
บทย่อ
คู่หมั้นอย่างนาง ข้าไม่ต้องการ! นี่คือคำกล่าวของบุรุษที่นางกำลังจะแต่งงาน ในใจของนางคิดว่ากาลเวลาผันเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน ไหนเล่าเจ้าลูกหมาที่มักเข้ามาขอให้นางโอบกอดไยเกิดมาชาตินี้จึงเกลียดกันเสียเล่า
บทนำ
‘รองแม่ทัพหญิงหนิงอันเสียชีวิตแล้วขอรับ...’
‘นางบุกเข้าไปสังหารรองแม่ทัพของข้าศึก…แล้วเกิดเหตุโชคร้ายร่างถูกเผาไปในกองเพลิงที่ลุกโชน ร่างของนาง…หาไม่พบ’
“เจียห้าว! เจียห้าว! จางเจียห้าว!”
“...”
"เจียห้าว เจ้าคิดจะจมปลักกับคนที่จากไปแล้วอยู่เช่นนี้ไปจนตายเลยหรือ"
เสียงของจางเจียเหากังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เขากระตุกแขนเสื้อของสหายหนุ่มร่างสูงผู้กำลังนั่งนิ่งราวกับไร้ชีวิต
แววตาที่เคยเปี่ยมด้วยพลังของของแม่ทัพน้อยเจิ้งเจียห้าว บัดนี้กลับว่างเปล่าไร้แสงราวกับวิญญาณของเขาหลุดลอยไปพร้อมกับใครบางคน
ไร้รัศมีของชายหนุ่มที่เคยเป็นดั่งเทพสงครามของทัพโดยสิ้นเชิง
"เจ้าคิดว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้คนตายฟื้นคืนได้หรือ" จางเจียเหายังไม่คงลดละเนื่องจากมิอาจทนเห็นสหายมีสภาพเช่นนี้ได้อีกต่อไป "เจ้าคิดว่าศิษย์พี่หนิงอันจะอยากเห็นเจ้ากลายเป็นเช่นนี้หรือ นางเป็นนักรบ นางตัดสินใจแลกชีวิตของตนเพื่อชัยชนะ แล้วเจ้ากลับเลือกที่จะตายทั้งเป็น เจ้าคิดว่านี่คือสิ่งที่นางต้องการรึ"
"พอเถอะ..." เสียงของเจิ้งเจียห้าวแหบพร่า "ข้าไม่อยากฟัง"
"แต่เจ้าต้องฟัง!" จางเจียเหากระแทกเสียง ขณะคว้าไหล่ของอีกฝ่ายและบีบแน่น "เจ้าคิดว่านางจะอยากเห็นเจ้าเป็นเพียงเปลือกที่ไร้จิตวิญญาณหรือ? เจ้าคือแม่ทัพน้อยเจิ้งเจียห้าว! บุรุษที่อายุน้อยที่สุด เป็นนายน้อยของพวกเรา เจ้าอย่าลืมสิกว่าที่เจ้าจะพิสูจน์ตนเองจนทำให้ทหารทุกคนศรัทธานั้นเหนื่อยยากแค่ไหน”
“ที่ข้ามาถึงจุดนี้เพราะมีนาง...นางทำให้ข้าเป็นผู้เป็นคนเช่นทุกวันนี้ ศิษย์พี่ของข้า...”
“เจ้าเป็นบุรุษที่นางชื่นชมและเชื่อมั่นที่สุด แล้วตอนนี้เจ้ากลายเป็นอะไรกัน"
เจิ้งเจียห้าวหลุบตาลง ทั่วร่างไร้ซึ่งพลังใจที่จะตอบโต้
"เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร..." เสียงของเขาสั่นเครือ "ข้าพยายามแล้ว ข้าพยายามบอกตนเองว่าเราชนะศึกนี้...แต่เหตุใดมันถึงว่างเปล่าขนาดนี้"
จางเจียเหาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจคว้าแขนสหายแล้วออกแรงกระชากให้ลุกขึ้น
"เจ้าต้องไปกับข้า"
"ไปไหน..."
"ขึ้นเขา ที่สำนักบำเพ็ญตนบนเขาลูกนั้นมีนักพรตผู้มีปัญญากว้างไกล ข้าเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถช่วยให้จิตใจของเจ้าสงบลงได้ ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าจมอยู่กับความเศร้าเช่นนี้อีกต่อไป"
"ไร้สาระ..."
"หากไร้สาระ เจ้าบอกข้ามาสิว่าจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นได้เมื่อใด" จางเจียเหายิ้มเยาะ "ตอนนี้จิตใจเจ้าไร้ที่พึ่ง เจ้ายังไม่พร้อมจะยืนขึ้นโดยลำพังอย่ามัวเอาแต่หนีความจริงเช่นนี้อยู่เลย ตามข้ามา..."
“...”
เจิ้งเจียห้าวกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดพลุ่งพล่านในอก เขาอยากจะแย้งแต่ไม่รู้จะแย้งอย่างไรเพราะสิ่งที่จางเจียเหาพูดมานั้นล้วนเป็นความจริง
"ไปกับข้าเถอะ เจียห้าว..." น้ำเสียงของจางเจียเหาอ่อนลง "ข้ารู้ว่าเจ้ารักนาง ข้ารู้ว่านางสำคัญกับเจ้ายิ่งนัก...แต่นางจากไปแล้ว เจ้าจะให้ความตายของนางกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าหมดสิ้นทุกสิ่งไปหรือ?"
เจิ้งเจียห้าวเงียบงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้าอย่างเชื่องช้า
"ได้... ข้าไปก็ได้"
จางเจียเหามองสหายของตนเองที่แม้จะยังเศร้าโศก แต่อย่างน้อยก็ยอมก้าวเดินออกจากเงามืดของตนเองสักที แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของหนทางที่เขาต้องการให้เจิ้งเจียห้าวเดินต่อไป
บนเส้นทางสู่ยอดเขาแห่งนั้น อาจมีสิ่งที่สามารถช่วยเติมเต็มหัวใจที่ว่างเปล่าของแม่ทัพน้อยผู้นี้ให้แกร่งกล้าขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้...
แสงแดดยามสายทอดผ่านผ้าม่านบางเข้ามาภายในวิหารบนยอดเขา บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงสายลมพัดแผ่วพาเอาใบไม้ไหวสะท้อนความเยือกเย็นของขุนเขาสูง
เวลานี้เจิ้งเจียห้าว นั่งคุกเข่าตรงหน้าโต๊ะไม้เก่าแก่ตัวหนึ่ง สายตาเหม่อลอย มองผ่านไอธูปจางไปยังชายชราเต็มไปด้วยหนวดหงอกขาวเฟิ้มผู้หนึ่ง
ชายชราผู้นั้นสวมอาภรณ์นักพรตสีขาวหม่น ผมขาวแซมเทาเกล้าเป็นมวยสูง ใบหน้ามีริ้วรอยแห่งกาลเวลา ทว่าแววตากลับคมปลาบราวกับสามารถมองลึกเข้าไปในจิตใจของผู้คนได้
"มาถึงจนได้" นักพรตเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่กลับทำให้จางเจียเหากับเจิ้งเจียห้าวถึงกับชะงัก
จางเจียเหา ค้อมกายคารวะ "ข้าน้อยขอคารวะท่านนักพรต"
นักพรตพยักหน้าเล็กน้อย แต่สายตาของเขากลับจ้องตรงไปยังเจิ้งเจียห้าว
"พ่อหนุ่ม...เจ้ามิได้มาที่นี่เพราะศรัทธา แต่มาเพราะมิอาจปล่อยวาง..."
เจิ้งเจียห้าวชะงัก เขาไม่ได้กล่าวอะไรออกมา แต่หมัดที่วางอยู่บนเข่ากลับกำแน่นขึ้น
"ใจเจ้าผูกมัดอยู่กับสิ่งที่ไม่แน่นอน"
นักพรตไม่ได้ถามอย่างต้องการคำตอบ แต่กลับเหมือนเป็นคำชี้นำบางอย่าง เจิ้งเจียห้าวหรี่ตาลง ริมฝีปากเม้มแน่น
"การลืมนั้นยากเย็น ข้ารู้..." นักพรตกล่าวต่อ
"นางตายไปแล้ว" เจิ้งเจียห้าวเอ่ยขัดขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าทว่าหนักแน่น
นักพรตเฒ่าหัวเราะเบา ๆ ดวงตาฉายแววลึกล้ำ
"ผู้จากไป อาจมิใช่ผู้ดับสูญ"
จางเจียเหาขมวดคิ้ว "ท่านหมายความว่าอย่างไร"
นักพรตเพียงหยิบพู่กันขึ้นมา จุ่มลงในถ้วยน้ำหมึก แล้วลากเส้นลงบนกระดาษแผ่นบาง
"แม้มิอยู่ที่เดิม...แต่ยังคงอยู่ที่ใดสักแห่ง"
เจิ้งเจียห้าวจ้องมองอักษรบนกระดาษที่นักพรตเฒ่ามอบให้ แววตาของเขาลึกล้ำและเต็มไปด้วยความสับสน
"ท่านนักพรตกำลังบอกว่า... นางยังไม่ตาย ใช่หรือไม่"
เขาเงยหน้าขึ้น สายตาคมปลาบจ้องไปยังชายชราราวกับต้องการเค้นคำตอบ
นักพรตเฒ่าเพียงยิ้มบางก่อนจะหลุบตาลงจิบชาอย่างไม่รีบร้อน ราวกับไม่ได้ยินคำถาม
"เพราะเหตุใดท่านไม่ตอบข้า" เจิ้งเจียห้าวเอ่ยเสียงหนัก
นักพรตวางถ้วยชาลงช้า ๆ แล้วทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองยอดไม้ที่ลู่ไหวไปตามแรงลม
"ข้าพูดได้เพียงเท่าที่ฟ้าอนุญาต มิอาจฝืนคำสวรรค์"
คำตอบนั้นยิ่งทำให้เจิ้งเจียห้าวกำกระดาษในมือแน่นกว่าเดิม ใจของเขาร้อนรุ่มราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ภายใน
หากนางสิ้นชีพไปแล้วจริง ๆ อย่างที่ลูกน้องของเขากลับมารายงาน เหตุใดนักพรตเฒ่าจึงไม่กล่าวว่า ‘นางได้ตายแล้วให้เขาตัดใจลืมเลือนเสีย’ ให้ชัดเจน?
คำกล่าวเหล่านั้นราวกับต้องการเปิดโอกาสให้ตีความเป็นอื่นได้
หาก ‘แม้มิอยู่ที่เดิม...แต่ยังคงอยู่ที่ใดสักแห่ง’ หมายความว่านางอาจรอดชีวิต ศพมิได้ถูกเผากลายเป็นเถ้าถ่านไร้วี่แววแม้กระทั่งเถ้ากระดูกอย่างที่ทุกคนเข้าใจ
หากสิ่งที่เขาคิดเป็นความจริง เช่นนั้น...เขาต้องตามหานางให้พบ!
ยามค่ำคืน ณ ค่ายทหาร
ลมหนาวพัดผ่านกระโจมใหญ่ เจิ้งเจียห้าวนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ มือข้างหนึ่งถือจอกสุราทว่าไม่ได้ยกขึ้นดื่ม สายตาจ้องมองกระดาษแผ่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จางเจียเหาเดินเข้ามา เห็นสหายยังคงจมอยู่กับความคิดของตนเอง
"เจ้ายังไม่วางกระดาษแผ่นนั้นอีกหรือ"
"ข้าจะตามหานาง"
จางเจียเหาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจ "เจ้าก็รู้แล้วว่าเปลวเพลิงในสนามรบเผาทุกอย่างจนไม่เหลืออะไร...ศพของนางก็หาไม่พบ คนทั้งกองทัพต่างลงความเห็นว่านางสิ้นชีพแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย"
"แต่ไม่มีใครเห็นศพของนางด้วยตาตัวเอง" เจิ้งเจียห้าวกล่าวเสียงหนัก "ถ้าข้าไม่เห็นกับตา ข้าจะไม่มีวันเชื่อว่านางจากไปแล้ว"
จางเจียเหานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก "ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะพูดแบบนี้"
"ข้ารักนาง...และข้าเป็นหนี้ชีวิตนาง หากนางยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใด ข้าก็ต้องตามหานางให้พบ"
เจิ้งเจียห้าวกล่าวอย่างแน่วแน่ แววตาที่เคยหม่นเศร้าเริ่มฉายประกายความมุ่งมั่นอีกครั้ง
นักพรตเฒ่ามิได้กล่าวว่านางยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็มิได้กล่าวว่านางตายไปแล้ว
สิ่งนี้เพียงพอแล้วสำหรับเขาให้ใช้ชีวิตต่อแล้ว...
หากมีเพียงโอกาสแม้เพียงน้อยนิด ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินค้นหา เขาก็จะไม่มีวันยอมแพ้!
