บท
ตั้งค่า

บทที่ 9 บุรุษคนสำคัญในอดีต

ฮูหยินผู้เฒ่านิ่งไป อวี๋ซุ่นซินแทบกลั้นสีหน้าไม่ได้ ส่วนเจาอี้หนิงแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ยืนเรียบร้อยราวกับพูดเรื่องธรรมดาที่สุด ในใจกลับคิดเย็นเฉียบ

ชื่อเซี่ยอ๋องนี่แหละที่จะเป็นโล่ของนางในจวนนี้ เพราะไม่มีใครกล้ารังแกคนที่เกี่ยวข้องกับเชื้อพระวงศ์ง่ายๆ

ฮูหยินผู้เฒ่าครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายก็โบกมืออย่างเหนื่อยใจ

“พอแล้ว แยกย้ายกันไปพักผ่อนเสีย” น้ำเสียงกลับมาเย็นลงเช่นเดิม สายตาของนางกวาดผ่านทุกคน

“พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางไปเมืองเชียนไป่แต่เช้า อย่าให้ใครสร้างปัญหาอีก”

คำสั่งจบลง เจาอี้หนิงคำนับอย่างเรียบร้อย ก่อนถอยออกมาพร้อมหมี่จิ้ง ขณะเดินผ่านอวี๋ซุ่นซิน นางเห็นรอยยิ้มอ่อนหวานนั้นยังอยู่เหมือนเดิม แต่ในดวงตากลับเย็นเยียบจนแทบเป็นน้ำแข็ง หากแต่เจาอี้หนิงยิ้มตอบอย่างสดใส และเดินผ่านไปด้วยใบหน้าที่บ่งบอกถึงความสุข จนอวี๋ซุ่นซินแทบอยากตะโกนกรีดร้องออกมาดังๆด้วยความริษยา

หลังจากเดินแยกออกมาจนถึงหอนอน ประตูห้องก็ถูกปิดลงเสียงดังปัง!

ทันทีที่พ้นสายตาคนอื่น รอยยิ้มอ่อนหวานที่ติดอยู่บนใบหน้าก็หายวับ เหลือเพียงแววตาเย็นจัด ถ้วยชาถูกวางลงบนโต๊ะดังกึก

“นางกล้าดีได้อย่างไร” เสียงของอวี๋ซุ่นซินต่ำ แต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน

“คุณหนู ระวังเสียงเจ้าค่ะ” รุ่ยหลันรีบเดินเข้ามากระซิบเตือนทันที

“ระวังอะไร!” อวี๋ซุ่นซินหันขวับ “วันนี้ต่อหน้าท่านย่า นางเสแสร้งเก่งเสียจนทุกคนเชื่อ!” เอ่ยพลางกำมือแน่น ภาพของเจาอี้หนิงที่ยืนยิ้มใสซื่อในโถงใหญ่ยังติดตา

รอยยิ้มแบบนั้น น่าหมั่นไส้ที่สุด!

“เดิมทีนางเป็นคนขี้ขลาด เอาแต่หลบสายตาคนอื่น” อวี๋ซุ่นซินกัดฟัน “แต่ตอนนี้เหมือนกลายเป็นคนละคน”

รุ่ยหลันก้มหน้าลง ไม่กล้าตอบ เพราะรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่เต็มไปด้วยโทสะของเจ้านายสาว หากนางพูดผิดหรือกล่าวไม่ตรงใจ อาจโดนตำหนิด้วยถ้อยคำรุนแรงได้

บรรยากาศในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่อวี๋ซุ่นซินจะสูดหายใจลึก สีหน้าค่อยๆ กลับมาสงบอีกครั้ง หากแต่เป็นความสงบแบบอันตราย

ร่างบางนั่งลงช้าๆ แล้วเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ

“ดี! ถ้าอย่างนั้นก็เล่นตามกระดานของนาง”

“คุณหนูหมายความว่า…” รุ่ยหลันเงยหน้าขึ้น

“ถ้าหากเซี่ยอ๋องเริ่มสนใจเจาอี้หนิงจริง ข้าก็ต้องทำให้เขาเห็นว่าใครเหมาะสมกว่า” อวี๋ซุ่นซินพูดช้าๆ นางยกมือแตะปลายผม พลางยิ้มบาง

“บุรุษระดับนั้น ไม่ได้เลือกเพียงเพราะบังเอิญช่วยชีวิตหรอก”

“คุณหนูจะทำอย่างไรเจ้าคะ” รุ่ยหลันเริ่มเข้าใจ สีหน้าดูตื่นเต้นขึ้น

อวี๋ซุ่นซินมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายามเย็นเริ่มมืดลงแล้ว

“ข้าจะทำให้เซี่ยอ๋องเห็นว่า คนที่เขาพบวันนี้ เป็นเพียงสตรีธรรมดาที่บังเอิญโชคดี แต่คนที่เขาจะจดจำต้องเป็นข้า” เสียงของนางนุ่ม แต่ชัดเจน สายตาค่อยๆเย็นลง

“หากคุณหนูต้องการให้บ่าวทำสิ่งใด สั่งมาได้เลยเจ้าค่ะ บ่าวจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเพื่อคุณหนูเอง” รุ่ยหลันรีบรับคำเจ้านายสาวอย่างเอาใจ

อวี๋ซุ่นซินพยักหน้าเบาๆพร้อมหลับตาลง หากแต่ในใจยังคงคุกรุ่น นางไม่ยอมให้ใครแย่งสิ่งที่ควรเป็นของนางเด็ดขาด โดยเฉพาะกับคนอย่างเจาอี้หนิง

เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสียงคนรับใช้ก็เริ่มดังทั่วจวนสกุลเจา

เมื่อถึงเวลายามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ก็เป็นเวลาที่ต้องออกเดินทาง

สายลมในยามเช้าเย็นจัด ไอหมอกบางๆ ลอยต่ำเหนือพื้นหิน ขบวนรถม้าสามคันจอดเรียงอยู่หน้าประตูจวน ม้าถูกผูกสายบังเหียนแน่น คนบังคับม้าเร่งตรวจความเรียบร้อยเป็นรอบสุดท้าย

ฮูหยินผู้เฒ่านั่งรถม้าคันหน้า อวี๋ซุ่นซินอยู่คันกลางกับรุ่ยหลัน ส่วนเจาอี้หนิงนั่งคันท้ายเพียงลำพังกับหมี่จิ้ง

ประตูรถม้าปิดลง เสียงแส้ฟาดเบาๆ ขบวนจึงเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงอย่างช้าๆ ภายในรถม้า เจาอี้หนิงเอนหลังเล็กน้อย มือแอบแตะของบางอย่างใต้แขนเสื้อ มันคือตราประทับของเซี่ยอ๋อง นางพกมันติดตัวมาด้วย

“คุณหนูรอง ท่านยังเก็บของสิ่งนั้นไว้อีกหรือเจ้าคะ” หมี่จิ้งกระซิบถามเสียงเบา รู้ว่าของสิ่งนี้สำคัญอย่างมาก แต่จะเป็นการดีกว่าหากปกปิดมันไว้เป็นความลับต่อไป

“ของสำคัญเช่นนี้ ต้องเก็บไว้กับตัวนี่แหละถึงจะถูก” เจาอี้หนิงยิ้มมุมปาก ก่อนจะเหลือบตามองไปนอกหน้าต่าง แลเห็นภูเขาลูกใหญ่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เส้นทางไปเมืองเชียนไป่คดเคี้ยวขึ้นสูง ล้อรถบดกับทางหินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ในใจนางกลับไม่สงบ เหตุเพราะชาติก่อน การเดินทางครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของเรื่องร้ายมากมาย

ทันใดนั้นเอง เสียงล้อรถสะดุดดังครืด รถม้าโยกแรงเล็กน้อย

“โอ๊ะ!” หมี่จิ้งร้องอุทานขึ้นด้วยความตกใจ

เจาอี้หนิงขมวดคิ้ว และรีบเปิดม่านดูทันที ขบวนรถม้าได้หยุดลง คนรับใช้วิ่งวุ่นอยู่ข้างหน้า เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างตกใจ

“ล้อรถม้าของฮูหยินผู้เฒ่าหลุด!”

เจาอี้หนิงชะงัก นางรีบก้าวลงจากรถม้า เห็นรถคันหน้าซึ่งเป็นรถม้าของฮูหยินผู้เฒ่านั่งเอียงลงข้างทาง ล้อด้านหนึ่งหลุดออกไป โชคดีที่รถยังไม่คว่ำ เพียงเอียงจนต้องรีบพยุงกันลงมา

ฮูหยินผู้เฒ่าถูกพยุงออกมา สีหน้าซีดแต่ยังตั้งสติได้

“ข้าไม่เป็นอะไร แค่ตกใจเท่านั้น” นางพูดเสียงแข็ง

อวี๋ซุ่นซินรีบวิ่งเข้าไปประคองทันที ทำสีหน้าตื่นตระหนกเหมือนห่วงใยที่สุด

เจาอี้หนิงยืนมองอยู่ห่างๆด้วยสายตาครุ่นคิด ในความทรงจำชาติก่อนไม่มีเหตุการณ์ล้อหลุด แสดงว่าเรื่องราวมีการเปลี่ยนแปลงไป

ลมบนภูเขาพัดแรงขึ้น เสียงล้อไม้กระทบหินดังแกรกๆ คนบังม้าก้มตรวจดูแล้วพูดขึ้นอย่างกังวล

“ต้องซ่อมสักพักขอรับ”

ฮูหยินผู้เฒ่ามีสีหน้าไม่พอใจ แต่จำต้องพยักหน้า เพราะไม่มีทางเลือกอื่น ขบวนจึงหยุดพักกลางทางอย่างเลี่ยงไม่ได้

ในขณะที่ผู้คนเดินวุ่นซ่อมล้อรถม้า ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ สีหน้ายังไม่ดีนักเพราะยังตกใจจากเหตุการณ์เมื่อครู่

อวี๋ซุ่นซินฉวยโอกาสทันที นางคุกเข่าข้างๆ ยกน้ำชาให้ด้วยสองมือ น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่สุด

“ท่านย่า ดื่มน้ำก่อนเจ้าค่ะ ทางบนเขาอากาศแห้ง เดี๋ยวจะเวียนศีรษะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้า สีหน้าผ่อนคลายลงเมื่อเห็นหลานรักมาเอาใจ

“ยังดีที่เจ้ารู้จักดูแลคนอื่น”

“ข้าเป็นห่วงท่านย่าเจ้าค่ะ” อวี๋ซุ่นซินยิ้ม ก้มหน้ารับคำชมอย่างเรียบร้อย ทว่าสายตาของนางแวบไปทางเจาอี้หนิงที่ยืนอยู่ห่างออกไป รอยยิ้มยิ่งอ่อนหวานขึ้นอีก

‘ต่อให้เซี่ยอ๋องสนใจนาง ท่านย่าก็ยังเห็นค่าข้ามากกว่า’ นางคิดในใจ เพราะตราบใดที่ยังมีท่านย่าหนิวหงถือหางอยู่ นางย่อมได้เปรียบเจาอี้หนิงอย่างแน่นอน

ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงล้อรถจำนวนหนึ่งดังขึ้นจากปลายทาง ขบวนรถม้าอีกกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนผ่าน

ม้าสูงสง่าหลายตัว รถม้าประดับอย่างดี เสื้อผ้าของคนติดตามดูเรียบหรูแต่ไม่โอ้อวด ชัดเจนว่าเป็นขุนนางหรือคุณชายฐานะดี

ก่อนที่รถม้าคันหน้าสุดหยุดลงช้าๆ บุรุษผู้หนึ่งก้าวลงมา เขาสวมใส่ชุดสีเข้มตัดอย่างประณีต รูปร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย แต่ท่าทางกลับสุภาพนุ่มนวล ไม่กดดันผู้ใด

