สอง เผชิญหน้าคราแรกก็...
“จริงสิ อันเอ๋อร์ลูกสาวพ่อ” บิดาเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน เสียงทุ้มลึกของเขามั่นคง “พรุ่งนี้ เจ้าจงเตรียมตัวให้ดีด้วยเล่า”
หนิงอันเลิกคิ้วเล็กน้อย “เตรียมตัวหรือเจ้าคะ”
หนิงเจี้ยนพยักหน้า รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเขา “พรุ่งนี้เป็นวันที่เจ้าจะได้พบกับคู่หมั้นของเจ้าคราแรกอย่างไรเล่า”
คำพูดนั้นทำให้หนิงอันชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาคู่งามกระพริบช้า ๆ
“ท่านพ่อ ท่านแม่...ข้ายังมิได้ถามเลยว่า คู่หมั้นของข้าเป็นใครกัน”
บิดาและมารดาของนางสบตากัน ก่อนที่มารดาจะเป็นฝ่ายยิ้มบางเอื้อมมือมากุมมือนางไว้
“อันเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล คู่หมั้นของเจ้าเป็นคนดี สมฐานะและเหมาะสมกับเจ้าเป็นอย่างยิ่ง”
คำตอบที่คลุมเครือเช่นนั้นยิ่งทำให้หนิงอันขมวดคิ้ว
“เช่นนั้นเขาเป็นบุตรชายของตระกูลใดหรือเจ้าคะ”
บิดานางกระแอมเบา ๆ ก่อนจะยกจอกชาขึ้นจิบ “เจ้ายังไม่ต้องรู้ตอนนี้หรอก”
“เหตุใดเจ้าคะ?”
“เพราะว่าหากเจ้าได้รู้ก่อน อาจจะมีอคติ”
หนิงอันเลิกคิ้วสูง “อคติ?”
มารดาของนางหัวเราะเบาๆ “ก็เจ้าเป็นคนหัวดื้อ ถึงแม้เจ้าจะตกลงหมั้นหมายแล้ว แต่หากรู้ว่าเป็นใคร อาจจะมีความคิดอยากเลื่อนนัดออกไปหากไม่ถูกใจน่ะสิ แม่รู้นิสัยเจ้านะ”
หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ท่านแม่ช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก”
“แน่นอน” หนิงอ้ายหัวเราะเสียงเบา “แม่เลี้ยงเจ้ามาตั้งแต่เล็กจะไม่รู้ใจเจ้าได้อย่างไรกัน”
“แต่หากเขาเป็นคนดีจริง ไยต้องปิดบังด้วยเล่าเจ้าคะ”
หนิงเจี้ยนหัวเราะในลำคอ “เพราะว่าพ่ออยากให้เจ้าพบเขาด้วยตาของตนเองก่อน ได้เห็นด้วยตาย่อมดีกว่าได้ยินจากปากของผู้ใด”
หญิงสาวกะพริบตาช้า ๆ ก่อนจะพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ตามใจท่านพ่อเจ้าค่ะ”
บิดาของนางยิ้มกว้างขึ้น “ดีมาก ลูกสาวของข้า”
“เช่นนั้นข้าควรเตรียมตัวอย่างไรเจ้าคะ”
“แม่เตรียมชุดงามสง่าไว้ใส่พรุ่งนี้ให้อันเอ๋อร์เรียบร้อย ลูกสาวของแม่งดงามอยู่แล้วมีแค่แต่งกายให้เหมาะสมย่อมทำให้ดูสง่างามยิ่งขึ้นไปอีกอยู่”
หนิงอันหัวเราะเบา ๆ “ท่านแม่ ข้ารู้สึกว่า...ท่านตื่นเต้นยิ่งกว่าข้าเสียอีก”
“แน่นอน นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าจะได้พบคู่หมั้นของเจ้า” หนิงอ้ายยิ้มอย่างมีความสุข
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
แม้หญิงสาวจะตอบรับอย่างสงบ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคำถาม
ไยบิดามารดาถึงไม่บอกว่าเขาเป็นใคร?
ตระกูลของคู่หมั้นคือใครกันแน่?
แม้จะสงสัยอยู่ในใจ แต่หนิงอันก็ไม่ได้ถามอะไรออกไปอีก
เพราะพรุ่งนี้...นางจะได้รู้เอง
วันรุ่งขึ้น
รถม้าหรูที่ประดับด้วยลวดลายงดงามแล่นไปตามถนนกลางเมืองฉางเย่ แสงแดดยามสายทอดเงาอ่อนลงบนหลังคาอาคารไม้สูงที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง เสียงของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดดังแว่วเป็นระยะ ผู้คนเดินขวักไขว่ให้บรรยากาศของเมืองใหญ่ที่คึกคัก
หนิงอันนั่งอยู่ภายในรถม้า มือเรียวบางวางอยู่บนตักขณะที่ดวงตาคู่งามมองออกไปยังทิวทัศน์ภายนอก รถม้าเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยัง ร้านอาหารชื่อดังกลางตลาด ซึ่งเป็นสถานที่นัดหมายดูตัวของนางในวันนี้
‘คู่หมั้นของเจ้าลงทุนเดินทางมาจากเมืองหลวงมาเพื่อพบเจ้าเลยนะอันเอ๋อร์ เจ้าลองเปิดใจคุยกับเขาดู’
คำพูดของมารดาจากเมื่อคืนก่อนยังคงดังก้องอยู่ในความคิดของนาง
หนิงอันยกพัดขึ้นมาคลี่ออกออกเบา ๆ แล้วใช้มันเคาะคางตนเองอย่างครุ่นคิด
เขาเป็นใครกันแน่...ถึงขนาดเดินทางไกลมาเพื่อพบข้า?
หนิงอันเองก็อยากจะเปิดใจบ้างหากว่าอีกฝ่ายเป็นคนดีจริงน่ะนะ
“คุณหนูถึงแล้วขอรับ”
เสียงของบ่าวขับรถม้าดังขึ้นจากด้านนอก ก่อนที่รถม้าจะหยุดลงหน้าร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งในตลาด
หนิงอันสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะก้าวลงจากรถม้า ทันทีที่นางลงมา เสี่ยวเอ้อของร้านอาหารก็รีบก้าวเข้ามาคารวะก่อนจะเอ่ยเสียงนอบน้อม
“เชิญทางนี้ขอรับ ห้องอาหารส่วนตัวที่จองไว้พร้อมรับเรียบร้อยแล้วขอรับคุณหนูหนิงอัน”
หนิงอันเดินตามเสี่ยวเอ้อเข้าไปยังห้องอาหารส่วนตัวของร้านนางเร่งฝีเท้าเดินเร็วขึ้นเนื่องจากเวลานี้ใกล้ถึงเวลานัดหมายเต็มทีแล้ว
นางไม่ชอบคนที่ไม่ตรงต่อเวลา
มารยาทและระเบียบวินัยพื้นฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ติดตัวนางมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว
บิดาบุญธรรมของนาง...แม่ทัพโจวเฉิงเคอ เคยสอนสั่งให้นางอยู่ในกรอบวินัยดั่งทหาร ไม่ให้ผิดเวลานัดหมายแม้แต่น้อย ดังนั้นนางจึงไม่อยากให้ตนเองเป็นฝ่ายมาสายเสียเอง
เมื่อเดินมาถึงประตูห้องอาหาร นางสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะเปิดประตูเข้าไป
ทว่าภายในห้องกลับว่างเปล่า
หนิงอันชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะขมวดคิ้ว นางก้าวเข้าไปนั่งที่โต๊ะแล้วหันไปมองเสี่ยวเอ้อ
“ลูกค้าของห้องนี้อีกท่านยังไม่มาอย่างนั้นหรือ”
เสี่ยวเอ้อรีบพยักหน้า “ขอรับ คุณหนู เขายังมาไม่ถึง”
ยังมาไม่ถึงหรือ?
หนิงอันกดริมฝีปากเข้าหากันแน่น ดวงตาฉายแววไม่พอใจเล็กน้อย
เจ้าบุรุษที่เดินทางไกลมาจากเมืองหลวงเพื่อพบข้า...แต่กลับทำให้ข้าต้องมารอเช่นนี้?
นางไม่ใช่สตรีที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของมารยาททางสังคมมากนัก แต่เรื่องของ ‘ระเบียบวินัย’ นั้นสำคัญสำหรับนางมาก
เอาล่ะ รออีกสักหน่อยก็แล้วกัน
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม นางยังคงนั่งรอคู่หมั้นของตนเองอยู่ที่เดิมเพิ่มเติมคือตรงหน้ามีอาหารมาวางไว้จนเต็มโต๊ะแล้ว
แต่...บุรุษผู้นั้นก็ยังไม่มา
หนิงอันสูดหายใจเข้าลึกอย่างพยายามควบคุมอารมณ์
เขากล้ามากที่ทำให้นางต้องมานั่งรอเช่นนี้!
ในขณะที่กำลังจะลุกขึ้นและเตรียมเดินออกจากห้องด้วยความไม่พอใจ ประตูที่เงียบงันมานานก็ถูกผลักเปิดออก
เสียงฝีเท้าที่มั่นคงดังขึ้น ก่อนที่บุรุษร่างสูงใหญ่คนหนึ่งจะก้าวเข้ามา
หนิงอันที่กำลังจะเดินออกไปชะงักเท้า นางหันกลับไปมองคนที่เข้ามาใหม่ด้วยสายตาหงุดหงิด แต่ทันทีที่สบตากับผู้มาใหม่ นางพลันร่างกายแข็งค้างไปทั้งร่าง
ดวงตาคู่งามเบิกกว้าง ปากอ้าค้าง ร่างกายแทบจะหยุดขยับ
นี่เขา...
ความทรงจำจากอดีตชาติไหลบ่ากลับเข้ามาอย่างฉับพลัน
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือบุรุษที่นางคุ้นเคยดี...หากเป็นเมื่อตอนนางอยู่ในร่างเดิม
ศิษย์ผู้น้องของนาง...เด็กน้อยที่นางเคยดูแลมาตั้งแต่ยังเล็ก
เจ้าเด็กตัวโตที่ชอบเดินตามติดนางไปทุกที่ไม่ว่าที่ใด!
หนิงอันแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ตั้งแต่ที่นางมาเกิดใหม่ในร่างนี้ นางไม่เคยพบใครที่นางเคยรู้จักในอดีตชาติเลยแม้แต่คนเดียว
แต่วันนี้...
ไยบุรุษที่รู้จักดันโคจรมาพบกันในสถานการณ์เช่นนี้ได้
ตอนนี้อีกฝ่ายเติบโตมาเป็นบุรุษหนุ่มเต็มตัวแล้วสินะ อายุคงเลยยี่สิบปีมาแล้ว เพราะนางเองก็มีชีวิตใหม่มาแล้วหลายปี
“...”