บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 ขอทานเสียสติ

หมี่จิ้งแทบสำลักลม แต่ยังพยายามทำหน้านิ่งตาม แม้จะรู้สึกตกใจไม่น้อยที่เห็นว่าเจ้านายของตนมีตราประทับของเซี่ยอ๋อง

“สตรีเมื่อครู่นี้เป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับพวกกบฏ” เจาอี้หนิงก้าวเข้าไปอีกก้าว แสร้งทำเป็นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งดังเดิม

เถ้าแก่หน้าซีดลงทันที

“ถ้าหากเจ้าปิดบังข้อมูล ก็เข้าข่ายสมคบคิดกับกบฏ” นางลดเสียงช้าๆ

คำว่า ‘กบฏ’ เหมือนค้อนทุบลงตรงกลางร้านเถ้าแก่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เหงื่อเริ่มซึมตรงขมับ

เจาอี้หนิงยืนนิ่ง พยายามทำหน้าขรึมสุดชีวิต แม้ในใจจะคิดว่า ‘โอ๊ย… อย่าหลุดขำ อย่าหลุดขำเด็ดขาด’

เถ้าแก่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบโค้งตัวเล็กน้อย

“ขะ… ข้าไม่รู้ว่าสองท่านเป็นคนของเซี่ยอ๋องขอรับ” เขารีบลดเสียงลงทันที “เมื่อครู่ สตรีสองคนนั้นซื้อยาจริงขอรับ แต่ไม่ใช่ยารักษาโรคทั่วไป”

“ยาอะไร” เจาอี้หนิงหรี่ตาแสร้งทำเป็นถามเสียงเข้ม

“เป็นยาที่ทำให้คนมีอาการเหมือนล้มป่วยเฉียบพลันขอรับ” เถ้าแก่กระซิบเบาๆ ราวกลัวคนได้ยิน

บรรยากาศเงียบลงทันที แม้แต่หมี่จิ้งยังอ้าปากค้าง เจาอี้หนิงนิ่งไปหนึ่งจังหวะ ก่อนค่อยๆ เก็บตราประทับกลับเข้าที่

เถ้าแก่ร้านขายยากลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง มือไม้เริ่มลนลานอย่างเห็นได้ชัด

“ขะ… ข้าขอสารภาพตรงๆ นะขอรับ” เขารีบพูดเสียงสั่น “ตอนแรกข้าตั้งใจจะไม่ขายยาให้สตรีผู้นั้นจริงๆ”

เจาอี้หนิงหรี่ตาเล็กน้อย เถ้าแก่รีบพูดต่อเหมือนกลัวว่าตนจะถูกลากเข้าคุกในทันที

“แต่นางเสนอเงินให้ก้อนใหญ่ ข้าก็เลย… ก็เลย…” เขาหัวเราะแห้งๆ อย่างคนใกล้ร้องไห้ จากนั้นรีบล้วงของบางอย่างออกมาจากใต้โต๊ะ ถุงเงินปักลายอย่างดีถูกยื่นมาอย่างรวดเร็ว

“นี่! เงินที่นางให้ข้า! ข้าคืนให้เลยนะขอรับ!” เถ้าแก่รีบพูด “ข้าไม่รู้ว่านางเป็นคนของกบฏ! ข้าไม่อยากมีความผิด!”

เจาอี้หนิงรับถุงเงินมาอย่างเงียบๆ น้ำหนักในมือหนักพอสมควร นางไม่ได้สนใจเงินเท่าไร แต่สนใจคนที่ยอมจ่ายเงินมากขนาดนี้ต่างหาก

“คุณหนู…” หมี่จิ้งขยับเข้ามาใกล้ กระซิบเบาๆเหมือนจะอยากพูดบางอย่าง

เจาอี้หนิงไม่ได้ตอบทันที ดวงตาของนางมองถุงเงินนิ่งๆ แล้วความคิดบางอย่างก็แล่นวาบขึ้นมา ภาพหนึ่งผุดขึ้นในหัวอย่างชัดเจน งานเลี้ยงวันเกิดเลี่ยวฮูหยิน ร่างของนางที่ถูกผลักจนกลิ้งตกเนิน

ใช่! ในตอนนั้นก่อนถูกผลัก นางจำได้ว่าร่างกายรู้สึกแปลกๆ แขนขาอ่อนแรงผิดปกติ เหมือนเรี่ยวแรงทั้งตัวค่อยๆ หายไป ทว่าตอนนั้นนางคิดว่าเพราะเหนื่อยจากการเดินทาง เจาอี้หนิงค่อยๆ กำถุงเงินแน่นขึ้น หัวใจเต้นช้าลงอย่างเย็นเฉียบ หรือว่าข้าถูกวางยา

ภาพอวี๋ซุ่นซินในวันนั้นผุดขึ้น รอยยิ้มอ่อนโยนน้ำเสียงห่วงใย ก่อนมือคู่นั้นจะผลักนางลงไป

“คุณหนู เป็นอะไรหรือเจ้าคะ” หมี่จิ้งเห็นเจ้านายเงียบผิดปกติจึงรีบถาม

เสียงของสาวใช้คนสนิททำให้เจาอี้หนิงกะพริบตา กลับมาสู่ปัจจุบัน นางสูดลมหายใจลึก บังคับให้สีหน้ากลับมาปกติ แต่แววตากลับเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

“ไม่มีอะไร” นางตอบหมี่จิ้ง

“ข้าไม่เกี่ยวข้องอะไรจริงๆ นะขอรับ” เถ้าแก่ยังคงก้มตัวต่ำแทบติดพื้น

“พอแล้ว ข้าได้สิ่งที่ต้องการแล้ว” นางหันหลังเดินออกจากร้านทันที หมี่จิ้งรีบตามออกไป

เมื่อพ้นประตูร้าน กลิ่นลมยามเช้าปะทะหน้า เจาอี้หนิงหยุดยืนชั่วครู่ มองถุงเงินในมือ ถ้าสิ่งที่นางคิดเป็นจริง ชาติก่อนนางอาจไม่ได้แพ้เพราะอ่อนแอ แต่เพราะถูกวางหมากไว้ล่วงหน้าแล้ว

“พี่สาว ชาตินี้ ข้าจะไม่ยอมดื่มยาของท่านอีกแล้ว” นางพึมพำเบาๆ มุมปากของนางค่อยๆ ยกขึ้นอย่างเย็นๆ

หมี่จิ้งขนลุกซู่ขึ้นทันที แม้คุณหนูจะยิ้มอยู่ แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเย็นวาบอย่างประหลาด

ถนนยามสายเริ่มคึกคักขึ้น ผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ เสียงพ่อค้าเรียกลูกค้าผสมกับเสียงหัวเราะของเด็กๆ ทำให้บรรยากาศดูธรรมดาเสียจนไม่มีใครสังเกตเห็นคนสองคนที่เดินออกมาจากร้านยาอย่างรีบร้อน

เจาอี้หนิงก้าวเร็ว มือยังจับถุงเงินแน่น ใบหน้าครุ่นคิดไม่หยุด

หมี่จิ้งเดินตามหลังก็เอ่ยถามขึ้น

“คุณหนูรอง เราควรรีบกลับจวนดีหรือไม่เจ้าคะ”

“อืม กลับก่อน” เจาอี้หนิงตอบ พลางถอนหายใจ “ถือเงินคนอื่นเดินแบบนี้รู้สึกเหมือนกำลังทำผิดจริงๆ”

นางก้มมองถุงเงินในมืออย่างขัดใจ เงินก้อนนี้คือแผนของอวี๋ซุ่นซิน ยิ่งถือไว้นาน ยิ่งรู้สึกเหมือนจับงูพิษ แต่ระหว่างที่กำลังเดินผ่านตรอกแคบสายหนึ่ง สายตาของนางสะดุดเข้ากับคนผู้หนึ่ง

ขอทานนั่งพิงกำแพง เสื้อผ้าขาดเก่า ผมเผ้ารุงรัง ใบหน้าก้มต่ำจนมองไม่ชัด เขานั่งนิ่ง ไม่เอ่ยขออาหารหรือเงินเหมือนขอทานทั่วไป

เจาอี้หนิงหยุดชะงักไปทันที

“หมี่จิ้ง เจ้ารอก่อน”

นางเดินตรงไปหาอย่างรวดเร็ว ก่อนย่อตัวลงเล็กน้อย แล้วยื่นถุงเงินออกไป

“เอาไปซื้อข้าวกินนะ”

“คุณหนู! นั่นเงิน…” หมี่จิ้งเบิกตากว้าง หากแต่ยังไม่ทันได้พูดจบ ผู้เป็นนายก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ไม่ใช่ของข้าอยู่แล้ว ให้คนที่ต้องใช้มันจริงๆดีกว่า” เจาอี้หนิงตอบอย่างใจดี

หลังจากที่นางพูดจบ ขอทานคนนั้นเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาคมลึกโผล่พ้นเงาผมยุ่งๆ เพียงเสี้ยววินาทีก็ทำให้อากาศรอบตัวเหมือนหยุดนิ่ง

เขาไม่ได้รับถุงเงินแต่กลับยื่นมันคืนมาให้หญิงสาว

“ข้าไม่ได้ต้องการเงิน” เสียงทุ้มต่ำเรียบเฉย แต่แฝงแรงกดดันบางอย่างที่ไม่เข้ากับรูปลักษณ์ขอทานเลยแม้แต่น้อย

เจาอี้หนิงชะงัก จากนั้นนางก็เปล่งเสียงหัวเราะแห้งๆ “หรือท่านจะต้องการอาหาร”

“ข้าต้องการของที่เจ้าขโมยไป”

คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มของนางแข็งค้าง หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที ขอทานคนนั้นยกสายตามองตรงมา สายตาของเขาทำให้ร่างบางถึงกับผงะถอยหลังไปทันใด

“ตราประทับของข้า” เสียงดังของเขาไม่มาก แต่ชัดเจนจนเหมือนมีเพียงสองคนที่ได้ยิน

โลกทั้งใบเงียบลงในฉับพลัน เจาอี้หนิงเบิกตากว้าง ความทรงจำผุดขึ้นทันที ร่างสูงที่บาดเจ็บในโรงไม้ สายตาเย็นเฉียบ… เซี่ยอ๋อง!

‘เป็นไปได้อย่างไร!? เขาปลอมตัวเป็นขอทาน?!’

หมี่จิ้งที่อยู่ด้านหลังยังไม่เข้าใจสถานการณ์ แต่เริ่มหน้าซีดเมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศประหลาด

เซี่ยเฉิงขยับตัวเล็กน้อย แม้ท่าทางยังดูสบายๆ แต่สายตากลับจับจ้องนางไม่วาง

“เจ้าหนีเก่งกว่าที่คิด” เขาพูดเสียงเรียบ “คราวนี้จะหนีอีกหรือไม่”

เจาอี้หนิงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สมองทำงานเร็วอย่างบ้าคลั่ง

‘ทำไงดี… ทำไงดี’ นางไม่ได้กลัวเขาจะฆ่า แต่นางกลัวว่า ถ้าเขาเห็นหน้าชัดๆ ทุกอย่างจะพังหมด ในเมื่อเขายังไม่เชื่อว่านางคือผู้ช่วยชีวิต หาใช่ศัตรู!

มือบางค่อยๆ ขยับไปแตะชายแขนเสื้อโดยไม่รู้ตัว ตราประทับยังอยู่ตรงนั้น ดวงตาของเซี่ยเฉิงเหลือบลงไปเพียงเสี้ยววินาที ราวกับมองทะลุทุกอย่าง และนั่นทำให้เจาอี้หนิงยิ่งตกใจหนักกว่าเดิม

แต่หมี่จิ้งที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับเข้าใจไปอีกแบบนางก้าวพรวดเข้ามาขวางทันที สีหน้าโมโห

“เจ้าขอทานเสียสติ! กล้าพูดจาแบบนี้กับคุณ… เอ๊ะ กับพวกข้าได้อย่างไร!”

‘ตายแล้ว!’ เจาอี้หนิงแทบสะดุ้ง

เซี่ยเฉิงยังคงนั่งนิ่ง สายตาเย็นเฉียบเหมือนดูเรื่องน่าขบขันเล็กๆ เท่านั้น แต่เจาอี้หนิงรู้ดีว่าคนผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะล้อเล่นด้วยได้

“ยังจะบอกว่าของของเจ้าอีก! ถุงเงินก็ไม่เอา! ข้าคิดว่าเจ้าคง…” หมี่จิ้งยังไม่หยุด นางยกมือขึ้นเท้าสะเอวด้วยความโมโหที่เห็นขอทานไร้เกียรติกล้าพูดจาข่มขู่เจ้านายของตน

“หมี่จิ้ง หยุดเดี๋ยวนี้!” เจาอี้หนิงรีบคว้าแขนนาง ดึงเข้ามาใกล้ กัดฟันกระซิบเสียงต่ำ

“ถ้าหากเจ้ายังพูดไม่หยุดอีก ข้าเกรงว่าอีกเดี๋ยวหัวเจ้าจะหลุดจากบ่าโดยไม่รู้ตัว!”

หมี่จิ้งอ้าปากค้างทันที ขณะเดียวกัน ผู้คนรอบข้างเริ่มชะลอฝีเท้า หันมามองด้วยความสนใจ เสียงซุบซิบดังขึ้นเบาๆ บรรยากาศเริ่มวุ่นวาย และในจังหวะนั้นเอง ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างเซี่ยเฉิงอย่างเงียบเชียบ รวดเร็วราวกับเงา

หลุนหมิงมองหมี่จิ้งด้วยสายตานิ่งเย็น แล้วกล่าวเสียงต่ำ

“เงียบเสีย เจ้าไม่รู้หรือว่ากำลังพูดกับผู้ใด”

หมี่จิ้งหน้าซีดทันที เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล นางอาจเผลอไปแตะผู้มีอำนาจบางคนเข้า เจาอี้หนิงรู้ว่าปิดไม่อยู่แล้ว นางสูดหายใจลึก ก่อนพูดออกมา

“หมี่จิ้ง นี่คือเซี่ยอ๋อง” เสียงของนางไม่ได้ดังมากแต่ก็ไม่ได้เบาพอจะปิดบัง ผลลัพธ์คือผู้คนรอบข้างหยุดเดินแทบจะพร้อมกัน

“เซี่ยอ๋อง?” เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้น หลายคนหันมองด้วยความตกใจ บางคนถึงกับถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

เซี่ยเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ชอบความสนใจแต่ในขณะนั้นเอง ชายกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินผ่านถนนอีกด้านก็ชะงัก สายตาของพวกมันหันมาทางนี้อย่างพร้อมเพรียง แววตาแฝงความแปลกใจ และความสงสัย

เซี่ยเฉิงเพียงเหลือบมองครั้งเดียวก็รู้ทันที ดวงตาคมเย็นลงวาบ

“หลุนหมิง… พวกกบฏ” เสียงเขาต่ำลง

คำสั้นๆ แต่ทำให้บรรยากาศพลันเปลี่ยน ก่อนใครจะทันตั้งตัว เซี่ยเฉิงลุกขึ้นรวดเร็ว ร่างขยับเข้ามาประชิด มือใหญ่คว้าข้อมือเจาอี้หนิงทันที

“ไป” เขาพูดสั้นๆ แล้วดึงนางออกจากฝูงชนไปทันใด

“เอ๊ะ! เดี๋ยวก่อน” เจาอี้หนิงแทบวิ่งตามไม่ทัน

หมี่จิ้งทำท่าจะวิ่งตาม แต่ร่างของหลุนหมิงก็ก้าวมาขวางอย่างแม่นยำ

“เจ้าตามข้ามาทางนี้” เสียงนั้นเด็ดขาด

หมี่จิ้งลังเล มองตามเจาอี้หนิงที่ถูกพาไป ใบหน้าซีดเผือด

“แต่คุณหนูของข้า…”

หลุนหมิงก้มลงเล็กน้อย สายตาคมจนทำให้นางตัวแข็ง

“ถ้าเจ้าอยากให้นางปลอดภัยก็อย่าดื้อ” น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่ทำให้หมี่จิ้งขนลุกไปทั้งตัว สุดท้ายนางจึงพยักหน้าช้าๆ ก่อนยอมเดินตามเขาไปอีกทาง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel