน่าเฟะของราชสำนักนี้ให้สิ้นซาก” แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและเยือกเย็นในแบบฉบับของซีอีโอ “แคว้นนี้ก็เหมือนบริษัทที่มีบอร์ดบริหารทุจริตและเต็มไปด้วยพวกกินแรง ส่วนไทเฮาก็คือประธานบอร์ดที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง คิดจะฮุบกิจการและบีบให้ผมเป็นแค่หุ่นเชิด”

อวิ๋นซีพยักหน้าเห็นด้วย นางถอยออกมาเล็กน้อยเพื่อถอดเครื่องประดับศีรษะที่หนักอึ้งออก ลู่จิ้งถิงเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามาช่วยปลดปิ่นและมงกุฎทองคำออกให้อย่างเบามือ ปล่อยให้เส้นผมสีดำขลับสยายลงกลางหลัง เพื่อให้นางรู้สึกสบายตัวขึ้น

“คุณพูดถูกค่ะ จิ้งถิง” หญิงสาวขยับคอเพื่อคลายความเมื่อยล้า “โครงสร้างการบริหารของวังหลังและราชสำนักตอนนี้เละเทะไปหมด ระบบบัญชีมีช่องโหว่ ขุนนางเล่นพรรคเล่นพวก เราไม่สามารถใช้ดาบฟาดฟันพวกมันให้ตายได้ทุกคน เพราะจะทำให้ระบบเศรษฐกิจและการปกครองของแคว้นชะงักงัน เราต้องค่อยๆ รื้อระบบ เลาะพวกปลวกออกจากโครงสร้าง และวางคนของเราเข้าไปแทนที่”

“คุณมีแผนในใจแล้วใช่ไหม ภรรยาของผม” ชายหนุ่มรวบเอวบางของนางเข้ามาแนบชิดอีกครั้ง ชอบใจในแววตาเจ้าเล่ห์และชาญฉลาดของนาง

“แน่นอนค่ะ” อวิ๋นซียกยิ้มมุมปาก “เริ่มแรก เราต้องจัดการบัญชีของวังหลังทั้งหมด ตัดท่อน้ำเลี้ยงของไทเฮาก่อน จากนั้นฉันจะนำระบบประเมินผลงานแบบเคพีไอมาใช้กับพวกนางกำนัลและขันที ใครที่ขี้เกียจหรือรับสินบน ต้องถูกไล่ออกและดำเนินคดี ส่วนคุณ ก็ต้องเริ่มจัดการกับพวกขุนนางบุ๋นที่ใช้ปากทำลายบ้านเมือง เปลี่ยนให้ราชสำนักนี้กลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยความสามารถอย่างแท้จริง”

การจับมือแท็กทีมกันระหว่างมังกรและพญาหงส์ในโลกยุคใหม่ ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในยุคโบราณอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งสองคนไม่มีความหวาดกลัวหรือความโศกเศร้าหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความตื่นเต้นที่จะได้พลิกกระดานหมากและชำระแค้นด้วยสติปัญญา

ลู่จิ้งถิงมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเจื้อยแจ้วถึงแผนการธุรกิจในยุคโบราณ ความน่ารักและทรงเสน่ห์ของนางทำให้เขาไม่อาจต้านทานความปรารถนาในใจได้ ชายหนุ่มเชยปลายคางของนางขึ้นรับจุมพิตที่แสนหวานและดูดดื่ม รสจูบที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและความโหยหา ราวกับต้องการยืนยันว่าพวกเขาได้กลับมาอยู่ด้วยกันจริงๆ

“เรื่องงานเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคิดต่อเถอะ” เขากระซิบชิดริมฝีปากหลังจากผละออกอย่างอ้อยอิ่ง “ตอนนี้ ร่างกายของคุณเย็นเฉียบไปหมดแล้ว ผมว่าเราควรมาหาวิธีเพิ่มความอบอุ่นให้กันและกันดีกว่าไหม”

อวิ๋นซีหน้าแดงระเรื่อ นางตีเข้าที่แผงอกของเขาเบาๆ “คุณนี่มัน... บรรยากาศตึงเครียดเพิ่งจะผ่านไปแท้ๆ ในหัวมีแต่เรื่องเอาเปรียบฉันหรือไงคะ ท่านประธานลู่”

“ผมเอาเปรียบแค่คุณคนเดียวเท่านั้นแหละ” เขาอุ้มร่างระหงขึ้นแนบอก เดินตรงไปยังเตียงกว้างที่ปูด้วยผ้าไหมสีแดง “ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสเรากลับมาเริ่มต้นใหม่ ผมก็จะทำให้ตำหนักคุนหนิงแห่งนี้ เต็มไปด้วยความทรงจำที่สวยงามของเรา ลบรอยน้ำตาในอดีตทิ้งไปให้หมด”

ค่ำคืนแรกของการหวนคืนสู่อดีตชาติ ไม่ได้จบลงด้วยความหนาวเหน็บและความสิ้นหวังเหมือนที่เคยเป็นมา แต่มันถูกเติมเต็มด้วยความรัก ความผูกพัน และพันธสัญญาแห่งสองภพที่ถูกสลักลึกไว้ในจิตวิญญาณ

วันรุ่งขึ้น พายุลูกใหม่กำลังจะพัดถล่มราชสำนัก การปฏิวัติระบบการปกครองด้วยวิถีของซีอีโอระดับโลก กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และพวกขุนนางเฒ่าทั้งหลาย จะได้รู้ซึ้งว่า การเป็นศัตรูกับลู่จิ้งถิงและเสิ่นอวิ๋นซี คือฝันร้ายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตาย!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel