บทที่ 8 ข่าวลือลุกลาม
“เจ้ามาจากสกุลเจาใช่หรือไม่” เสียงหวงกุ้ยเฟยดังขึ้นอย่างนุ่มนวล
“เพคะ” เจาอี้หนิงรีบยืดตัวขึ้นทันที
“ข้าได้ยินชื่อสกุลเจามาบ้าง” พระนางตรัสยิ้ม ๆ “บิดาของเจ้าเคยรับราชการใช่หรือไม่”
คำถามธรรมดา แต่ถ้าตอบผิดเพียงนิด อาจถูกมองว่าพูดโกหกทันที
“ใช่เพคะ เพียงแต่บิดาหม่อมฉันจากไปนานแล้ว บ้านจึงค่อนข้างเงียบเหงา” เจาอี้หนิงยิ้มอย่างสุภาพ คำตอบไม่มากไม่น้อยเกินไป หวงกุ้ยเฟยพยักหน้าเล็กน้อย
“แล้วเจ้าพบเฉิงเอ๋อร์ได้อย่างไร”
คำถามนี้ทำให้หัวใจนางเต้นแรงทันที เพราะไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไรดี ส่วนเซี่ยเฉิงที่นั่งอยู่ข้างๆ เงียบสนิท ราวกับปล่อยให้นางจัดการเองทั้งหมด
“เพียงเป็นเรื่องบังเอิญเพคะ” เจาอี้หนิงจึงฝืนยิ้มบางๆ ตอบอย่างนอบน้อม
“บังเอิญ?” หวงกุ้ยเฟยเลิกคิ้วทันใด “โอรสของข้าผู้นี้ไม่เคยยอมให้ใครเข้าใกล้ง่ายๆ”
หากไม่ติดว่าต้องรักษากิริยามารยาทยามที่อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของหวงฮองเฮา เจาอี้หนิงแทบอยากจะแค่นเสียงหัวเราะออกมาดังๆ ให้รู้แล้วรู้รอด
‘โอรสของพระองค์ไม่ใช่แค่ไม่ยอมให้เข้าใกล้ เขายังข่มขู่คนอื่นหน้าตาเฉยอีกด้วย!’
“อาจเพราะหม่อมฉันไม่รู้ว่าเซี่ยอ๋องเป็นใครกระมังเพคะ เลยไม่ทันได้กลัว” นางตอบเสียงเรียบ
“น่าสนใจ” คำตอบนั้นทำให้หวงหวงเฟยหัวเราะเบาๆ
เซี่ยเฉิงเหลือบตามองเจาอี้หนิงเล็กน้อย แววตาคล้ายชื่นชมอย่างเงียบๆ นางตอบได้ดีเกินคาด
พระมารดามองเด็กสาวตรงหน้าอีกครั้ง พระพักตร์ของนางเริ่มอ่อนโยนขึ้น
“แล้วเจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องอภิเษก”
คำถามนี้ทำเอาเจาอี้หนิงเกือบหายใจผิดจังหวะนางหันไปมองเซี่ยเฉิงอย่างแวบหนึ่ง เขานั่งนิ่ง แต่สายตานั้นชัดเจนมาก คล้ายกำลังบอกว่านางต้องพูดให้ดี
เจาอี้หนิงสูดหายใจลึก ก่อนยิ้มอย่างนอบน้อม
“เรื่องใหญ่เช่นนี้ หม่อมฉันไม่กล้าตัดสินใจเองเพคะ ต้องฟังความเห็นผู้ใหญ่ก่อน”
นางไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้ตอบรับเสียทีเดียวหวงกุ้ยเฟยจึงพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ
“ตอบได้ดี”
เจาอี้หนิงแอบถอนหายใจในใจเงียบๆ เมื่อเห็นว่าวันนี้นางรอดไปหนึ่งด่านแล้ว
“เสด็จแม่เห็นแล้วว่าลูกเลือกคนไม่ผิด” เซี่ยเฉิงก็พูดขึ้นเรียบๆ ส่งสายตามองนางอย่างชื่นชม หากแต่ไยเจาอี้หนิงจะไม่รู้ว่าเขาแกล้งทำ
เจาอี้หนิงแทบอยากยกเท้าเตะเขาอีกรอบเหมือนวันที่พบกันในป่าไผ่เสียจริงๆ
เวลานี้เป็นเวลายามอิ่ว (17.00 - 18.59 น.) แล้ว
ข่าวลือที่ว่าเซี่ยอ๋องพาสตรีขึ้นรถม้าของหวงกุ้ยเฟยวิ่งเร็วยิ่งกว่ารถม้าหลวง
เสียงซุบซิบกระจายไปทั่วเมืองหลวงราวลมพายุ เพียงครึ่งวันข่าวก็เล็ดลอดไปถึงจวนสกุลเจาแล้ว จนทั้งจวนเหมือนถูกเขย่าเบาๆ คนรับใช้เดินเร็วขึ้น สายตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ขณะเดียวกัน เจ้าของข่าวลือกำลังนั่งตัวแข็งอยู่ในรถม้าทหาร
เจาอี้หนิงถอนหายใจยาวเป็นครั้งที่สิบ การถูกหวงกุ้ยเฟยสัมภาษณ์สะใภ้เมื่อครู่ทำเอานางแทบหมดแรงตอบคำถาม ทุกประโยคต้องคิดสิบตลบ ไม่ให้หลุดพิรุธ ไม่ให้ดูโง่ และที่สำคัญ ไม่ให้ดูเหมือนถูกบังคับ
ส่วนเซี่ยเฉิงนั่งนิ่งเหมือนไม่เกี่ยวอะไรเลย ทั้งที่เขาเป็นคนขู่นางแท้ๆและเป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวาย แต่กลับสบายใจที่สุด!
เมื่อรถม้าหยุดลง ทหารสองนายรีบเปิดทางให้นางลง
“ถึงจวนสกุลเจาแล้วขอรับ”
เพียงแค่นั้น ข่าวลือก็ถูกตอกย้ำอีกครั้ง เพราะเซี่ยอ๋องส่งทหารมาส่งถึงหน้าจวนเอง เจาอี้หนิงยังไม่ทันยืนดี ก็เห็นเงาร่างคุ้นตาวิ่งเข้ามา
“คุณหนู!” หมี่จิ้งแทบจะพุ่งเข้ากอด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโล่งอก
“ท่านปลอดภัยจริงๆ ด้วย!”
“เจ้ากลับมาก่อนข้าหรือ” เจาอี้หนิงยิ้มบางๆ เมื่อเห็นท่าทางห่วงใยจากสาวใช้คนสนิท
“เจ้าค่ะ ท่านองครักษ์หลุนหมิงเพิ่งมาส่งบ่าวเมื่อครู่นี้เอง” นางพยักหน้ารับแรงๆ ก่อนที่จะลดเสียงลงเล็กน้อยราวกับกลัวว่าจะมีผู้ใดได้ยินเข้า “น่ากลัวมากเลยเจ้าค่ะ เขาจ้องทีบ่าวแทบไม่กล้าหายใจ”
“อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีหัวอยู่บนบ่า” เจาอี้หนิงหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงตอนที่หมี่จิ้งยืนเท้าสะเอวตำหนิเซี่ยอ๋องที่กลางตลาดเมื่อตอนกลางวัน
“คุณหนู!” หมี่จิ้งหน้าแดง “อย่าพูดแบบนั้นสิเจ้าคะ”
สองนายบ่าวยังไม่ทันได้พูดอะไรกันต่อ เสียงฝีเท้าก็รีบวิ่งเข้ามา สาวใช้ประจำโถงใหญ่ก้มหัวต่ำ
“คุณหนูรอง ฮูหยินผู้เฒ่าให้เชิญท่านไปพบที่โถงใหญ่ทันทีเจ้าค่ะ”
คำว่า ‘ทันที’ ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนทันใด
เจาอี้หนิงยกคิ้วขึ้น ขณะที่หมี่จิ้งทำหน้ากังวลทันที
“คุณหนู…” นางมองเจ้านายของตนด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไร รีบเข้าไปพบท่านย่ากันเถอะ” เจาอี้หนิงยิ้มมุมปาก นางหันมองประตูจวนลึกเข้าไป ดูเหมือนวันนี้จะยังไม่จบง่ายๆ
ทหารที่มาส่งยังยืนอยู่หน้าจวนอย่างเด่นชัด ราวกับย้ำให้ทุกคนรู้ว่านางเพิ่งกลับมาจากที่ใด
ลมเย็นพัดผ่านชายแขนเสื้อ เจาอี้หนิงสูดหายใจลึก ก่อนยกชายกระโปรงขึ้นเดินเข้าไปด้านในอย่างสงบเตรียมพร้อมรับศึกในจวนที่กำลังรออยู่อย่างเต็มที่
โถงใหญ่ของจวนสกุลเจาเงียบผิดปกติ
ฮูหยินผู้เฒ่าหนิวหงนั่งอยู่บนเก้าอี้สูง สีหน้าเคร่งขรึม มือหนึ่งวางบนพนักเท้าแขนอย่างสงบนิ่ง แต่บรรยากาศรอบตัวกลับกดดันจนคนรับใช้แทบไม่กล้าสูดลมหายใจแรง
เมื่อเจาอี้หนิงก้าวเข้ามา สายตาหลายคู่ก็หันมาพร้อมกันทันที โดยเฉพาะอวี๋ซุ่นซิน
รอยยิ้มอ่อนหวานปรากฏบนใบหน้าเรียบร้อยนั้น ราวกับพี่สาวแสนดีผู้แสนห่วงใย นางลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว พร้อมเดินเข้ามาจับมือเจาอี้หนิงไว้แน่น
“น้องสาว เจ้าไปไหนมา ไยออกจากจวนโดยไม่บอกกล่าวท่านย่าเล่า พวกเราตามหาแทบแย่” น้ำเสียงอ่อนโยนจนคนฟังแทบซาบซึ้ง
คำพูดนั้นเหมือนหยดน้ำมันที่ราดลงกองไฟ ฮูหยินผู้เฒ่าหรี่ตาลงต่ำ เจาอี้หนิงเหลือบมองมือที่ถูกกุมไว้
‘เก่งจริง เล่นบทพี่สาวห่วงใยต่อหน้าคนอื่นอีกแล้ว’ แต่ครานี้นางไม่ได้รู้สึกอึดอัดเหมือนชาติก่อน กลับรู้สึกขบขำเสียมากกว่า
“ข้าก็นึกว่าเรื่องนี้พี่สาวจะรู้ดีที่สุดเสียอีก” นางเงยหน้าขึ้น ยิ้มสดใสอย่างมีชีวิตชีวา
อวี๋ซุ่นซินชะงักไปทันใด ถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความหวาดระแวง
“รู้เรื่องอะไรหรือ”
เจาอี้หนิงเอียงศีรษะ ทำหน้าเหมือนกำลังนึกจริงจัง
“ก็ข้าหายไปกับเซี่ยอ๋องนี่นา” แทนที่นางจะเลือกพูดว่าเห็นอวี๋ซุ่นซินกับรุ่ยหลันลักลอบออกจากจวน นางกลับยกชื่อของเซี่ยอ๋องขึ้นมาแทน เหตุใดนางถึงจะต้องยอมบอกความจริง หาไม่อวี๋ซุ่นซินก็จะรู้ว่านางรู้ว่าอวี๋ซุ่นซินลอบออกไปซื้อยาที่ร้านขายยาสมุนไพร
นางจะไม่ยอมให้อวี๋ซุ่นซินจับได้ว่านางรู้แผนการร้ายนั้นแล้วเป็นอันขาด
แต่คำพูดสั้นๆ ทำให้ทั้งโถงเงียบสนิท แม้แต่สาวใช้ยังแอบเงยหน้าขึ้นมอง
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ” ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วทันที
“เอ๊ะ? ข่าวยังมาไม่ถึงหรือเจ้าคะ” เจาอี้หนิงทำท่าประหลาดใจ ก่อนหันไปมองอวี๋ซุ่นซินยิ้มๆ
“เมื่อครู่ทหารของเซี่ยอ๋องเพิ่งมาส่งข้าถึงหน้าจวนเลยนะ”
รอยยิ้มของอวี๋ซุ่นซินแข็งค้างเพียงเสี้ยววินาที มือที่จับนางอยู่เริ่มเกร็ง เจาอี้หนิงยังคงพูดต่ออย่างใสซื่อ
“ข้าก็ไม่อยากทำให้ท่านย่าตกใจหรอกเจ้าค่ะ แต่มันเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ” นางแสร้งทำเป็นถอนหายใจเบาๆ
“เซี่ยอ๋องได้รับบาดเจ็บ ข้าช่วยไว้เล็กน้อย พอหวงกุ้ยเฟย เสด็จแม่ของท่านอ๋องพบเข้า ก็เลยพูดคุยกันนานหน่อย”
นามของหวงกุ้ยเฟยทำให้ดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่ากระตุกทันที ชื่อระดับนั้นไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาจะพูดเล่นได้
อวี๋ซุ่นซินรู้ทันทีว่าหมากเริ่มหลุดจากมือ นางฝืนยิ้ม
“น้องสาวพูดเล่นเก่งจริงๆ”
“หากข้าพูดเล่น แล้วทหารหน้าจวนที่ยังยืนอยู่คืออะไรหรือเจ้าคะพี่สาว” เจาอี้หนิงตอบกลับทันควันประโยคนั้นเหมือนค้อนหนักทุบลงกลางโถง
ฮูหยินผู้เฒ่าเงียบไปชั่วครู่ ก่อนสายตาจะเปลี่ยนจากตำหนิเป็นครุ่นคิด
เจาอี้หนิงรู้ทันทีว่านางเริ่มเปลี่ยนกระดานได้แล้ว อวี๋ซุ่นซินยิ้มค้าง มือค่อยๆ คลายออกจากข้อมือเจาอี้หนิง แต่แววตาลึกๆ กลับเต็มไปด้วยความริษยาที่พยายามซ่อนไว้สุดชีวิต
บรรยากาศในโถงใหญ่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ฮูหยินผู้เฒ่าหนิวหงที่เมื่อครู่ยังขมวดคิ้วตำหนิ บัดนี้กลับนั่งตัวตรงขึ้น สีหน้าครุ่นคิดแฝงความสนใจอย่างชัดเจน
“เจ้าพบเซี่ยอ๋องได้อย่างไร เล่าให้ละเอียด” น้ำเสียงไม่แข็งกร้าวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
เจาอี้หนิงแอบยิ้มในใจ เมื่อได้ยินชื่อเซี่ยอ๋องเมื่อไร ท่านย่าก็เปลี่ยนเร็วนักนะ
“ข้าแค่บังเอิญไปเจอท่านอ๋องแล้วเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย” นางก้มหน้าเล็กน้อย แสร้งทำเป็นตอบอย่างใสซื่อบริสุทธิ์ที่สุด ทั้งยังพูดคลุมเครืออย่างจงใจ ไม่เปิดรายละเอียดเกินจำเป็น แต่ทุกคำล้วนชี้ไปที่ข้อเดียวว่านางมีความเกี่ยวข้องกับเซี่ยอ๋องจริง
“แล้วเหตุใดถึงได้พบหวงกุ้ยเฟย” ฮูหยินผู้เฒ่าหรี่ตาถามอย่างจับผิด ราวกับไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่นางพูดง่ายๆ
“ข้าก็งงอยู่เหมือนกันเจ้าค่ะ อยู่ๆ ท่านอ๋องก็พาข้าขึ้นรถม้าของหวงกุ้ยเฟยไปเอง” เจาอี้หนิงยิ้มอย่างไร้เดียงสา คำตอบนั้นทำให้อวี๋ซุ่นซินที่ยืนอยู่ด้านข้างนิ้วมือจิกชายแขนเสื้อแน่น
ทว่าเจาอี้หนิงไม่แม้แต่จะหันมอง ไม่ต้องรีบหรอก ถึงอย่างไรนางจะไม่ปล่อยให้อวี๋ซุ่นซินได้โอกาสเหมือนชาติก่อนแน่ นางรู้ดีว่าฮูหยินผู้เฒ่าคิดอะไร ไม่ใช่ห่วงใยนาง แต่กำลังคำนวณผลประโยชน์อยู่ต่างหาก
ถ้าหากหลานสาวคนหนึ่งเข้าใกล้เซี่ยอ๋องได้จริง สกุลเจาย่อมมีฐานะสูงขึ้นอย่างมหาศาล