เขากวาดสายตามองสถานการณ์เพียงครั้งเดียวก็เข้าใจทันที

“ดูเหมือนขบวนรถของท่านจะมีปัญหา” เสียงของเขานุ่มนวล “หากไม่รังเกียจ ข้ามีช่างติดตามมาด้วย อาจช่วยได้”

ฮูหยินผู้เฒ่าชะงักเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับด้วยความยินดี หากรถม้าซ่อมเสร็จไว ก็จะได้ออกเดินทางเร็วขึ้น

“รบกวนคุณชายแล้ว”

ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร เพียงมองว่าเป็นคุณชายผู้มีฐานะดีคนหนึ่งที่บังเอิญผ่านทางมา แต่ในวินาทีนั้น เจาอี้หนิงที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับนิ่งไป

หัวใจของนางเหมือนหยุดเต้นชั่วขณะ เมื่อเห็น ‘มู่หรงเหยา’ นางจำได้ชัดเจน ในภพชาติก่อน นางพบเขาในวันอภิเษกของอวี๋ซุ่นซินกับเซี่ยเฉิง

ตอนนั้นนางเป็นเพียงภรรยาของเลี่ยวอี้ฉือ ในตอนที่ไม่มีผู้ใดสนใจนาง เขากลับเป็นคนเดียวที่พูดคุยกับนางอย่างจริงใจ เป็นคนที่คอยช่วยเหลือนางหลายครั้ง อยู่ข้างนางในยามทุกข์ใจ มองนางด้วยสายตาอ่อนโยนเกินกว่าสหายธรรมดา และนางก็รู้ว่าเขามีใจให้ แต่ทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ เพราะตอนนั้นนางแต่งงานแล้ว

สายตาของเจาอี้หนิงอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อมองชายตรงหน้า มู่หรงเหยาเดินไปตรวจดูรถม้าอย่างสุภาพ ไม่แสดงท่าทีสูงส่งแม้แต่น้อย เขายังคงเหมือนเดิมสุภาพ อ่อนโยน และอบอุ่นอย่างที่นางจำได้

ขณะเดียวกัน มู่หรงเหยาก็เงยหน้าขึ้นโดยบังเอิญ สายตาของทั้งสองสบกันเพียงเสี้ยววินาที ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย ราวกับรู้สึกคุ้นแปลกๆ แม้ไม่เคยพบกันมาก่อน ก่อนเขาจะยิ้มอย่างสุภาพแล้วละสายตาไป

เจาอี้หนิงรีบหันหน้าออกทันที หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างประหลาด เพราะในชาตินี้ นางกับเขากลับมาเจอกันเร็วเกินไป

ช่างที่ติดตามมู่หรงเหยารีบลงมือทันที มือไม้คล่องแคล่วราวกับคุ้นเคยกับงานเดินทางยาวไกล ไม่นานเสียงไม้กระทบโลหะก็ดังขึ้นเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ

บรรยากาศที่เดิมตึงเครียดค่อยๆ ผ่อนลง

มู่หรงเหยายืนคุยกับฮูหยินผู้เฒ่าอย่างสุภาพ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่ชัดเจน พูดจาเหมาะสมทุกประโยคจนผู้สูงวัยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“คุณชายช่างมีน้ำใจนัก” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าว

“เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยขอรับ” เขายิ้มบาง “การเดินทางบนภูเขาย่อมมีเหตุไม่คาดคิดอยู่เสมอ”

อวี๋ซุ่นซินยืนอยู่ข้างๆ สายตาเริ่มเปลี่ยนไป หลังจากพินิจอยู่นาน นางได้เห็นว่าบุรุษผู้นี้มีฐานะดี กิริยาสูงส่ง ทั้งยังพูดจาสุภาพ หากเซี่ยอ๋องกับนางคลาดกัน อย่างน้อยหากยังมีคุณชายสกุลมู่ผู้นี้ นางก็ไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับเลี่ยวอี้ฉือ เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางก็ส่งยิ้มอ่อนหวาน เดินเข้ามากระแทกไหล่บางของเจาอี้หนิงจนแทบกระเด็น ก่อนก้าวเข้าไปหาเขาทันใด

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel