บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 เลิกทำตัวเป็นแกะน้อย

“น้องสาว! เจ้าพูดอะไร ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร!” นางก้าวเข้ามาอย่างร้อนใจ น้ำเสียงสั่นราวถูกใส่ร้าย มือยกขึ้นจับแขนเจาอี้หนิงเบาๆ เหมือนอยากปลอบ แต่เจาอี้หนิงรู้ดีว่าอวี๋ซุ่นซินตั้งใจจะเดินมาข่มขู่นางเสียมากกว่า

หากเป็นชาติแรก เจาอี้หนิงคงถอยแล้ว แต่ตอนนี้ นางเพียงยักไหล่ขึ้นเบาๆ

“ข้าจำได้ดี ตอนที่พวกเรากำลังกลับ พี่สาวเดินนำไปพร้อมทุกคน แต่หมี่จิ้งถูกสาวใช้ของพี่จับไว้ ไม่ให้ตามข้ามา”

คำพูดนั้นทำให้หมี่จิ้งสะดุ้ง

“จริงหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าหันมามองทันที

หมี่จิ้งริมฝีปากสั่น อยากตอบ แต่สายตาเย็นเยียบของอวี๋ซุ่นซินทำให้นางลังเล แต่ท้ายที่สุดนางก็ตัดสินใจอ้าปากขึ้นหมายจะพูดความจริงเพื่อปกป้องเจ้านายของตน หากแต่ก่อนจะพูดอะไร อวี๋ซุ่นซินรีบแทรกขึ้นเสียก่อน

“ท่านย่า ข้าเพียงกลัวจะวุ่นวาย เดินกันหลายคนแล้วเกิดแตกแถว ข้าถึงให้สาวใช้ดูแลหมี่จิ้งเอาไว้เท่านั้นเองเจ้าค่ะ” น้ำเสียงนุ่มนวลจนแทบไร้ช่องโหว่

ฮูหยินผู้เฒ่าหนิวหงหันมามองหลานสาวสุดที่รักด้วยสายตาคล้ายกำลังชั่งใจ อวี๋ซุ่นซินเห็นเพียงเสี้ยววินาทีนั้นก็รู้ทันทีสถานการณ์เริ่มไม่มั่นคง และนางก็เปลี่ยนสีหน้าเร็วราวพลิกตำรา

น้ำตาเอ่อขึ้นทันที ดวงตาแดงก่ำ เสียงสั่นเครืออย่างน่าสงสาร

“ท่านย่าเจ้าคะ ข้าไม่เคยคิดทำร้ายน้องสาวเลย” นางยกชายแขนขึ้นปาดตาเบาๆ “ข้าก็แค่กลัวน้องจะเดินหลง จึงรีบกลับมาที่จวนเพื่อที่จะตามคนช่วย” เสียงสะอื้นดังพอดีจังหวะ เป๊ะราวฝึกมา

‘โอ้โห… ถ้าชาติก่อนข้าเอะใจสักนิด คงไม่โดนหลอกจนตาย’ เจาอี้หนิงคิดในใจ นางยืนมองนิ่งๆ ในใจอยากปรบมือให้คนตีสองหน้าเก่งเสียเหลือเกิน

ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้ว แต่เมื่อเห็นหยาดน้ำตาของหลานสาว สีหน้าของนางจึงอ่อนลงทันที

“ซินเอ๋อร์ หลานรักของย่า เจ้าอย่าได้ร้องไห้ไปเลย” นางหันไปปลอบใจอวี๋ซุ่นซิน ก่อนที่สายตาจะหันมาทางเจาอี้หนิงอย่างตำหนิ

“เจ้าใส่ร้ายพี่สาว ทำให้นางต้องเสียใจเช่นนี้ได้อย่างไรกัน! โตแล้วกลับยังวุ่นวายไม่เลิก!”

เจาอี้หนิงได้แต่กะพริบตาปริบๆ พลางถอนหายใจเบาๆ เหมือนคนที่พยายามอดทน แล้วก็ยกมือเกาศีรษะตัวเองนิดๆ

“ท่านย่า ข้าขอถามหน่อยได้หรือไม่”

ฮูหยินผู้เฒ่าชะงัก “จะถามอะไรก็ว่ามา”

“ในเมื่อพี่สาวเป็นห่วงข้าขนาดนั้น เหตุใดตอนที่ข้าหายไปถึงไม่มีใครรู้เลยว่าข้าอยู่ตรงไหนล่ะเจ้าคะ” เจาอี้หนิงยิ้มอย่างสดใสเกินเหตุ ถามอย่างใสซื่อ

บรรดาสาวใช้ที่ยืนก้มหน้าอยู่ในห้อง หันมองหน้ากันทันที บางคนลอบพยักหน้าเบาๆอย่างเห็นด้วยขณะที่อวี๋ซุ่นซินสะอื้นค้างไปหนึ่งจังหวะ

“หรือว่า… ความเป็นห่วงของพี่สาวมีระยะทำการแค่ตอนที่ท่านย่าอยู่ใกล้ๆเจ้าคะ” เจาอี้หนิงพูดต่อ น้ำเสียงใสเหมือนคุยเล่น

“เจ้า! พูดจาเหลวไหล!” ฮูหยินผู้เฒ่าหน้าตึงขึ้น ตวาดด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม แต่เจาอี้หนิงหาได้หวาดกล้วไม่ นางเพียงแค่เอียงคอนิดๆทำหน้าครุ่นคิดจริงจัง ตั้งใจเล่นสงครามประสาทอย่างเต็มที่

“ข้าก็แค่สงสัยเองนะเจ้าคะ เพราะข้าจำได้ว่าตอนนั้นพี่สาวเดินเร็วมาก เร็วจนข้าตามไม่ทันเลย หรือว่าข้าขาสั้นไป”

คำพูดสุดท้ายทำให้หมี่จิ้งเผลอสำลักไอ อวี๋ซุ่นซินเม้มปากแน่น น้ำตาแทบหยุดทันที นางมองร่างบางที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้วยดวงตาวาววับ

ฮูหยินผู้เฒ่าตบไม้เท้าลงพื้นดังปึก!

“พอได้แล้ว! เจ้าเด็กนี่ กล้าต่อปากต่อคำกับผู้ใหญ่!”

เจาอี้หนิงยิ้มหวาน พลางย่อเข่าคารวะอย่างเรียบร้อย

“ข้าไม่ได้เถียงเจ้าค่ะ ข้าแค่พูดสิ่งที่ตัวเองสงสัยเท่านั้น”

ประโยคนั้นทำให้ทั้งฮูหยินผู้เฒ่าและอวี๋ซุ่นซินชะงัก เพราะนางไม่เคยพูดแบบนี้มาก่อน ไม่เคยยิ้มทั้งที่กำลังโดนดุ ไม่เคยตอบกลับแบบมีคมซ่อนอยู่

เจาอี้หนิงมองสีหน้าทั้งสองแล้วแอบหัวเราะในใจ นางหมุนตัวอย่างสบายๆ ราวกับจบเรื่องแล้ว

“หากท่านย่าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอกลับห้องก่อนนะเจ้าคะ วันนี้เดินป่าเหนื่อยมาก เดี๋ยวขาจะสั้นกว่าเดิม”พูดจบ นางก็เดินออกไปทันทีโดยไม่รอคำอนุญาต ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันเบื้องหลัง

ฮูหยินผู้เฒ่าอ้าปากค้าง ส่วนอวี๋ซุ่นซินกำชายเสื้อแน่น ดวงตาวาบด้วยความไม่พอใจ ทั้งสองคนคิดเหมือนกันอย่างไม่ได้นัดหมาย… เจาอี้หนิงเปลี่ยนไปแล้ว!

เจาอี้หนิงเดินผ่านทางเดินยาวของจวนสกุลเจาอย่างอารมณ์ดีผิดปกติ เสียงรองเท้าปักลายกระทบพื้นหินดังเบาๆ สม่ำเสมอ

สาวใช้ที่เดินสวนต่างรีบหลบทาง แล้วแอบเหลือบมองอย่างสงสัย ก็จะไม่ให้สงสัยได้อย่างไร ในเมื่อคุณหนูรองที่เคยเงียบจนเหมือนไม่มีตัวตน วันนี้กลับพูดสวนฮูหยินผู้เฒ่าต่อหน้าทุกคน โดยที่ไม่มีผู้ใดกล้าทำมาก่อน

เจาอี้หนิงเองก็ยังรู้สึกแปลกๆ แต่แปลกตรงที่ นางกลับรู้สึกโล่งอก

เมื่อมาถึงหน้าหอนอน สาวใช้เฝ้าประตูก็รีบผลักประตูให้เปิดออก เมื่อร่างบางเดินเข้าไปในห้อง นางก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ทันที

“เหนื่อยกว่าตอนลากเซี่ยอ๋องอีก” นางพึมพำเสียงเบา ยังไม่ทันได้นั่งนาน ประตูก็แง้มออกช้าๆ หมี่จิ้งโผล่หน้าเข้ามาอย่างระแวง ก่อนรีบเข้ามาปิดประตู จากนั้นนางก็คุกเข่าลงทันที

“คุณหนู บ่าวขอโทษเจ้าค่ะ!” เสียงสั่นเล็กน้อย “บ่าวช่วยอะไรไม่ได้เลย”

“หมี่จิ้ง เจ้าจะคุกเข่าทำไม พื้นแข็งจะตาย” เจาอี้หนิงสะดุ้ง รีบยื่นมือไปดึงนางขึ้น

หมี่จิ้งยังคงน้ำตาคลอ “ตอนนั้นบ่าวถูกรุ่ยหลันจับตัวเอาไว้ บ่าวอยากไปหาคุณหนูจริงๆเจ้าค่ะ”

เจาอี้หนิงมองสีหน้าจริงใจนั้นแล้วใจอ่อนลง ชาติก่อน นางเคยคิดว่าตนไม่มีใครอยู่ข้างๆ แต่ตอนนี้นางรู้แล้วว่าอย่างน้อยหมี่จิ้งก็เป็นคนหนึ่งที่จริงใจกับนางเสมอ

นางยิ้มบางๆ แล้วตบมืออีกฝ่ายเบาๆ

“ไม่เป็นไร ข้ายังอยู่ดีครบสามสิบสอง แม้จะเกือบโดนผีลากขาในป่าก็เถอะ”

“ผีหรือเจ้าคะ?” หมี่จิ้งกะพริบตางงๆ

เจาอี้หนิงไอเบาๆ เมื่อนึกถึงผีหน้าดุเจ้าของตราประทับที่นางเอ่ยถึง จากนั้นจึงรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นหมี่จิ้งทำหน้าสงสัยหนักขึ้น

“เอาเป็นว่าข้ารอดกลับมาแล้วก็พอ”

หมี่จิ้งมองเจ้านายอย่างลังเล ก่อนพูดเบา ๆ

“คุณหนู วันนี้ท่านดูไม่เหมือนเดิมเลยเจ้าค่ะ”

วาจาของสาวใช้คนสนิททำให้เจาอี้หนิงเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆอย่างอดไม่ได้

“ไม่เหมือนเดิมไม่ดีหรือ”

“ดีเจ้าค่ะ” หมี่จิ้งตอบทันที “แต่บ่าวแค่ไม่เคยเห็นท่านกล้าขนาดนี้มาก่อน”

คำพูดนั้นทำให้นางเงียบลงไปชั่วขณะหนึ่ง เจาอี้หนิงหันไปมองนอกหน้าต่าง แสงเย็นของยามบ่ายส่องผ่านเข้ามา ใช่… นางไม่ใช่คนเดิมแล้ว คนที่เคยเงียบ เคยโง่เขลาและขี้ขลาดคนนั้นได้ตายไปแล้ว

“หมี่จิ้ง ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เราต้องระวังตัวมากขึ้น” เจาอี้หนิงถอนหายใจเบาๆ ก่อนขยับตัวนั่งตรง สีหน้าเริ่มจริงจัง

“อวี๋ซุ่นซินจะไม่ปล่อยข้าแน่” เจาอี้หนิงพูดพลางยกนิ้วนับ “หนึ่ง วันนี้ข้าทำให้นางเสียหน้า สอง ท่านย่าเริ่มสงสัยนิดหน่อย และสาม ข้ามีบางอย่างที่นางอยากได้มาก” เอ่ยพลางยกมือขึ้นแตะชายแขนเสื้อเบาๆ ความรู้สึกถึงของบางอย่างยังอยู่ตรงนั้น

“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรเจ้าคะ” หมี่จิ้งทำหน้าตกใจระคนกังวล เพราะที่ผ่านมาคุณหนูรองก็ใช้ชีวิตในจวนนี้มาอย่างยากลำบากมากพอแล้ว

เจาอี้หนิงเท้าคาง สีหน้าดูเหมือนกำลังคิดเรื่องใหญ่

“อย่างแรก ข้าคงต้องเลิกทำตัวเป็นแกะน้อยก่อน” นางยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็นประกายแบบคนเริ่มสนุกกับกระดานนี้

“จากนี้ ถ้าอวี๋ซุ่นซินอยากเล่น ข้าก็จะเล่นด้วย”

หมี่จิ้งมองเจ้านายอย่างงุนงง แต่ก็เผลอยิ้มตาม บรรยากาศในห้องเงียบลงไป มีเพียงเสียงลมพัดผ่านม่าน เจาอี้หนิงเอนหลังพิงเก้าอี้ สายตาค่อยๆ เย็นลง เพราะชาตินี้ นางจะไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกรังแกอีก ต่อไปนี้นางจะเป็นคนวางหมากควบคุมกระดานเรื่องราวทุกอย่างเอง!

แสงยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาเป็นทางยาว เผยให้เห็นร่างสูงของเซี่ยเฉิงที่ยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพักชั่วคราว เสื้อคลุมสีเข้มถูกปลดสายรัดเอวออก สาบเสื้อแยกออกจากกัน เผยให้เห็นแผ่นอกแข็งแกร่งและรอยแผลที่ยังแดงจาง

เขายกมือแตะบาดแผลช้าๆ ความเจ็บตึงทำให้ความทรงจำย้อนกลับมาอย่างชัดเจน ครั้งนี้เขาไม่ได้ออกจากเมืองหลวงเพราะพระราชโองการ แต่เป็นการเดินทางส่วนตัว

เซี่ยเฉิงออกไปยังเมืองมู่หรงเพื่อเยี่ยมเยียนค่ายทหารชายแดนที่ตนเคยบัญชาการเองเมื่อหลายปีก่อน การเดินทางเงียบเชียบ ไม่มีขบวนใหญ่ ไม่มีธงอ๋องนำหน้า

ผู้ติดตามมีเพียง หลุนหมิง องครักษ์คนสนิท และทหารฝีมือดีอีกห้าคนเท่านั้น เพราะเขาไม่ชอบความวุ่นวาย และต้องการเดินทางอย่างเงียบที่สุด

การเดินทางไปเมืองมู่หรงเป็นไปอย่างราบรื่น ตรวจดูค่าย พูดคุยกับนายทหารเก่า แล้วจึงออกเดินทางกลับเมืองหลวง

หากไม่มีเรื่องนั้นเกิดขึ้น…

สายตาเซี่ยเฉิงเย็นลง วันนั้น ขบวนของเขาเดินทางมาถึงเขตป่าใกล้เมืองหลวงแล้ว อีกเพียงไม่นานก็จะถึงประตูเมือง แต่จู่ๆเสียงธนูพุ่งฝ่าลมก็ดังขึ้น เงาคนหลายสิบพุ่งออกมาจากสองข้างทาง ใบหน้าปิดบังด้วยผ้าดำ ดาบในมือสะท้อนแสงเย็นวาบ พวกมันคือพวกกบฏ!

คนพวกนั้นเคยสังกัดกลุ่มที่เขาล้างบางเมื่อปีก่อน หัวหน้าของมันถูกเขาสังหารด้วยมือตัวเอง และวันนี้ พวกมันกลับมาเพื่อเอาชีวิตเขา

เสียงตะโกน เสียงดาบปะทะ เสียงม้าตื่นตกใจดังปนกันวุ่นวาย แม้ทหารของเขาจะฝีมือดี แต่ศัตรูมีจำนวนมากกว่าหลายเท่า การต่อสู้ดุเดือดขึ้นรวดเร็วเซี่ยเฉิงฟันศัตรูล้มลงหลายคน เลือดกระเซ็นเปื้อนแขนเสื้อ แต่ท่ามกลางความชุลมุน ม้าของเขาถูกฟันจนแตกตื่น พาเขาพุ่งออกจากแนวต่อสู้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel