บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 นางคือสตรีที่เขาเลือก

ด้านเจาอี้หนิงถูกลากผ่านตรอกแคบ ลมหายใจเริ่มหอบ นางพยายามดึงมือกลับแต่ไม่สำเร็จ

“ท่านอ๋องเพคะ! ช้าหน่อยได้หรือไม่ ข้าจะล้มแล้ว!”

เซี่ยเฉิงไม่ตอบ เพียงมองกลับไปด้านหลังหนึ่งครั้ง ดวงตาของเขาคมเย็น คิดว่าพวกกบฏคงรู้ตัวแล้วเป็นแน่

เสียงฝีเท้าดังไล่ตามมาจากถนนด้านหลังชัดเจนขึ้นทุกที เซี่ยเฉิงไม่หันกลับไปมอง เขายังคว้าข้อมือเจาอี้หนิงไว้แน่น พานางเลี้ยวเข้าตรอกแคบที่คดเคี้ยวราวกับเขาวงกต

“เร็ว!”

“ข้าก็เร็วอยู่แล้วเพคะ แต่ท่านขายาวกว่าข้ามาก!” เจาอี้หนิงตอบด้วยน้ำเสียงที่หอบเหนื่อย

ระหว่างนั้นก็มีเสียงตะโกนดังแว่วมาจากด้านหลังเป็นระยะๆ

“ทางนั้น! พวกมันหนีไปทางนั้น!”

หัวใจเจาอี้หนิงเต้นแรง นางหันไปมองแค่เสี้ยววินาที ก็เห็นชายฉกรรจ์หลายคนฝ่าฝูงชนไล่ตามมา สีหน้าเต็มไปด้วยความอาฆาต

‘โอ้สวรรค์… พวกนั้นคือกบฏจริงๆ!’

เซี่ยเฉิงหยุดกะทันหันตรงมุมกำแพง ดึงนางเข้าหลบหลังเสาไม้เก่า

“เงียบ” เสียงเขาต่ำจนแทบเป็นคำสั่ง

เจาอี้หนิงรีบปิดปากตัวเองทันที ทั้งสองยืนชิดกันจนได้ยินลมหายใจของอีกฝ่าย

ฝีเท้ากลุ่มกบฏวิ่งผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว

เงียบเพียงไม่กี่ถ้วยชา แต่สำหรับนางกลับยาวนานราวชั่วชีวิต พอเสียงเริ่มห่างออก เซี่ยเฉิงจึงขยับ แต่ทันทีที่ก้าวออกมา เสียงตะโกนก็ดังขึ้นอีกด้าน

“ตรงนั้น!” พวกมันบางคนเห็นแล้ว

ครั้งนี้เซี่ยเฉิงไม่เสียเวลา เขาดึงนางวิ่งทันที ถนนแคบเต็มไปด้วยลังไม้และผ้าที่ตากไว้ เจาอี้หนิงแทบสะดุดล้มหลายครั้ง

“ระวัง!” เสียงเขาดังขึ้นพร้อมมืออีกข้างที่ยื่นมาพยุงเอวไว้ชั่วคราว ก่อนปล่อยทันทีแล้วพาวิ่งต่อ

“ท่านอ๋อง!” นางหอบจนพูดแทบไม่เป็นคำ “พวกมันเกลียดท่านมากขนาดนี้เลยหรือ!”

“ข้าเคยสังหารหัวหน้าของพวกมัน” เขาตอบสั้นๆ เหมือนพูดเรื่องอากาศ

เจาอี้หนิงแทบร้องไห้ เขามีปัญหากับพวกมัน แต่นางต้องมาเดือดร้อนไปด้วย ไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ!

ด้านหลัง เสียงดาบกระทบกำแพงดังขึ้น พวกกบฏเริ่มไล่ประชิดเข้ามา เซี่ยเฉิงมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ก่อนดึงนางเลี้ยวเข้าตลาดเล็กที่คนแน่น

“อย่าปล่อยมือข้า”

ผู้คนแตกตื่นเมื่อเห็นชายฉกรรจ์ถือดาบวิ่งไล่เข้ามา เสียงกรีดร้องดังระงม เจาอี้หนิงถูกเบียดจนแทบหลุด แต่เซี่ยเฉิงกลับใช้ร่างบังให้นางโดยไม่รู้ตัว

เขาหยุดหน้าแผงผ้า ขยับมือเร็วราวสายฟ้า คว้าผ้าคลุมผืนหนึ่งมาคลุมไหล่นางทันที

“ก้มหน้าลง”

นางรีบทำตามทันที ทั้งสองฝ่าฝูงชนไปอีกด้านอย่างแนบเนียน พวกกบฏวิ่งผ่านไปโดยไม่สังเกต เมื่อพ้นตลาดมาได้ เจาอี้หนิงถึงได้หอบหนัก หันไปมองเขา

“ท่านอ๋องปลอมตัวเป็นขอทาน แล้วยังหลบหนีเก่งอีก ข้าควรชมหรือกลัวดี”

มุมปากเซี่ยเฉิงขยับเล็กน้อย

“เจ้าควรวิ่งให้เร็วกว่าเดิม”

เจาอี้หนิงทำหน้าอยากเถียง แต่ยังไม่ทันพูด เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง พวกมันยังไม่ยอมเลิก เซี่ยเฉิงมองถนนตรงหน้า ก่อนตัดสินใจทันที

“ปีนขึ้นไป” เขาชี้กำแพงเตี้ยข้างทาง

“อะไรนะ!” เจาอี้หนิงหันไปมองกำแพงด้วยความตกใจ

“เร็วเข้า! หากไม่อยากตาย!”

ไม่ทันให้นางเถียง เขาก็ยกตัวนางขึ้นอย่างง่ายดาย เจาอี้หนิงร้องออกมาเบาๆ แต่ก็รีบปีนขึ้นไปอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว

พอหันกลับมา เซี่ยเฉิงกระโดดตามขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนดึงนางวิ่งต่อบนทางแคบด้านหลังเรือน

ลมหายใจของทั้งสองเริ่มหอบ แต่สายตาของเขายังคงนิ่ง เยือกเย็นเหมือนกำลังคำนวณทุกทางหนี

“ท่านอ๋อง พวกมันไม่เลิกจริงๆ หรือเพคะ!” เจาอี้หนิงกระซิบหอบๆ

เซี่ยเฉิงไม่ตอบในทันที เพราะในจังหวะนั้นเอง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ทำให้ฝีเท้าชะลอลง

บริเวณถนนใหญ่ด้านหน้า ขบวนรถม้าหรูหราเคลื่อนเข้ามาช้าๆ ธงปักลายมังกรทองโบกไหว ทหารองครักษ์เรียงแถวแน่นหนา

ขบวนเสด็จของหวงกุ้ยเฟย พระมารดาของเขาเอง ดวงตาคมวาบขึ้นทันที นางกำลังเสด็จไปยังตำหนักรับรองชานเมืองของเขา นี่คือโอกาสเดียวที่จะพานางหนีจากพวกกบฏได้

“ตามข้ามา” เขาดึงแขนเจาอี้หนิงออกจากตรอกแคบตรงไปยังถนนใหญ่ทันที

“เดี๋ยว! ท่านจะทำอะไรเพคะ”

ยังไม่ทันถามจบ เซี่ยเฉิงก็พานางฝ่าทหารแถวหน้าเข้าไปอย่างไม่ลังเล องครักษ์หลายคนชักดาบขึ้นทาทันที

“หยุด! ผู้ใดกล้าขวางขบวนเสด็จของหวงกุ้ยเฟย!”

แต่พอเห็นใบหน้าเขาชัดๆ ทุกคนก็ชะงักทันที

“เซี่ยอ๋อง!” เสียงตะโกนดังขึ้น ทหารรีบคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว

เซี่ยเฉิงปรายตามองด้านหลัง เห็นเงาพวกกบฏชะงักอยู่ไกลๆ เมื่อเห็นทหารเต็มขบวน พวกมันไม่กล้าขยับเข้าใกล้แม้แต่นิดเดียวตามที่คาดการณ์ไว้

เขาก้าวตรงไปยังรถม้าหลักทันที องครักษ์คนหนึ่งรีบวิ่งไปคุกเข่าหน้ารถ

“กราบทูลหวงกุ้ยเฟย เซี่ยอ๋อง…” แต่ยังไม่ทันรายงานจบ เซี่ยเฉิงก็ผลักเขาออกอย่างไม่ใส่ใจ

“หลบไป”

เจาอี้หนิงเบิกตากว้าง ไม่มีเวลาคิด มือใหญ่ก็ผลักนางขึ้นรถม้าอย่างรวดเร็ว จนนางแทบล้มเข้าไปด้านใน ก่อนที่เซี่ยเฉิงจะก้าวขึ้นตามทันที

ปัง!

ประตูรถม้าถูกปิดลงอย่างเด็ดขาด ตัดเสียงภายนอกในฉับพลัน ความเงียบเข้าปกคลุม เจาอี้หนิงนั่งตัวแข็ง ดวงตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นแรงไม่หยุด เพราะตรงข้ามนาง คือสตรีสูงศักดิ์ในชุดหรูหรา สง่างามจนทั้งภายในห้องรถม้าดูสว่างขึ้นทันตา

หวงกุ้ยเฟย… ผู้เป็นมารดาของเซี่ยอ๋อง!

สายพระเนตรของนางมองโอรส ก่อนเลื่อนมาหยุดที่เจาอี้หนิงช้าๆ ความเงียบกดดันอย่างน่ากลัว ทว่าเซี่ยเฉิงกลับนั่งลงอย่างสงบ ราวกับทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา

‘ข้าเพิ่งวิ่งหนีพวกกบฏ แล้วตอนนี้มานั่งอยู่ในรถม้าของหวงกุ้ยเฟย ชีวิตข้าในวันนี้ช่างพุ่งเร็วเกินไปแล้วจริงๆ’ เจาอี้หนิงได้คิดในใจ

ภายในรถม้าเงียบจนได้ยินเสียงล้อบดกับพื้นถนนชัดเจน

กลิ่นกำยานอ่อนๆ ลอยอยู่ในอากาศ เบาะนั่งปักลายทองสะท้อนแสงแดดที่ลอดผ้าม่านเข้ามา ทุกอย่างหรูหราและเป็นระเบียบจนเจาอี้หนิงนั่งหลังตรงโดยไม่รู้ตัว ราวกับขยับแรงกว่านี้จะเป็นความผิดใหญ่หลวง

หวงกุ้ยเฟยมองนางอย่างพินิจ สายพระเนตรนั้นไม่ได้เย็นชา แต่เต็มไปด้วยการประเมิน

“เด็กคนนี้เป็นใคร” พระสุรเสียงเรียบ แต่กดดันจนเจาอี้หนิงรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นไปอยู่ที่พื้น

“หม่อมฉันชื่อเจาอี้หนิงเพคะ” เอ่ยได้เพียงเท่านี้นางก็หยุดลง ฝืนยิ้มเล็กน้อย คิดคำอธิบายในหัวหมื่นแบบ

‘จะพูดอย่างไรดีล่ะ หากบอกว่าเป็นสตรีที่เคยช่วยชีวิตเซี่ยอ๋อง เรื่องที่นางขโมยตราประทับต้องหลุดแน่นอน แต่ถ้าบอกว่าแค่บังเอิญเจอกัน ก็ยิ่งฟังไม่น่าเชื่อกว่าเดิม’

ขณะที่สมองนางทำงานอย่างบ้าคลั่ง เสียงทุ้มเย็นของเซี่ยเฉิงก็ดังขึ้นเรียบๆ

“เสด็จแม่เคยถามลูกเรื่องอภิเษก” เขาพูดช้า ๆ ราวกับกำลังรายงานเรื่องทั่วๆ ไป “ลูกจะอภิเษกกับนางพ่ะย่ะค่ะ”

ความเงียบ… นิ่งสนิท แม้แต่ล้อรถม้ายังเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ เจาอี้หนิงหันขวับไปมองเขาทันที

‘หา!?’

หวงกุ้ยเฟยชะงักเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างเพียงเสี้ยววินาที ก่อนกลับมาสงบอีกครั้ง แต่ประกายสนใจในแววพระเนตรชัดเจนขึ้นทันที

“เฉิงเอ๋อร์ เจ้าพูดว่าอะไรนะ”

เจาอี้หนิงอยากกรีดร้อง นางไม่ได้ยินผิดใช่หรือไม่!

“นางเป็นสตรีที่ลูกเลือกและอยากอภิเษกด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยเฉิงกลับนั่งนิ่งอย่างกับเพิ่งพูดเรื่องสภาพอากาศวันนี้ เสียงหนักแน่น ไม่มีลังเล

หากแต่เจาอี้หนิงแทบสำลักอากาศ

“เดี๋ยวก่อนเพคะ! คือเรื่องนี้มัน… ” นางรีบพูดขึ้นทันที แต่เซี่ยเฉิงเหลือบตามามองเพียงเล็กน้อย สายตานั้นเหมือนพูดว่า หุบปากก่อน

เจาอี้หนิงแทบอยากเตะเขาอีกรอบ ขณะที่หวงกุ้ยเฟยยิ้มบางๆ อย่างคนเริ่มสนุก

“โอรสของข้าที่ไม่เคยสนใจสตรีผู้ใด ทว่าอยู่ๆ ก็พาหญิงสาวขึ้นรถม้าของข้าแล้วประกาศจะแต่งงาน”

พระนางทอดพระเนตรมองเจาอี้หนิงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“ดูเหมือนแม่ต้องฟังเรื่องนี้ให้ละเอียดเสียแล้ว”

เจาอี้หนิงได้แต่ยิ้มแห้งๆ ในหัวตอนนี้มีเพียงประโยคเดียว

‘ข้าหนีจากพวกกบฏ… แล้วมาโดนขอแต่งงานในรถม้ากุ้ยเฟย!’ ชีวิตนางกำลังวิ่งเร็วกว่าชาติก่อนมากเกินไปแล้ว!

เซี่ยเฉิงเอนหลังเล็กน้อย สีหน้ายังคงสงบ แต่แววตาเหมือนกำลังวางแผนอะไรบางอย่างที่มีแต่นางเท่านั้นที่รู้ว่ามันช่างอันตรายเป็นอย่างมาก

ยามนี้ขบวนเสด็จของหวงกุ้ยเฟยได้เดินทางมาถึงตำหนักรับรองของเซี่ยอ๋องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เจาอี้หนิงได้มาเยือนตำหนักรับรองของเขา แม้ตำหนักรับรองแห่งนี้จะอยู่ห่างออกมาจากเมืองหลวง ทว่ากลับยิ่งใหญ่ไม่แพ้ตำหนักในวังหลวง อีกทั้งยังโอ่โถง สายลมพัดผ่านเย็นสบาย แต่บรรยากาศภายในตำหนักในความรู้สึกของเจาอี้หนิงกลับตึงจนแทบหายใจไม่ออก

หวงกุ้ยเฟยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ ดวงตายังจับจ้องเจาอี้หนิงด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนกำลังถูกอ่านทะลุไปถึงความคิด

ส่วนต้นเหตุของทุกอย่าง เซี่ยเฉิงกลับนั่งนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เจาอี้หนิงกัดฟันแน่น แอบหันไปมองเขาอย่างโกรธๆ ทันใดนั้นชายหนุ่มเอนตัวมาใกล้ เสียงต่ำมากกระซิบอยู่ข้างหูนางเท่านั้นที่ได้ยิน

“ถ้าไม่อยากโดนข้อหาขโมยของเชื้อพระวงศ์ ก็อย่าปฏิเสธเรื่องอภิเษก”

ลมหายใจของนางสะดุด เจาอี้หนิงแทบสำลัก นางรู้ว่าเขากำลังหมายถึงตราประทับ

‘คนผู้นี้! กำลังขู่ข้าอยู่จริงๆ!’ นางเหลือบตามองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา แต่เซี่ยเฉิงกลับถอนตัวไปนั่งตรงเหมือนไม่เคยพูดอะไรเมื่อครู่

ร้ายกาจเกินไปแล้ว!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel