บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 เริ่มต้นชาติใหม่ได้ดีจริงๆ

“ท่านดูสิ ข้ายังนั่งอยู่ตรงนี้ หากจะสังหารท่านจริง ข้าคงไม่เสียแรงลากท่านมาหรอก” เจาอี้หนิงถอนหายใจยาวเหมือนคนเหนื่อยกับบทซ้ำ ก่อนที่นางจะชี้ไปที่ผ้าพันแผลบนตัวเขา

“แล้วก็ ข้าช่วยท่านไว้ จำไว้ด้วย คราวนี้ช่วยจำหน้าข้าให้ชัดๆ หน่อย”

คำพูดสุดท้ายหลุดออกมาอย่างเผลอตัว ทันทีที่พูดจบ เจาอี้หนิงก็ชะงักเล็กน้อย ส่วนเซี่ยอ๋อง… ดวงตาของเขามืดลึกลง เหมือนกำลังพยายามอ่านนางให้ทะลุ

บรรยากาศเงียบลงทันที เหลือเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสองคนในโรงไม้เก่า

เจาอี้หนิงยิ้มแห้งๆ ในใจ นางพูดอะไรผิดไปงั้นหรือ เหตุใดคราวนี้เขาดูสงสัยหนักกว่าเดิมอีก

มือของเซี่ยอ๋องยังคงจับข้อมือเจาอี้หนิงไว้แน่น ดวงตาคมมืดจ้องนางไม่วาง ราวกับพยายามมองให้ทะลุเข้าไปถึงความคิดข้างใน

บรรยากาศในโรงไม้เก่าเย็นลงอย่างน่าประหลาด

“เจ้า…” เขาเอ่ยช้า ๆ น้ำเสียงแหบแต่กดต่ำ “รู้ได้อย่างไรว่าข้าจะถามเช่นนั้น”

‘ก็เพราะข้าเคยโดนถามมาแล้วหนึ่งรอบน่ะสิ’ เจาอี้หนิงยิ้มแห้งๆ ในใจ แต่แน่นอนว่านางพูดออกไปไม่ได้

หญิงสาวแสร้งทำเป็นกะพริบตาอย่างใสซื่อที่สุดเท่าที่ทำได้ ก่อนตอบเสียงเรียบ

“ก็คนบาดเจ็บตื่นขึ้นมาแล้วเห็นคนแปลกหน้าย่อมต้องสงสัยเป็นธรรมดาไม่ใช่หรือ”

เซี่ยอ๋องไม่ตอบทันที เขาเพียงมองนางนิ่งๆ ทว่าสายตานั้นไม่ได้หลงเชื่อแม้แต่น้อย

“เจ้าพูดเหมือนรู้จักข้าดี” เขาเอ่ยต่อ “ทั้งยังสงบเกินไป”

“ข้าควรกรีดร้องวิ่งหนีหรืออย่างไร” เจาอี้หนิงหัวเราะเบาๆ

“อย่างน้อยก็ควรกลัวข้า” เขาสวนกลับทันควัน

คำตอบนั้นทำให้นางเงียบไปเสี้ยวหนึ่ง ใช่… ในชาติก่อนนางกลัวเขามาก แต่ตอนนี้ ความกลัวกลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เหมือนกำลังคุยกับคนที่เคยรู้จักกันดี แม้เขาจะจำไม่ได้ก็ตาม

เซี่ยเฉิงเอนตัวเล็กน้อย แม้บาดเจ็บแต่แรงกดดันกลับหนักขึ้น

“เจ้ารู้ว่าข้าเป็นใคร รู้ว่าข้าจะทำอะไร และรู้ว่าข้าจะพูดอะไร คนแบบนี้ มักไม่ใช่ผู้ช่วยชีวิต” เขาหรี่ตาลง สายตาคมเข้มขึ้นมากกว่าเดิม

เจาอี้หนิงรู้สึกว่าหลังเริ่มเย็นวาบ อันตรายแล้ว! ชายตรงหน้าไม่ได้โง่เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขายังฉลาดเกินไปเสียด้วยซ้ำ

เซี่ยอ๋องปล่อยมือจากข้อมือนางช้าๆ แต่กลับทำให้นางรู้สึกอันตรายยิ่งกว่าเดิม

“หรือเจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเรื่องบังเอิญ บางทีเจ้าอาจตั้งใจช่วยข้า เพื่อให้ข้าลดการป้องกัน” เขาพูดเสียงต่ำ ซึ่งคำพูดนั้นแทงตรงจุด ทำให้เจาอี้หนิงเริ่มจนมุม

นางกัดริมฝีปากเล็กน้อย สมองทำงานเร็วจี๋เพื่อหาทางออก คิดว่าถ้าขืนอยู่ต่อ อีกไม่นานนางต้องหลุดพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดแน่

สายตาของนางเหลือบไปเห็นบางอย่างที่วางอยู่ข้างตัวเขา ตราประทับสีเข้มที่คุ้นตาอย่างยิ่ง หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นทันที เพราะในชาติก่อน สิ่งนี้คือหลักฐานที่ทำให้อวี๋ซุ่นซินสวมรอยเป็นนางผู้ช่วยชีวิตเขา

‘ถ้าข้าหยิบไปด้วยและเก็บมันเอาไว้อย่างดี อย่างน้อยก็ไม่มีใครแย่งไปได้’ เพียงเสี้ยววินาที ความคิดตัดสินใจทันที

เจาอี้หนิงแสร้งทำเป็นขยับตัวเหมือนจะลุกขึ้นช้าๆ

“ข้าคิดว่าท่านควรพักผ่อน” พูดยังไม่ทันจบ นางก็พุ่งคว้าตราประทับแล้วหมุนตัววิ่งออกจากโรงไม้อย่างรวดเร็ว

“เจ้า!” เสียงเซี่ยอ๋องดังตามหลังมา แต่ด้วยอาการบาดเจ็บ เขาเพียงลุกขึ้นได้ครึ่งหนึ่งเท่านั้น

เจาอี้หนิงวิ่งสุดแรง หัวใจเต้นโครมคราม ลมพัดกระโปรงปลิววูบ

“ขอโทษนะท่านอ๋อง แต่ตอนนี้ข้าต้องตั้งหลักก่อน!” นางพึมพำเสียงเบา ทว่าไม่ยอมหันกลับไปมองแต่อย่างใด

ขณะที่ด้านหลัง เซี่ยอ๋องมองตามเงาร่างที่หายไปท่ามกลางป่าไผ่ ดวงตาลึกลงเรื่อยๆ มือของเขาค่อยๆกำแน่นเข้าหากัน

สตรีผู้นั้น…กล้าที่จะขโมยของจากเขา และรู้มากเกินไปอย่างน่าสงสัย

“น่าสนใจจริงๆ” มุมปากของเขาขยับเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้ม แต่เป็นความสนใจที่แสนอันตราย สายตาคมมองตามแผ่นหลังบางที่วิ่งหายลับไปในป่าไผ่ พร้อมกับความคิดที่ว่า เขาและนางจะต้องได้เจอกันอีกแน่นอน!

เจาอี้หนิงวิ่งจนแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา นางจึงชะลอฝีเท้า ก่อนทรุดนั่งลงข้างต้นไผ่ใหญ่ ลมหายใจยังหอบถี่ หัวใจเต้นแรงเหมือนจะกระโดดออกมา

“ข้าหนีเซี่ยอ๋อง แล้วยังขโมยของๆเขามาอีกต่างหาก ชาติใหม่ของข้าเริ่มต้นได้ดีจริงๆ” นางพึมพำกับตัวเอง พลางก้มมองมือที่กำตราประทับไว้แน่น

แผ่นหยกเย็นเฉียบ สลักลวดลายมังกรอย่างละเอียด น้ำหนักไม่มากแต่กลับหนักแน่นในความหมาย

ชาติก่อน ของชิ้นนี้ทำให้อวี๋ซุ่นซินสวมรอยเป็นผู้ช่วยชีวิตเซี่ยอ๋องได้สำเร็จ แต่ชาตินี้ มันอยู่ในมือนางแล้ว และนางจะไม่ปล่อยให้ใครแย่งมันไปได้เด็ดขาด

เจาอี้หนิงยกขึ้นมาส่องกับแสงที่ลอดผ่านใบไผ่ ดวงตาค่อยๆ แข็งขึ้น

“อย่างน้อย ก็เริ่มแก้กระดานได้หนึ่งก้าว” หญิงสาววางตราประทับลงบนฝ่ามือ อีกมือเท้าคางอย่างคนกำลังคิดแผน

ถ้าจะไม่ให้ชะตาเดิมเกิดขึ้น นางต้องทำสามอย่าง หนึ่ง คือเก็บตราประทับไว้ให้ดี สอง ห้ามเปิดเผยว่ารู้อนาคต และสามต้องระวังอวี๋ซุ่นซินให้มากกว่าเดิม

พอคิดถึงญาติผู้พี่ นางก็ถอนหายใจแรง สตรีผู้นั้นมีดวงหน้างดงามหวานล้ำ แต่ใจดำยิ่งกว่าหม้อหมึก

ขณะเดียวกัน เสียงฝีเท้าและเสียงคนตะโกนดังแว่วมาจากไกลๆ ทำให้เจาอี้หนิงชะงักทันที

“เร็วเข้า! ต้องหาคุณหนูรองให้เจอ!”

“คำสั่งฮูหยินผู้เฒ่า! ห้ามปล่อยให้เกิดเรื่อง!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางจึงกลอกตามองบนเล็กน้อย

‘อ้อ… ตอนทิ้งข้าไว้ลืมง่าย พอหายไปจริงกลับออกตามหาอย่างเอิกเกริก’

เสียงคนเริ่มใกล้ขึ้น นางรีบเก็บตราประทับใส่ชายแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว ก่อนลุกขึ้นยืน แต่ยังไม่ทันขยับออกไป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นด้านหลัง

“คุณหนูรอง! อยู่ที่นี่จริงๆด้วย!” ชายรับใช้สองสามคนรีบวิ่งเข้ามา สีหน้าราวกับเพิ่งปลดหินหนักๆออกจากอก

“ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นห่วงมากขอรับ สั่งให้พวกข้าออกตามหาทั่วป่า”

‘เป็นห่วง? หรือกลัวข้าตายแล้วเสียหน้ากันแน่’ เจาอี้หนิงยิ้มในใจ นางไม่ได้ถามออกไป เพียงพยักหน้าช้าๆ ยอมให้พวกเขาล้อมนำทางกลับ

ระหว่างเดินออกจากป่าไผ่ นางหันกลับไปมองด้านหลังเพียงครู่เดียว ทิศทางนั้นคือโรงไม้เก่า หัวใจนางเต้นแรงแปลกๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้เซี่ยอ๋องจะคิดอย่างไรบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่นางแน่ใจคือ เขาคงไม่ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆอย่างแน่นอน

เมื่อขบวนเล็กๆ เดินทางออกจากป่า ภาพจวนสกุลเจาค่อยๆ ปรากฏตรงหน้า ประตูใหญ่สีแดงตั้งตระหง่านเหมือนอ้าปากรอ

เจาอี้หนิงสูดหายใจลึก เรื่องราวในป่าเพิ่งเริ่มแต่เรื่องราวในจวนต่างหากที่อันตรายกว่า ร่างบางก้าวข้ามธรณีประตูอย่างสงบนิ่ง สีหน้ากลับมาเป็นคุณหนูรองแสนเรียบร้อยอีกครั้ง แต่ในใจกลับยิ้มเย็น คราวนี้ นางจะไม่เล่นตามบทเดิมอีกแล้ว

ลานหน้าเรือนใหญ่ของจวนสกุลเจาเงียบผิดปกติ เหล่าสาวใช้ยืนเรียงกันเป็นแถว ไม่มีใครกล้าส่งเสียง แม้แต่ลมหายใจก็ดูเหมือนจะเบาลง

เจาอี้หนิงเดินเข้ามาช้าๆ รู้สึกได้ถึงสายตานับสิบที่จับจ้องมา นางก้าวเข้าไปในห้องด้วยสีหน้าสงบนิ่งด้วยความตั้งใจว่าครานี้นางจะไม่ร้องไห้ ไม่อ่อนแอ ไม่ขี้ขลาดเหมือนในชาติก่อนอีกต่อไปแล้ว

ตรงกลางห้อง ฮูหยินผู้เฒ่าหนิวหงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ใบหน้าตึงเครียด แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ทันทีที่เห็นนาง ท่านย่าก็เคาะไม้เท้าลงกับพื้นดังปึก!

“เจาอี้หนิง!” เสียงสูงกังวาน “เจ้ารู้หรือไม่ว่าทุกคนต้องวุ่นวายตามหาเจ้าเพียงใด!”

เจาอี้หนิงหยุดยืนอย่างสงบ ก้มศีรษะเล็กน้อยตามมารยาท แต่ในใจกลับคิดว่าหากเป็นชาติก่อนนางคงรีบคุกเข่าขอโทษไปแล้ว

“เป็นสตรี แต่กลับเที่ยวเดินเพ่นพ่าน ทำให้คนทั้งจวนเดือดร้อน!” ฮูหยินผู้เฒ่ายังพูดต่อ น้ำเสียงดุราวตัดสินความผิดเรียบร้อยแล้ว ข้างๆ กัน อวี๋ซุ่นซินก้าวออกมาหนึ่งก้าว สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

“น้องสาว ข้าตกใจแทบแย่ ดีจริงที่เจ้าปลอดภัย” นางพูดเสียงอ่อนหวานจนฟังแล้วน่าขนลุก

เจาอี้หนิงเหลือบมองเพียงครู่เดียว รอยยิ้มหวานนั้นเป็นเหมือนชาติก่อนทุกอย่างไม่มีปิด

ด้านหลัง หมี่จิ้งกัดริมฝีปากแน่น มือกำชายเสื้อจนยับ นางอยากพูด อยากบอกความจริง แต่สายตาที่เหลือบมามองของอวี๋ซุ่นซินทำให้นางตัวแข็ง เพราะนางรู้ดีว่าต่อให้พูดออกไปฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่มีวันเชื่อ และสุดท้าย คนที่เดือดร้อนจะเป็นคุณหนูรองของตนเอง

ภายในห้องโถงใหญ่เงียบลงอีกครั้ง เจาอี้หนิงสูดหายใจลึก ชาติก่อนนางเงียบ ยอมรับทุกคำตำหนิยอมให้ความผิดตกอยู่ที่ตน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้าๆ หันหน้าไปสบตากับผู้เป็นย่า น้ำเสียงเรียบแต่ชัดเจน

“ท่านย่า ข้าไม่ได้หลงทางเองเจ้าค่ะ”

คำพูดนั้นทำให้หลายคนชะงัก อวี๋ซุ่นซินหรี่ตาลงเล็กน้อย แต่ยังยิ้มอยู่

“น้องสาวหมายความว่าอย่างไร”

“ก็หมายความว่า มีคนจงใจทิ้งข้าไว้กลางป่าไผ่อย่างไรล่ะเจ้าคะ” เจาอี้หนิงหันไปมองนางตรงๆ ไม่หลบสายตาด้วยความหวาดกลัวเหมือนในอดีต

หากแต่ว่าวาจาของนางทำให้ภายในห้องโถงใหญ่นั้นเงียบกริบ

“เจ้าหมายความถึงผู้ใดกัน” ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วทันที

“พี่สาวซุ่นซินจงใจทิ้งข้าไว้กลางป่าไผ่เจ้าค่ะ” เจาอี้หนิงเชิดหน้าขึ้น หันไปมองอวี๋ซุ่นซิ่นโดยไม่หวั่นเกรง เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นรอบๆ ขณะที่อวี๋ซุ่นซินทำตาโตทันที นางหันมามองเจาอี้หนิงอย่างไม่เชื่อสายตา

‘เจาอี้หนิง นางกล้าดีได้อย่างไรกัน!’

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel