
หวนคืนครานี้ ดอกบัวขาวเช่นข้ามิใช่สตรีโง่งมคนเดิม
บทย่อ
...โปรย... ในภพชาติเดิม นางใช้ชีวิตเป็นเพียงสตรีผู้โง่งมผู้หนึ่ง เชื่อคนง่าย ไว้ใจผิดคน จนถูกญาติผู้พี่หลอกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้าย นางสูญเสียทุกสิ่ง ทั้งชื่อเสียง ทั้งศักดิ์ศรี แม้แต่ชีวิตก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ ฟังดูแย่ใช่หรือไม่… แต่สำหรับนาง นี่มันคือโอกาสทองชัดๆ เพราะนางได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ความทรงจำในอดีตยังคงอยู่ครบถ้วน ใครเคยทำอะไรไว้ นางจำได้ชัดกว่าลมหายใจของตัวเองเสียอีก และครานี้ นางจะไม่ยอมเป็นสตรีโง่เขลาคนนั้นอีกต่อไปแล้ว ทว่าในตอนที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผนอย่างราบรื่น จนกระทั่ง “เซี่ยอ๋อง” อดีตพี่เขยในภพชาติเดิม บุรุษผู้เย็นชาและไม่สนใจใคร กลับเริ่มเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตนางไม่หยุด! ทั้งตามติด ทั้งช่วยเหลือ ทั้งยังมองนางด้วยสายตาที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนนางเป็นสิ่งสำคัญเพียงหนึ่งเดียวของเขา เดี๋ยวนะ… ในภพชาติเดิมมันไม่ใช่แบบนี้ไม่ใช่หรือ?! น่าขันสิ้นดี ทั้งที่นางยังไม่ได้เริ่มใช้เขาในแผนการเลยด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อโชคชะตาเคยเหยียบนางจนจมดิน ครานี้ นางจะเหยียบมันกลับให้มันจมลึกกว่าเดิม ส่วนเซี่ยอ๋องที่ชอบเข้ามาวุ่นวายในชีวิตนางผู้นั้น หากจะหลงก็หลงไปเถอะ แต่จงจำเอาไว้ให้ดี ว่านางไม่ใช่สตรีที่รอให้ใครเลือกอีกแล้ว เพราครานี้ นางจะเป็นฝ่ายเลือกเอง! เรื่องนี้นางเอกเป็นสายสตรอง แต่ซ่อนความแข็งแกร่งไว้ภายใต้หน้ากากของแม่ดอกบัวขาว ฝากติดตามด้วยนะคะ >
บทที่ 1 การกลับมาของแม่ดอกบัวขาว
เสียงลมพัดผ่านป่าไผ่ดังซู่ซ่าเหมือนคนกำลังกระซิบ เจาอี้หนิงลืมตาขึ้นช้าๆ ก่อนจะพบว่าหน้าตัวเองแนบอยู่กับพื้นดินเย็นๆ กลิ่นดินชื้นเข้าจมูกเต็มๆ
นางนิ่งไปสามลมหายใจ แล้วความคิดแรกในหัวก็คือ…ข้าตายแล้วจริงหรือ? ทำไมยมโลกกลิ่นเหมือนสุสานบ้านตัวเองขนาดนี้
เจาอี้หนิงยกหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ปัดเศษหญ้าออกจากแก้ม มือแตะศีรษะตัวเองอย่างระแวง พบว่ามันไม่ได้เจ็บ ไม่เวียนหัว และไม่มีอาการความจำเลือนราง
“เดี๋ยวนะ…” นางชะงักพร้อมก้มมองมือตัวเองนิ่งๆ นิ้วเรียวยังขาวสะอาด ไม่มีรอยแตกแห้งจากคืนที่ร้องไห้คนเดียว ไม่มีความเหนื่อยล้าของชีวิตแต่งงานอันแสนบัดซบ
หัวใจของเจาอี้หนิงเต้นแรงขึ้นทันที ความทรงจำไหลทะลักเข้ามาเหมือนน้ำป่าหลังฝน
ใบหน้าของเลี่ยวอี้ฉือลอยขึ้นในหัว รอยยิ้มเหลวไหล กลิ่นสุรา และเสียงหัวเราะของนางระบำในโรงน้ำชายามค่ำคืน ภาพตัวนางในภพชาติเดิมที่นั่งเงียบอยู่คนเดียวใต้แสงตะเกียง ทำได้เพียงรอสามีกลับบ้านอย่างไร้ความหมาย
หัวใจของเจาอี้หนิงบีบรัดขึ้นอย่างช้าๆ นางเคยคิดว่าเป็นชะตากรรม คิดว่าเป็นเพราะตนดีไม่พอ คิดว่าหากอดทนอีกนิดทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ผลลัพธ์คือความว่างเปล่า และความตาย
เจาอี้หนิงหลับตาลง ภาพสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจยังชัดเจน ความหนาวที่แทรกซึมเข้ากระดูก ความเดียวดายจนแม้แต่เสียงร้องไห้ยังไม่หลงเหลือ
“ชาติที่แล้ว ข้าโง่เกินไปจริงๆ” เจาอี้หนิงถอนหายใจยาว แต่ความทรงจำยังไม่จบ
หลังความตาย วิญญาณของนางลอยอยู่เหนือทุกอย่าง เห็นเซี่ยอ๋องประกาศตามหาสตรีผู้ช่วยชีวิตเขาเห็นตราประทับที่ควรอยู่กับนาง ถูกอวี๋ซุ่นซินหยิบไปอย่างแนบเนียน เห็นมือของญาติผู้พี่ผลักนางตกจากเนินเขา เห็นฮูหยินผู้เฒ่าหนิวหงวางหมากเปลี่ยนตัวเจ้าสาวอย่างเย็นชา เห็นตระกูลเลี่ยวที่มีเพียงเปลือกภายนอกแต่กลืนทรัพย์สินของตระกูลเจาไปทีละน้อย
‘ก็แค่ความจำเสื่อม เจ้าไม่มีวันรู้หรอกว่าเจ้าควรเป็นใคร’ เสียงหัวเราะเบาๆ ของอวี๋ซุ่นซินยังเหมือนก้องอยู่ข้างหู
เจาอี้หนิงลืมตาขึ้นช้าๆ นางเงยหน้ามองรอบตัวเห็นป่าไผ่ สุสานบรรพชน ทางดินแคบทอดยาว และทันทีที่เห็นภาพนั้น ความทรงจำอีกอย่างก็ผุดขึ้น
วันนี้… คือวันที่มาไหว้บรรพบุรุษ เป็นวันที่อวี๋ซุ่นซินแกล้งทิ้งนางไว้กลางป่า
ภาพหมี่จิ้งดิ้นรนสุดแรงยังติดตา
‘ปล่อยข้า! คุณหนูรองยังอยู่ตรงนั้น!’
แต่รุ่ยหลันกับสาวใช้คนอื่นจับตัวหมี่จิ้งไว้แน่น อวี๋ซุ่นซินยิ้มหวานราวนางฟ้า แล้วพูดเสียงอ่อนโยนจนอยากขว้างก้อนหินใส่
‘น้องสาวคงหาทางกลับได้เอง’
เจาอี้หนิงนั่งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“หาทางกลับเอง ถ้าชาติก่อนข้าหลงทางจริงๆ ก็คงได้กลายเป็นผีเฝ้าป่าไผ่ไปแล้ว” นางลุกขึ้นปัดกระโปรง ฝุ่นปลิวฟุ้งเล็กน้อยแล้วก็หยุดคิด…นี่คือตอนก่อนที่นางจะความจำเสื่อม
นั่นหมายความว่า นางยังไม่ตกเขา ยังไม่แต่งงานกับเลี่ยวอี้ฉือ และยังไม่โง่ซ้ำรอบสอง
ดวงตาของนางเป็นประกายทันที
“ดีมาก ชีวิตให้โอกาสข้าอีกรอบสินะ” นางพยักหน้าอย่างจริงจัง “คราวนี้ข้าจะโง่ให้น้อยลงสักครึ่งก็ยังดี”
นางหันมองทางเดินในป่าไผ่ ในชาติแรกนางเดินไปเรื่อยๆ อย่างกลัวๆ แล้วไปเจอชายบาดเจ็บคนหนึ่งที่มารู้ในภายหลังว่าเขาคือเซี่ยอ๋อง
เจาอี้หนิงยืนนิ่ง ก่อนทำหน้าเหมือนคิดเลขในหัว
“ถ้าข้าจำไม่ผิด ตรงนั้นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตข้าพลิก” นางพึมพำ แล้วนางก็ยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มของคนที่รู้อนาคต
“เอาเถอะ อย่างน้อยคราวนี้ข้ารู้แล้วว่าใครควรช่วย และใครควรถีบตกเขาแทน”
เสียงต้นไผ่ไหวดังซู่ซ่าอีกครั้ง เจาอี้หนิงสูดลมหายใจลึก ก้าวเท้าออกไปตามทางอย่างไม่ลังเล ฝีเท้าเบาสบายกว่าชาติที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้นางไม่ได้เดินอย่างหลงทาง แต่กำลังเดินไปหาชะตาของตัวเอง
ป่าไผ่เงียบกว่าที่เจาอี้หนิงจำได้ เสียงฝีเท้าของนางเหยียบใบไม้แห้งดังกรอบแกรบเบาๆ ขณะเดินอย่างมั่นใจราวกับคนที่อ่านบทล่วงหน้ามาแล้ว
‘ใช่… ตรงนี้แหละ’ นางจำได้ดี ชาติแรกนางเดินหลงเข้ามา แล้วก็พบชายบาดเจ็บนอนอยู่ตรงนี้ จากนั้นชีวิตทั้งชีวิตก็พลิกผัน
เจาอี้หนิงเร่งฝีเท้าเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวังแบบคนรู้อนาคต แต่เมื่อเดินมาถึงจุดเดิม นางกลับหยุดกึกเมื่อเห็นว่าพื้นดินว่างเปล่า ที่ตรงนี้ไม่มีชายบาดเจ็บ ไม่มีรอยเลือด ไม่มีแม้แต่เงาคน
ลมพัดผ่านหน้าอย่างเย็นๆ เจาอี้หนิงยืนกะพริบตาปริบๆ ก่อนชะโงกมองซ้ายที ขวาที แล้วค่อยๆ ยกมือขึ้นเท้าสะเอว
“เอ๊ะ! หรือว่าข้าจะจำผิดไป” นางขมวดคิ้ว พลางหันมองรอบตัวอย่างจริงจัง พึมพำกับตัวเอง
“ไม่น่าใช่นะ ถ้าเดินตรงมาจากสุสานก็ต้องตรงนี้สิ หรือชาติที่แล้วข้าเดินหลงจนยังหลงต่อในความทรงจำอีก” นางถอนหายใจยาวอย่างคนเริ่มหงุดหงิด
‘สวรรค์อย่ามาเล่นตลกกับข้านะ ข้าอุตส่าห์ได้โอกาสมีชีวิตใหม่’
เจาอี้หนิงกำลังจะหมุนตัวเดินไปอีกทาง เผื่อว่าตนจำตำแหน่งคลาดไปเพียงเล็กน้อย แต่ทันใดนั้น มือเย็นเฉียบข้างหนึ่งก็ยื่นมาคว้าข้อเท้านางไว้แน่น
“กรี๊ด!” หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว หัวใจแทบหลุดออกมานอกอก ด้วยสัญชาตญาณล้วนๆ นางหลับตาแล้วเตะสะเปะสะปะทันที
“ปล่อยนะ! จะผีหรือคนก็อย่ามาจับข้า!”
เท้าของนางฟาดไปเต็มแรง เสียง “อั่ก!” ดังขึ้นสั้นๆ แล้วทุกอย่างก็เงียบสนิท เจาอี้หนิงหยุดนิ่งทันทีความเงียบที่ตามมาน่ากลัวอย่างประหลาด นางจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นทีละน้อยแล้วก้มลงมอง แลเห็นบุรุษผู้หนึ่งนอนนิ่งอยู่กับพื้น เสื้อคลุมสีดำเปื้อนเลือด ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระจัดกระจาย ใบหน้าคมคายซีดขาว และที่สำคัญ ตอนนี้เขาหมดสติไปแล้ว
“เซี่ยอ๋อง?” เจาอี้หนิงแข็งค้างไปสามวินาที สายลมพัดผ่านอีกครั้ง เหมือนตั้งใจช่วยย้ำสถานการณ์ให้ชัดเจน นางก้มมองเท้าตัวเอง แล้วมองใบหน้าของเขาอีกที สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นตกใจสุดขีด
“เดี๋ยวนะ! เมื่อกี้ข้าเตะเซี่ยอ๋องจนสลบ!” นางชี้นิ้วใส่ตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ เจาอี้หนิงยืนอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
ชาติแรกนางช่วยชีวิตเขาอย่างสง่างาม แต่ชาตินี้ นางกลับเริ่มต้นด้วยการเตะเขาหมดสติ ร่างบางรีบหมอบลงอย่างรีบเร่ง เอานิ้วจิ้มแก้มเขาเบาๆ
“ท่าน… ยังอยู่หรือไม่”
หากแต่ไม่มีการตอบสนอง เจาอี้หนิงสูดหายใจลึก สีหน้ากลายเป็นคนกำลังจะร้องไห้แต่ก็อยากหัวเราะไปด้วย
“ข้าเพิ่งย้อนกลับมา อย่าเพิ่งให้ข้าโดนประหารเพราะทำร้ายเซี่ยอ๋องตั้งแต่ตอนแรกสิ!” นางมองรอบตัวอย่างลนลาน ก่อนจะถอนหายใจแรง
“เอาเถอะ อย่างไรก็ต้องช่วยเขาอยู่ดี” แต่ขณะพูดนั้น สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นมือใหญ่ของเขายังจับข้อเท้านางไม่ปล่อย แม้เจ้าตัวจะสลบไปแล้วก็ตาม
เจาอี้หนิงชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำเบาๆ ด้วยสีหน้าปนขบขำ
“จับแน่นขนาดนี้ กลัวข้าหนีหรืออย่างไร” นางขยับเข้าไปนั่งข้างเขา ยืนมองชายร่างสูงที่ยังหมดสติอยู่กับพื้นครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาวเหมือนยอมแพ้ต่อโชคชะตา
“ชาติที่แล้วก็ช่วย ชาตินี้ก็ยังต้องช่วยอยู่ดี”
มือเล็กก้มลงจับแขนเซี่ยเฉิง พยายามลากร่างหนักอึ้งไปตามพื้นดิน ฝุ่นปลิวขึ้นเป็นทาง เสียงหอบเบาๆ ดังถี่จนเจ้าตัวเริ่มบ่นกับตัวเอง
“ทำไมท่านถึงหนักขนาดนี้เนี่ย วันๆ เอาแต่ไปฆ่าคนอย่างเดียวไม่ออกกำลังกายหรืออย่างไร”
กว่าจะลากมาถึงโรงไม้เก่าที่ซ่อนตัวอยู่หลังป่าไผ่ เจาอี้หนิงแทบหมดแรง นางผลักประตูไม้ที่ขึ้นสนิมส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดก่อนฝืนพาเขาเข้าไปข้างใน
ภายในมืดสลัว กลิ่นไม้เก่าและฝุ่นผสมกันจนชวนจาม นางวางเขาลงบนกองฟางอย่างแรงแล้วทรุดนั่งหอบ
“ถ้าท่านฟื้นมาแล้วไม่ขอบคุณ ข้าจะเตะท่านอีกรอบจริงๆ” พูดจบ นางก็เริ่มลงมือทำแผลอย่างลนลานเหมือนภาพในอดีตย้อนกลับมา มือฉีกชายเสื้อ ใช้ผ้าพันบาดแผลอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องคิด
เหมือนเดิมจริงๆ…
ชาติแรก นางก็ทำแบบนี้ หัวใจเต้นแรง มือสั่น แต่ก็พยายามช่วยเขาเต็มที่ ต่างกันแค่ว่าครั้งนี้นางรู้อนาคต และรู้ว่าอีกไม่นานเขาจะฟื้นขึ้นมาคว้าตัวนาง แล้วจ้องด้วยสายตาที่เหมือนจะฆ่าคน
เจาอี้หนิงปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก ก่อนขยับมานั่งเท้าคางข้างๆ เขา
“เดี๋ยวก็จะถามใช่ไหมว่า ข้าเป็นใคร เป็นมือสังหารหรือเปล่า” นางพึมพำเบาๆ แล้วหัวเราะในลำคอ
“บทเดิมทั้งนั้นเลย”
สายตาของนางทอดมองใบหน้าคมคายของเขาอย่างพิจารณา
ชาติก่อน เขาฟื้นขึ้นมาในสภาพสะลึมสะลือ มองเห็นนางเพียงเลือนราง จำใบหน้าไม่ได้ และเพราะนางกับอวี๋ซุ่นซินรูปร่างใกล้เคียงกัน พออีกฝ่ายถือตราประทับมาบอกว่าเป็นผู้ช่วยชีวิต เขาจึงเชื่อทันที
“โง่จริงๆ ทั้งข้า ทั้งท่าน” คิดถึงตรงนี้ เจาอี้หนิงก็ยกมือขึ้นเขกหน้าผากตัวเองเบาๆ ทว่านางยังไม่ทันพูดต่อ เสียงลมหายใจของชายตรงหน้าพลันเปลี่ยน
เซี่ยอ๋องก็ขยับเล็กน้อย คิ้วขมวดแน่น ก่อนค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาคมดำมืดราวราตรีกวาดมองรอบตัว แล้วหยุดลงที่นาง
เจาอี้หนิงยิ้มแหยทันที
“เอาล่ะ เริ่มแล้ว”
มือใหญ่ของเขาพุ่งมาคว้าข้อมือนางรวดเร็ว แม้ร่างยังอ่อนแรง แต่แรงบีบกลับแน่นอย่างน่าตกใจ
“เจ้าเป็นใคร” เสียงเขาแหบต่ำ “ผู้ใดส่งเจ้ามา”
เจาอี้หนิงไม่ตกใจแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นางยกนิ้วขึ้นเหมือนกำลังท่องบทเรียน
“หนึ่ง ท่านจะสงสัยว่าข้าเป็นมือสังหาร สอง ท่านจะถามว่าข้าอยากได้อะไร และสาม หากข้าตอบช้า ท่านจะบีบข้อมือข้าแรงขึ้นอีกนิด” นางพูดรวดเดียวจบ พร้อมทำหน้าจริงจัง
เซี่ยอ๋องนิ่งไป มือที่จับนางอยู่ชะงักชั่วครู่ ดวงตาคมหรี่ลงอย่างระแวงยิ่งกว่าเดิม
