บทที่ 5 แผนเลี่ยงงานแต่ง
หลุนหมิงนิ่งไปชั่วอึดใจเดียว ก่อนจะพูดต่อ
“ยังมีอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะ ได้ข่าวว่าทางสกุลเลี่ยวเพิ่งส่งจดหมายทวงคำมั่นแต่งงานมายังจวนสกุลเจา และเร็วๆ นี้คนในจวนจะเดินทางไปเมืองเชียนไป่”
เซี่ยเฉิงหรี่ตา เรื่องบังเอิญเริ่มมากเกินไปแล้วเขาเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างช้าๆ ความคิดเชื่อมโยงเป็นเส้นบางๆ
สตรีที่ช่วยเขา คุณหนูรองแห่งจวนสกุลเจา และกำลังจะออกเดินทางออกจากเมืองหลวง
“ท่านอ๋อง จะให้คนของเราเฝ้าจับตาทางจวนสกุลเจาหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยเฉิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่ต้อง ข้าจะดูนางเอง ข้าอยากรู้ว่า สตรีที่กล้าขโมยของจากข้า และยังกล้าหนีต่อหน้าต่อตาจะเป็นคนแบบไหนกันแน่” เสียงนั้นนิ่ง แต่แฝงไปด้วยเด็ดขาด
หลุนหมิงเงยหน้าขึ้นทันที ขณะที่เซี่ยเฉิงลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปมองนอกหน้าต่าง แลเห็นแต่เพียงความเงียบสงบในยามค่ำคืน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขาถึงได้เอาแต่คิดถึงสตรีที่นั่งเท้าคางมองเขาอย่างไม่กลัวในวันนั้น ภาพแววตาสดใสที่ดูทั้งกล้าและวุ่นวายในเวลาเดียวกันผุดขึ้นในหัวอย่างไม่ตั้งใจ
ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลก เขาควรโกรธนาง แต่กลับอยากเจออีกครั้งมากกว่า อีกทั้งยังรู้สึกว่าการสืบครั้งนี้ ไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง” หลุนหมิงก้มศีรษะรับคำ แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกว่าการสืบครั้งนี้ชักไม่เหมือนภารกิจธรรมดาแล้ว
เมื่อประตูปิดลง เซี่ยเฉิงยังคงยืนอยู่ตรงเดิมสายลมพัดชายเสื้อเบาๆ เส้นทางของเขาและนางกำลังใกล้เข้ามา และอีกไม่นานเขามั่นใจว่า เขาและเจาอี้หนิงจะต้องได้พบกันอีกครั้งอย่างแน่นอน
ยามรุ่งสางก่อนวันออกเดินทางไปยังเมืองเชียนไป่เพียงหนึ่งวัน
ในวันนี้หมอกบางยังลอยคลุมหลังคาจวนสกุลเจา เสียงนกเพิ่งเริ่มร้องรับแสงเช้า ทั้งจวนยังคงเงียบสงัดเหมือนทุกคนยังไม่ตื่น แต่ที่ประตูท้ายจวน กลับมีเงาสองเงาเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง
อวี๋ซุ่นซินสวมเสื้อคลุมเรียบง่าย ไม่ใช่อาภรณ์หรูหราจากผ้าไหมเนื้อดีเฉกเช่นยามปกติ ข้างกายนางมีรุ่ยหลันถือห่อสัมภาระเล็กๆ ทั้งสองเดินเร็วราวกับไม่ต้องการให้ใครเห็น
รถม้ารับจ้างคันหนึ่งจอดรออยู่เงียบๆ คนบังคับม้ากดหมวกต่ำปิดบังใบหน้า อวี๋ซุ่นซินก้าวขึ้นรถทันทีโดยไม่หันมองกลับ แต่นางไม่รู้เลยว่า ห่างออกไปไม่ไกล ภายใต้เงาไม้ มีชายหนุ่มชาวบ้านสองคนกำลังยืนมองอยู่
หนึ่งในนั้นยกมือกดหมวกฟางลงต่ำ ก่อนพึมพำเบาๆ
“โอ้โห! วันนี้พี่สาวข้าตื่นแต่เช้ากว่าที่คิดอีกนะ”
“คุณหนู… เอ่อ… ท่านอย่าพูดเสียงสูงเจ้าค่ะ เดี๋ยวถูกจับได้” หมี่จิ้งที่ยืนข้างๆ รีบกระซิบเสียงเบา
เจาอี้หนิงกลอกตานิดๆ ตอนนี้นางสวมเสื้อผ้าผู้ชายชาวบ้านธรรมดา เกล้าผมขึ้นซ่อนใต้หมวก สีหน้าถูกแต้มฝุ่นเล็กน้อยให้ดูหยาบกร้าน พูดตามตรง นางรู้สึกว่าตัวเองเหมือนนักแสดงงิ้วในโรงงิ้วเสียมากกว่า
ส่วนหมี่จิ้งก็แต่งตัวคล้ายกัน แต่ยังดูเกร็งจนเดินเหมือนกำลังฝึกวิชาใหม่
เจาอี้หนิงหัวเราะในใจ เพราะชาติก่อนนางไม่รู้เลยว่าญาติผู้พี่จะแอบออกจากจวนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างถ้าไม่ใช่เพราะชาตินี้ นางระแวงทุกอย่างมากขึ้น และสั่งให้หมี่จิ้งแอบจับตาดูอวี๋ซุ่นซิน
ภาพเหตุการณ์เมื่อวานยังชัดเจน หมี่จิ้งวิ่งหน้าตาตื่นมารายงาน
‘คุณหนู! รุ่ยหลันแอบไปว่าจ้างรถม้ารับจ้างเจ้าค่ะ! ให้มารอที่ประตูท้ายจวนพรุ่งนี้ตอนฟ้ายังไม่สว่าง!’
ตอนนั้นเจาอี้หนิงยิ้มทันที ดูเหมือนมีเรื่องสนุกแล้ว
แม้จะไม่รู้ว่าอวี๋ซุ่นซินวางแผนอะไร เพราะในชาติแรก นางไม่เคยรู้เรื่องนี้แม้แต่น้อย แต่สัญชาตญาณบอกนางว่า มันต้องเกี่ยวกับการแต่งงานแน่นอน
“คุณหนูรองเจ้าคะ ถ้าหากคุณหนูใหญ่เห็นเราเข้า เราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ” หมี่จิ้งกระซิบถามอย่างกังวล
“ก็ทำเป็นชาวบ้านหลงทางไง ข้าซ้อมท่าทางไว้แล้ว” เจาอี้หนิงกระตุกยิ้ม พอพูดจบ นางทำหน้ามึนๆ เดินขาเป๋เล็กน้อยให้ดูบ้านๆ จนหมี่จิ้งเกือบหลุดหัวเราะ
และเมื่อเสียงล้อรถม้าเริ่มหมุน เจาอี้หนิงขยับตัวทันที
“ไป เรารีบตามไปกันเถอะ”
“เจ้าค่ะ!”
ทั้งสองรีบเดินขึ้นรถม้ารับจ้างอีกคันที่จอดหลบอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่อย่างแนบเนียน ระยะห่างพอให้ไม่ถูกสังเกต
รถม้าของคนทั้งคู่ค่อยๆ เคลื่อนออกจากเขตจวน มุ่งหน้าไปยังถนนเล็กด้านนอกเมือง
แสงเช้าค่อยๆ สว่างขึ้น เจาอี้หนิงหรี่ตา มองตามรถม้าไป ในใจทั้งตื่นเต้นและสงสัย อวี๋ซุ่นซินจะไปไหนกันแน่ และที่สำคัญ นี่คือเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในความทรงจำชาติก่อน
นั่นหมายความว่าชาตินี้เริ่มแตกต่างออกไปแล้วจริงๆ แต่เจาอี้หนิงหารู้ไม่ว่าในขณะที่นางกับหมี่จิ้งกำลังแอบสะกดรอยตามอวี๋ซุ่นซินอยู่นั้น ก็มีใครบางคนกำลังแอบติดตามพวกนางอยู่เช่นกัน!
ถนนยามเช้าเริ่มมีผู้คนมากขึ้น เสียงพ่อค้าเรียกลูกค้าดังสลับกับเสียงล้อรถม้า กลิ่นอาหารร้อนลอยแตะจมูกไปทั่ว
เจาอี้หนิงกับหมี่จิ้งยังคงแอบตามรถม้าอย่างระมัดระวัง ทั้งคู่ในชุดบุรุษชาวบ้านธรรมดา หมวกฟางกดต่ำจนแทบเห็นเพียงปลายคาง
รถม้าของอวี๋ซุ่นซินชะลอลงหน้าแถบร้านค้าเก่า ก่อนหยุดสนิท รถม้าของเจาอี้หนิงและหมี่จิ้งก็หยุดลงเช่นกัน พวกนางก้าวลงจากรถม้า จากนั้นเจาอี้หนิงจึงรีบกระตุกแขนหมี่จิ้งให้หลบหลังแผงผลไม้ทันที
“อย่ามองตรงๆ เดี๋ยวโดนจับได้” นางกระซิบ
หมี่จิ้งพยักหน้ารัวๆ แต่สายตากลับตื่นเต้นจนเกือบลืมกะพริบตา
อวี๋ซุ่นซินก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง รุ่ยหลันเดินตามติด ทั้งสองมองซ้ายขวาเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปในร้านขายยาสมุนไพรเก่าแก่ที่อยู่มุมถนนป้ายไม้สลักอักษรเรียบๆ แกว่งไหวตามลม
“ร้านขายยาอย่างนั้นหรือ” เจาอี้หนิงหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด
หมี่จิ้งกระซิบ “คุณหนูใหญ่มาซื้อยาเหตุใดหรือเจ้าคะ หากมาซื้อยาธรรมดาๆ เหตุใดต้องลักลอบออกมาจากจวนตั้งแต่เช้าตรู่ด้วย”
“ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน” เจาอี้หนิงยักไหล่เบาๆ
ทั้งสองจึงเลือกนั่งรอเงียบๆ ที่แผงน้ำชาใกล้ๆ เจาอี้หนิงหยิบถ้วยชาขึ้นทำทีเป็นจิบ แต่สายตายังคงจับจ้องประตูร้านไม่วาง
เวลาผ่านไปพักหนึ่ง ในที่สุดอวี๋ซุ่นซินก็เดินออกมา ใบหน้ายังคงสงบนิ่งตามแบบคุณหนูผู้เรียบร้อย แต่รุ่ยหลันที่เดินตามหลังกลับถือห่อยากระดาษสีน้ำตาลแน่นอยู่ในมือ
เจาอี้หนิงมองเห็นชัดจนคิ้วกระตุก ‘ซื้อยาจริงๆ ด้วย แต่เหตุใดต้องแอบออกมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง’
อวี๋ซุ่นซินไม่หยุดมองรอบตัวเลยแม้แต่น้อย รีบเดินขึ้นรถม้าทันที รุ่ยหลันขึ้นตามไป ก่อนม่านรถจะถูกปิดลง
เสียงล้อหมุนดังอีกครั้ง รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนกลับทิศทางเดิม มุ่งหน้าสู่จวนสกุลเจา
เมื่อนั้นเจาอี้หนิงจึงวางถ้วยชาลงช้าๆ แววตาเริ่มครุ่นคิดจริงจัง นางเหลือบมองร้านขายยาอีกครั้ง บางอย่างในใจเริ่มเตือนว่านี่อาจไม่ใช่การซื้อยาธรรมดาและไม่ว่าจะเป็นยาอะไร มันต้องเกี่ยวกับแผนของอวี๋ซุ่นซินแน่นอน
หมี่จิ้งถามเบาๆ “คุณหนู เราจะตามต่อหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ต้องตามนาง แต่เราจะเข้าไปหาความจริงในร้านแทน” นางพูดสั้นๆ รู้ว่าตอนนี้อวี๋ซุ่นซินกลับไปที่จวนสกุลเจาแล้ว ตามต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร
หมี่จิ้งพยักหน้า ทั้งสองรีบเดินเข้าไปด้านใน ร้านมีกลิ่นสมุนไพรเข้มข้น กลิ่นแห้งๆ ของโสมกับโกฐผสมกันจนรู้สึกขมคอเล็กน้อย
เถ้าแก่ร้านยาชายวัยกลางคนเงยหน้ามองทันที สายตาไล่มองตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมิน
“จะซื้อยาอะไร” เขาถามเสียงห้วน หน้าตาดูไม่รับแขกเท่าใดนัก
เจาอี้หนิงยิ้มแบบชาวบ้านธรรมดา
“เมื่อครู่มีสตรีสองคนมาซื้อยาใช่หรือไม่ ข้าอยากถามว่า…”
ยังไม่ทันพูดจบ เถ้าแก่ก็โบกมือไล่ทันที
“ร้านข้าไม่เปิดเผยข้อมูลลูกค้า ออกไปเถอะ”
‘โอ้โห เถ้าแก่เจ้าของร้านนี้ช่างรักษาจรรยาบรรณสุดๆ’ เจาอี้หนิงกะพริบตาปริบๆ
“ถ้าข้าเสนอเงินให้ล่ะ” นางจึงลองเปลี่ยนน้ำเสียงนุ่มขึ้นอีกนิด
เถ้าแก่หัวเราะในลำคอ สายตาดูแคลนเต็มที่
“เงิน?” เขามองชุดของนางแล้วแค่นเสียง “เจ้าดูเหมือนชาวบ้านจนๆ จะมีเงินได้อย่างไร”
หมี่จิ้งเบิกตากว้างทันทีทำท่าจะเถียงแทนเจ้านายสาว แต่เจาอี้หนิงยังยิ้ม
“หมี่จิ้ง เอาเงินออกมา”
หมี่จิ้งชะงัก ก่อนรีบควักถุงเงินที่ซ่อนไว้ออกมาเสียงเหรียญกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง เถ้าแก่ชะงักไปหนึ่งลมหายใจ แต่สีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นระแวงทันที
“พวกเจ้าขโมยเงินมาหรือ!” เขาชี้หน้า “หน้าตาอย่างพวกเจ้าจะมีเงินได้อย่างไร! ออกไป! ออกไปเดี๋ยวนี้!”
“จะทำอย่างไรดีเจ้าคะคุณหนู” หมี่จิ้งหน้าซีดเผือด แววตาเต็มไปด้วยความกังวลพร้อมกระซิบถามเจ้านายสาวเสียงแผ่ว
เจาอี้หนิงถอนหายใจออกมาเบาๆ ก็จริงอย่างที่เถ้าแก่เจ้าของร้านว่า สภาพตอนนี้ดูยังไงก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเงิน แถมนางยังเปิดเผยตัวไม่ได้อีกต่างหาก ถ้าหลุดว่าเป็นคุณหนูจากจวนสกุลเจา เรื่องคงลามไปถึงหูอวี๋ซุ่นซินแน่
“ออกไปก่อนที่ข้าจะเรียกคน!” เถ้าแก่ยังไล่ไม่หยุด
เจาอี้หนิงหรี่ตาเล็กน้อย ในเมื่อพูดดีๆ ไม่ได้ นางก็จำเป็นที่จะต้องงัดไม้ตายออกมาใช้ นางล้วงมือเข้าแขนเสื้อ ชักของชิ้นหนึ่งออกมาช้าๆ เผยให้เห็นตราประทับโลหะวาวเย็นสะท้อนแสง เถ้าแก่หยุดนิ่งทันที
ขณะที่เจาอี้หนิงยกคางขึ้นเล็กน้อย เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเคร่งขรึมแบบคนมีอำนาจ
“รู้จักสิ่งนี้หรือไม่”
เถ้าแก่เบิกตากว้าง นางพูดต่อเสียงต่ำจริงจังจนหมี่จิ้งยังต้องแอบอึ้ง
“พวกข้าเป็นคนของเซี่ยอ๋อง ได้รับบัญชาให้สืบราชการลับ”
