ตอนที่ 8 งานเทศกาลล่าสัตว์
ตอนที่ 8 งานเทศกาลล่าสัตว์
ณ บริเวณลานพิธีงานเทศกาลล่าสัตว์ ขบวนรถม้าของเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์จอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ เยี่ยนเฉิงกงในชุดล่าสัตว์สีน้ำเงินเข้มดูองอาจสมเป็นชายชาตรี เขากำลังยืนสนทนากับเหล่าขุนนางด้วยรอยยิ้มที่ทำให้บรรดาคุณหนูทั้งหลายใจสั่นไปตามๆ กัน
“นั่นรถม้าตระกูลมู่นี่นา” เสียงของใครคนหนึ่งร้องทักขึ้น
ทำให้เสียงหัวเราะต่อกระซิบของบรรดาเหล่าคุณหนูและคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์หยุดชะงักลงเล็กน้อย เมื่อรถม้าหรูหราที่มีตราสัญลักษณ์ตระกูลมู่โหวเคลื่อนตัวเข้ามาจอดอย่างมั่นคง
สายตาทุกคู่ต่างหันมามองด้วยความสนใจ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่เพิ่งกลับมาจากการสำนึกผิดที่วัดเขาซิงซาน จะต้องมีวีรกรรมอะไรบางอย่างให้เป็นหัวข้อสนทนาในวันนี้แน่ๆ
มู่จิ้นหยวนก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรก ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึมและแฝงไปด้วยความกังวลลึกๆ เขาจัดระเบียบชุดให้เข้าที่ ก่อนจะหันไปยื่นมือรับหลิวซื่อ ที่ก้าวตามลงมาพร้อมรอยยิ้มละมุนอันเป็นเอกลักษณ์
จากนั้นมู่หลันฮัวก็ก้าวลงมาด้วยท่วงท่าที่ราวกับเทพธิดาตัวน้อยๆ นางสวมชุดสีชมพูกลีบบัวดูอ่อนหวานและสดใส ยามที่นางยิ้มให้เหล่าขุนนางและคุณชายรุ่นเยาว์ที่ยืนอยู่รอบๆ หัวใจของบุรุษเหล่านั้นแทบจะละลายลงกองกับพื้น เยี่ยนเฉิงกงที่ยืนอยู่ไม่ไกลเห็นดังนั้นก็เผลอยกยิ้มที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว
ทว่า... ความเงียบกริบกลับเข้าปกคลุมเมื่อสตรีคนสุดท้ายก้าวลงจากรถม้า
มู่รั่วซีลก้าวเท้าลงสู่พื้นดินด้วยท่วงท่าที่สง่างาม แสงอาทิตย์ที่เคยแผดจ้ากลับดูเหมือนจะอ่อนแสงลงเพื่อให้ความโดดเด่นแก่สตรีในชุดสีฟ้าครามผู้นี้ ผ้าไหมเมฆาที่ดูเรียบง่ายเมื่อครู่ บัดนี้ยามต้องแสงตะวันกลับทอประกายระยับราวกับคลื่นน้ำในทะเลสาบยามเช้า ลวดลายด้ายเงินที่ปักเป็นรูปเมฆมงคลซ่อนเร้นปรากฏขึ้นวับวาวทุกจังหวะการเคลื่อนไหว ดูลึกลับและสูงส่งจนยากจะถอนสายตา
ใบหน้าของนางที่มักจะถูกแต่งแต้มจนฉูดฉาดบัดนี้กลับดูนวลตาและกระจ่างใส ความเงียบเข้าปกคลุมลานพิธีชั่วขณะ
“นั่น... มู่รั่วซีจริงหรือ?” เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะ
“นางดู...สง่างามและสงบนิ่งเหลือเกิน ราวกับเป็นคนละคนกับที่เคยอาละวาดกลางงานเลี้ยงเมื่อสองเดือนก่อน”
มู่จิ้นหยวนเห็นบุตรสาวคนโตวางตัวได้สง่างามเช่นนั้น หัวใจที่เคยหนักอึ้งก็เบาลง เขาเผลอยืดอกขึ้นด้วยความภูมิใจโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่มู่หลันฮัวถึงกับหน้าถอดสี มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางมองดูพี่สาวที่ตอนนี้กลายเป็นจุดสนใจของทุกคน แทนที่จะเป็นตัวตลกอย่างที่นางวางแผนไว้
มู่รั่วซีเห็นสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่นาง โดยเฉพาะสายตาของเยี่ยนเฉิงกงที่ดูตะลึงงันไปชั่วขณะ นางก็ลอบยิ้มในใจก่อนจะก้าวเดินอย่างมั่นคงมุ่งตรงไปยังเยี่ยนเฉิงกง ท่วงท่าการเดินที่ฝึกฝนมาอย่างดีจากชาติก่อนบวกกับความสง่างามของผ้าไหมเมฆาทำให้นางดูเหมือนหงส์ที่กำลังเยื้องกราย ทันทีที่เข้าใกล้ระยะประชิด รั่วซีก็เปลี่ยนท่าทีในพริบตา นางแสร้งทำเป็นดวงตาสั่นระริก ก่อนจะย่อกายคารวะอย่างอ่อนช้อยเกินกาลเทศะเล็กน้อย พร้อมกับเอ่ยเสียงที่ดังพอให้ทุกคนที่ยืนอยู่รอบข้างได้ยินชัดเจน
“หม่อมฉันกลับมาจากวัดเขาชิงซานได้หลายวันแล้ว เฝ้ารอทุกเช้าค่ำว่าองค์ชายจะเสด็จมาเยี่ยมหรือส่งข่าวคราวมาบ้าง แต่ท่านกลับเงียบหายไปเลย...” นางช้อนสายตาขึ้นมองเขา แววตาเต็มไปด้วยความตัดพ้อ
กิริยาที่ดูคลั่งรักจนออกนอกหน้าของรั่วซี ทำเอาบรรดาฮูหยินขุนนางที่ยืนอยู่แถวนั้นเริ่มขยับถอยห่างและส่งสายตาดูแคลนกันอีกครั้ง
เยี่ยนเฉิงกงที่กำลังตกตะลึงในความงามของนาง เมื่อเจอคำพูดตัดพ้อเช่นนี้ก็เริ่มรู้สึกอึดอัดใจ ท่าทางของรั่วซีในตอนนี้ดูเหมือนคนไม่รู้จักกาลเทศะและเรียกร้องความสนใจ ซึ่งเป็นนิสัยของนางที่เขารังเกียจที่สุด
“รั่วซี... เจ้าใจเย็นก่อน เจ้าพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนมากมายมันไม่เหมาะสมนัก” เขาพยายามกดเสียงต่ำและก้าวถอยหลังเล็กน้อย
“ไม่เหมาะสมอย่างไรหรือเพคะ?” รั่วซีแสร้งทำเสียงสั่นเครือ ก้าวตามเข้าไปจนแทบจะชิดอกของเขา “หรือว่าหัวใจขององค์ชายรองไม่ได้อยู่ที่หม่อมฉันแล้ว?
นางแสร้งยกมือขึ้นปาดหางตาที่ไม่มีน้ำตาแม้แต่นิดเดียว แต่ภาพที่คนภายนอกเห็นคือสตรีที่กำลังคร่ำครวญทวงความรักจากบุรุษต่อหน้าฝูงชน
เยี่ยนเฉิงกงรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เขาจึงรีบปั้นคำลวงออกมาทันที
“รั่วซี เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ที่ข้าไม่ได้ไปหาเจ้า...ก็เพราะช่วงนี้เสด็จพ่อทรงมอบหมายภารกิจสำคัญในกรมโยธาให้ข้าดูแล ข้าต้องออกตรวจตราเขื่อนนอกเมืองทุกวันจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน มิได้มีใจเป็นอื่นอย่างที่เจ้าคิดเลย”
คำโกหกคำโตหลุดออกมาจากปากของบุรุษตรงหน้า ทำให้รั่วซีลอบยิ้มเย้ยหยันในใจ
“เป็นเช่นนั้นเองหรือเพคะ” รั่วซีแสร้งทำสีหน้าโล่งใจ ก่อนนางจะคว้ามือของเยี่ยนเฉิงกงมาจับไว้แน่น ท่ามกลางเสียงสูดหายใจด้วยความตกใจของเหล่าคุณหนูในละแวกนั้น
รั่วซีแสร้งยิ้มกว้างอย่างใสซื่อ ส่วนมู่จิ้นหยวนรู้สึกอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เมื่อครู่นางยังดูสง่างามดุจหงส์ แต่เพียงแค่เจอหน้าผู้ชาย นางกลับกลายเป็นสตรีไร้ยางอายที่เข้าไปฉอเลาะบุรุษต่อหน้าธารกำนัล
“รั่วซี! เจ้าสำรวมกิริยาหน่อย!” มู่จิ้นหยวนห้ามปรามลูกสาวเสียงเบาแต่ดุดัน เขาเดินเข้ามากระชากแขนนางให้ถอยออกมา “เจ้าเพิ่งกลับมาแท้ๆ อย่าได้ทำตัวเป็นที่รำคาญใจให้องค์ชายรอง และอย่าได้สร้างเรื่องให้ตระกูลมู่ต้องขายหน้าไปมากกว่านี้เข้าใจไหม!”
รั่วซีแสร้งทำท่าตกใจจนตัวสั่น นางก้มหน้าลงต่ำทันที “ท่านพ่อ... ลูก... ลูกเพียงแค่อยากบอกความในใจกับคู่หมั้นของลูกเท่านั้นเองเจ้าค่ะ ลูกไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”
“อย่าทำตัวพูดไม่รู้เรื่อง! ไปยืนข้างหลังแม่กับน้องของเจ้าเสีย!” มู่จิ้นหยวนสั่งด้วยความเหนื่อยหน่าย เขาหันไปค้อมกายให้เยี่ยนเฉิงกง “ขอประทานอภัยองค์ชายรองด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
มู่หลันฮัวเห็นจังหวะที่พี่สาวกำลังถูกตำหนิ นางก็รีบแทรกตัวเข้ามาประคองอย่างเป็นห่วง “พี่หญิง ท่านอย่าน้อยใจท่านพ่อเลยนะเจ้าคะ ท่านคงกังวลว่าพี่หญิงจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น”
หลันฮัวลอบสบตากับเยี่ยนเฉิงกง แววตาของนางสื่อความหมายถึงความหนักใจที่มีพี่สาวทำตัวแบบนี้ เยี่ยนเฉิงกงส่งสายตาเห็นอกเห็นใจให้นางทันที พลางคิดในใจว่าหลันฮัวช่างเป็นสตรีที่จิตใจประเสริฐยิ่งนัก เพราะนางต้องอดทนอยู่กับสตรีเจ้าอารมณ์และเอาแต่ใจอย่างรั่วซี
