บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 ตามหาสตรีผู้ช่วยชีวิต

เมื่อเขาฝืนบังคับให้ม้าหยุดได้ หลุนหมิงและทหารที่เหลือก็หายไปแล้ว เหลือเพียงความเงียบของป่าลึกและบาดแผลที่เริ่มเสียเลือด

เซี่ยเฉิงหลับตาลงเล็กน้อย ราวยังรับรู้แรงสั่นสะเทือนจากการต่อสู้นั้นอยู่ แล้วภาพต่อมาก็ผุดขึ้นในหัว

โรงไม้เก่า กลิ่นฝุ่น และสตรีแปลกหน้าที่พูดมากผิดปกติ

มุมปากเขาขยับเพียงน้อย สตรีที่ควรจะหวาดกลัวกลับพูดเหมือนรู้ทุกอย่างล่วงหน้า สายตาของเขาคมขึ้น เพราะไม่ว่าจะบังเอิญหรือไม่ เขาต้องรู้ให้ได้ว่านางเป็นใคร

ทันใดนั้นเองพลันมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความคิด

“เข้ามา”

หลังกล่าวคำอนุญาต ประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกผลักให้เปิดออก หลุนหมิงก้าวเข้ามา คุกเข่าคารวะทันที

“ท่านอ๋อง”

เซี่ยเฉิงดึงเสื้อให้เรียบร้อย ก่อนหันไปมอง

“รายงานมา” เขาเอ่ยด้วยวาจาสั้นๆ ตามนิสัย

“คนของเราตรวจสอบบริเวณป่าไผ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” หลุนหมิงกล่าว “พบร่องรอยการลากคนบาดเจ็บไปยังโรงไม้ และรอยเท้าสตรีอยู่ในที่เกิดเหตุ”

หลังจากคำรายงานของหลุนหมิงสิ้นสุดลง เซี่ยเฉิงที่นิ่งฟังในตอนแรกก็เอ่ยถามเสียงห้วนขึ้นทันที

“มีเบาะแสเพิ่มเติมหรือไม่”

“มีขบวนคนของจวนสกุลเจาออกตามหาคุณหนูคนหนึ่งในวันเดียวกันพ่ะย่ะค่ะ”

คำตอบนั้นทำให้ห้องเงียบลงทันที เซี่ยเฉิงหรี่ตา ความคิดเชื่อมโยงอย่างรวดเร็ว สตรีในป่า จวนสกุลเจาและตราประทับที่นางขโมยไป

เซี่ยเฉิงเหลือบมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกอีกครั้ง ภาพสตรีที่ยิ้มกวนๆ แล้ววิ่งหนีผุดขึ้นมาในหัว ทำให้เขาอดที่จะแค่นเสียงหัวเราะออกมาในลำคอไม่ได้

“เริ่มสืบ ข้าอยากรู้ว่าสตรีผู้นั้นเป็นใคร” เขาเคาะนิ้วเบาๆ บนโต๊ะ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด

“พ่ะย่ะค่ะ!” หลุนหมิงก้มศีรษะรับคำ ก่อนถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ

เมื่อเหลือเพียงลำพัง เซี่ยเฉิงหันกลับมามองเงาสะท้อนของตนในกระจกอีกครั้ง ไม่รู้เพราะเหตุใด แต่สตรีผู้นั้นนั้นกลับติดอยู่ในความคิดของเขาเกินไป

สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เช้าวันนี้ แสงแดดอ่อนส่องลงบนลานจวนสกุลเจา บรรยากาศดูสงบเรียบร้อยเหมือนทุกวัน แต่สำหรับเจาอี้หนิงแล้ว วันนี้กลับต่างออกไป

นางนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ จังหวะสม่ำเสมอ ราวกับกำลังรอเสียงบางอย่าง และไม่นาน เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก

หมี่จิ้งผลักประตูเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

“คุณหนู! มีจดหมายจากสกุลเลี่ยวมาถึงจวนเจ้าค่ะ!”

‘มาแล้วสินะ’ มุมปากของเจาอี้หนิงยกขึ้นทันที เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ดำเนินไปเหมือนภพชาติเดิมไม่มีผิด

จดหมายถูกส่งมาถึงตั้งแต่เช้าตรู่ พร้อมตราประทับของสกุลเลี่ยวอย่างเป็นทางการ ไม่เพียงแต่ทวงคำมั่นเรื่องการแต่งงานระหว่างสองตระกูล ยังแนบจดหมายเทียบเชิญอีกฉบับมาด้วย

เชิญร่วมงานฉลองวันเกิดของเลี่ยวฮูหยิน ณ เมืองเชียนไป่

เมืองเชียนไป่เป็นเมืองใหญ่รองจากเมืองหลวง เดินทางไม่ไกลนัก แต่เส้นทางต้องข้ามเขา ใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งวันเต็ม

เจาอี้หนิงหรี่ตาลง ภาพจากชาติแรกไหลกลับมาอีกครั้ง ตอนนั้นฮูหยินผู้เฒ่าหนิวหงตอบรับทันทีและพาพวกนางเดินทางไป

นางยังจำได้ดีว่าการเดินทางครั้งนั้นไม่ได้อบอุ่นอย่างที่บอกไว้ เพราะงานเลี้ยงวันเกิดเป็นเพียงข้ออ้างแต่ความจริงคือ สกุลเลี่ยวต้องการให้เลี่ยวอี้ฉือกับอวี๋ซุ่นซินได้พบกันอีกครั้ง หลังจากเคยรู้จักกันในวัยเด็กและยิ่งไปกว่านั้น มันคือการประกาศให้ทุกคนรู้ว่า สัญญาการแต่งงานระหว่างสองตระกูลยังคงดำเนินต่อไป

“ช่างเป็นงานเลี้ยงที่มีจุดประสงค์ชัดเจนดีเสียจริง” เจาอี้หนิงหัวเราะเบาๆ

หมี่จิ้งเอียงคออย่างไม่เข้าใจ

“คุณหนูว่าอะไรหรือเจ้าคะ”

“ไม่มีอะไร” นางยิ้ม “ข้าแค่คิดว่า งานวันเกิดครั้งนี้คงสนุกมาก”

คำว่า ‘สนุก’ ของนางฟังดูแปลกจนหมี่จิ้งอดที่จะขนลุกไม่ได้

ด้านนอก เสียงคนในจวนเริ่มดังขึ้น ดูเหมือนข่าวเรื่องจดหมายจะไปถึงฮูหยินผู้เฒ่าหนิวหงแล้ว

เจาอี้หนิงลุกขึ้นยืน เดินไปมองนอกหน้าต่าง ภาพในอดีตยังชัดเจน ในชาติแรก นางเดินทางไปในฐานะตัวประกอบที่เงียบ เชื่อฟัง และปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามคนอื่น

แต่ชาตินี้ หญิงสาวยกมือเท้าคาง สีหน้าดูสดใสอย่างคนเริ่มสนุกกับการควบคุมหมากบนกระดาน

“หากข้าจำไม่ผิด…” นางพึมพำ “การเดินทางในนี้มีเรื่องวุ่นวายเยอะพอสมควรเลยนี่นา” และนั่นหมายความว่า นางมีโอกาสเปลี่ยนหมากได้อีกครั้ง

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ คงเป็นสาวใช้เรียกให้นางไปพบฮูหยินผู้เฒ่า และก็เป็นจริงดั่งคาด ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกหาทั้งนางทั้งอวี๋ซุ่นซินจริงๆ

เสียงเรียกจากเรือนใหญ่ของฮูหยินผู้เฒ่าทำให้บรรยากาศในจวนตึงขึ้นทันที เหล่าสาวใช้เดินกันเงียบๆ ไม่มีใครกล้าพูดมากนัก

เจาอี้หนิงเดินเข้ามาช้าๆ พร้อมญาติผู้พี่ ทั้งสองก้าวเข้าสู่ห้องโถงที่ฮูหยินผู้เฒ่าหนิวหงนั่งรออยู่แล้ว

กลิ่นชาอ่อนๆ ลอยอยู่ในอากาศ แต่บรรยากาศกลับไม่ผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย

ฮูหยินผู้เฒ่าเงยหน้ามองหลานสาวทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยตรงๆอย่างไม่อ้อมค้อม

“ทางสกุลเลี่ยวส่งจดหมายมาแล้ว”

ประโยคนั้นทำให้สายตาหลายคู่ในห้องหันมามองทันที

เจาอี้หนิงยืนสงบเหมือนรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ส่วนอวี๋ซุ่นซินกลับขยับมือเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

“อีกสามวันพวกเราจะออกเดินทางไปเมืองเชียนไป่” อวี๋ซุ่นซิน เจาอี้หนิง พวกเจ้าทั้งสองต้องไป ข้าจะพาพวกเจ้าไปเอง” ฮูหยินผู้เฒ่าประกาศ พลางเคาะไม้เท้าลงพื้นเบาๆเปรียบเสมือนคำประกาศิตที่ไม่มีผู้ใดกล้าขัด นางเหลือบมองไปยังอวี๋ซุ่นซิน แววตาบ่งบอกถึงความหนักใจอยู่หลายส่วน แต่กระนั้นสัญญาการแต่งงานที่สามีของนางกับทางสกุลเลี่ยวได้ตกลงกันเอาไว้ก็ไม่อาจขัดได้

ทว่าสำหรับอวี๋ซุ่นซินนั้น คำพูดนั้นเหมือนหินก้อนเล็กตกลงในน้ำ นางยิ้มรับทันทีตามมารยาท

“เจ้าค่ะ ท่านย่า”

แต่เพียงเสี้ยววินาที เจาอี้หนิงเห็นชัดว่ารอยยิ้มนั้นแข็งไปเกินกว่าจะเป็นรอยยิ้มปกติ

ในขณะเดียวกัน ฮูหยินผู้เฒ่ายังพูดต่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล และการรักษาคำมั่นสัญญาอย่างยืดยาว เจาอี้หนิงฟังผ่านๆ เพราะเนื้อหาแทบไม่ต่างจากชาติก่อน แต่สายตาของนางกลับเหลือบมองอวี๋ซุ่นซินอยู่เป็นพักๆ

อีกฝ่ายยังคงยิ้มอ่อนหวาน หากผู้ใดจะไปรู้ว่าปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ในชายแขนเสื้อกลับกำแน่น

เจาอี้หนิงแอบยิ้มในใจ เพราะนางรู้ดีว่าเหตุผลนั้นคืออะไร กิตติศัพท์ของเลี่ยวอี้ฉือไม่ต่างจากลมที่พัดไปทั่วเมืองเชียนไป่ บุรุษเสเพลที่วันๆเอาแต่เที่ยวโรงน้ำชา ชอบสุราและหญิงงาม

สตรีสติดีคนไหนจะอยากแต่งด้วยกันเล่า ชาติก่อนนางถูกโยนไปแต่งงานกับเลี่ยวอี้ฉือแทน แต่ชาตินี้พี่สาวของนางกลับเริ่มกลัวเสียเองแล้วหรือ เจาอี้หนิงได้แต่แค่นยิ้มในใจด้วยความสมเพช

ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งการอีกเล็กน้อยก่อนโบกมือเป็นอันจบ

“ไปเตรียมตัวเสีย อย่าให้เสียหน้าสกุลเจา”

ทั้งสองค้อมศีรษะรับคำ แล้วถอยออกมา เมื่อเดินพ้นระยะสายตาผู้ใหญ่ อวี๋ซุ่นซินก็ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ สีหน้าเคร่งลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมายิ้มอ่อนโยนเหมือนเดิม แต่เจาอี้หนิงเห็นทุกอย่างว่าแววตานั้นไม่ใช่ของคนยินดี แต่มันคือคนที่กำลังคิดบางอย่างอยู่เงียบๆ

อวี๋ซุ่นซินเดินนำไปข้างหน้า มือซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ นิ้วขยับช้าๆราวกำลังคำนวณอะไรบางอย่างในใจ

‘นางต้องหาทางเลี่ยง การแต่งงานจะต้องไม่เกิดขึ้นเป็นอันขาด!’ เสียงความคิดนั้นแทบจะดังออกมา

เจาอี้หนิงเดินตามหลัง พลางเอียงหัวเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากของนางยกขึ้นเบาๆ กระดานหมากนี้เริ่มน่าสนใจขึ้นแล้ว เพราะถ้าอวี๋ซุ่นซินไม่อยากแต่ง ส่วนนางก็จะก็ไม่มีวันยอมแต่งงานกับเลี่ยวอี้ฉือแทนญาติผู้พี่

นางมั่นใจว่า การเดินทางไปยังเมืองเชียนไป่คราวนี้ คงไม่สงบสุขเท่าใดนักอย่างแน่นอน

ยามนี้ปลายยามซวี (19.00 - 20.59 น.) เวียนมาถึงแล้ว

ตำหนักรับรองของเซี่ยอ๋องที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองหลวงเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผ่านบานหน้าต่างไม้สูง กลิ่นหมึกสดลอยจางอยู่ในอากาศ

เซี่ยเฉิงนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ เสื้อคลุมสีเข้มพาดหลวมๆ บนไหล่ สีหน้าเรียบนิ่งเหมือนทุกครั้ง แต่ดวงตากลับเย็นลึกกว่าปกติ โดยมีหลุนหมิงยืนรายงานอยู่เบื้องหน้า

แผ่นรายงานถูกวางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง

“ท่านอ๋อง” หลุนหมิงกล่าวเสียงหนักแน่น “คนของเราสืบจนได้ข้อมูลแน่ชัดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“พูดมา” เซี่ยเฉิงยกสายตาขึ้นช้าๆ สีหน้าของเขาราบเรียบไร้อารมณ์ หากแต่แววตากลับวาววับขึ้นเล็กน้อย

“สตรีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในป่าไผ่…” หลุนหมิงหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวต่ออย่างชัดเจน “คือคุณหนูรองแห่งจวนสกุลเจา นางชื่อว่าเจาอี้หนิงพ่ะย่ะค่ะ”

ชื่อหนึ่งหลุดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ห้องทั้งห้องเหมือนเงียบลงชั่วขณะ เซี่ยเฉิงเคาะนิ้วเบาๆบนโต๊ะ สายตาไม่เปลี่ยน แต่แววตากลับลึกขึ้น

“เจาอี้หนิงอย่างนั้นหรือ” เขาทวนชื่อช้าๆ เหมือนกำลังจดจำมันเข้าไปในความทรงจำของตน

“ในวันนั้น นางหายไปจากขบวนไหว้บรรพชนของจวนสกุลเจา และคนของจวนออกตามหากันทั้งวันพ่ะย่ะค่ะ” หลุนหมิงรายงานต่อ รายละเอียดตรงกับสิ่งที่เซี่ยเฉิงเห็นทุกอย่าง

สตรีในป่า ท่าทางลนลานแต่ไม่ตื่นกลัว และความกล้าที่ไม่เหมือนคุณหนูทั่วไป เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น มุมปากหยักของเซี่ยเฉิงค่อยๆขยับยกขึ้น แววตามีความสนใจและพึงพอใจแฝงอยู่ในนั้น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel