บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 9 คู่อริ

ตอนที่ 9 คู่อริ

รั่วซีถูกพามานั่งที่โต๊ะรับรองสำหรับคุณหนูตระกูลขุนนาง ซึ่งตั้งอยู่ถัดจากลานพิธีไม่ไกลนัก ตลอดเวลาที่เดินมา นางแสร้งทำเป็นกระสับกระส่าย มือไม้สั่นเหมือนคนที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่สายตานั้นกลับคอยสังเกตทุกความเคลื่อนไหว

ไม่นานนักเสียงแตรก็ดังก้องกังวาลไปทั่วบริเวณ ขบวนเสด็จอันยิ่งใหญ่ของโอรสสวรรค์ก็เคลื่อนคล้อยเข้ามาสู่ลานพิธีอย่างช้าๆ ธงทิวสีเหลืองทองโบกสะบัดล้อสายลม เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างหมอบลงกับพื้นก่อนจะกล่าวถวายพระพรพร้อมกัน

มู่รั่วซีย่อกายหมอบลงตามข้าราชบริพารคนอื่นๆ ทว่าดวงตาของนางกลับไม่ได้ก้มลงมองพื้นดินเพียงอย่างเดียว นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผ่านช่องว่างของแขนเสื้อที่ยกขึ้นบังใบหน้า สายตาของนางจับจ้องไปที่กลุ่มสตรีผู้สูงศักดิ์ที่เดินตามหลังฮ่องเต้มา

ฮองเฮา ผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุดในฝ่ายใน เดินอย่างสง่างามในชุดสีเหลืองทองที่ปักลายหงส์เหิน ใบหน้าของพระนางเต็มไปด้วยรอยยิ้มเมตตา ถัดมาคือเหวินกุ้ยเฟย พระมารดาของเยี่ยนเฉิงกง พระนางสวมชุดสีแดงทับทิมที่ขับให้ผิวพรรณดูผุดผ่องยิ่งขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มของพระนางดูอ่อนโยนแต่รอยยิ้มนั้นสำหรับรั่วซีคือคมดาบที่อาบด้วยน้ำผึ้ง

และในจังหวะที่ขบวนเชื้อพระวงศ์ก้าวเข้าสู่ปะรำพิธี บุรุษผู้หนึ่งที่เดินรั้งท้ายขบวนกลับดึงดูดสายตาของทุกคนให้หยุดนิ่ง เขาอยู่ในชุดสีดำขลับปักดิ้นเงินเป็นรูปพยัคฆ์โจนทะยานขับเน้นร่างกายที่สูงใหญ่ให้ดูองอาจ กลิ่นอายสังหารและอำนาจที่แผ่ออกมาทำให้ผู้คนที่อยู่ใกล้ถึงกับหายใจติดขัด

เขาสวมหน้ากากเงินครึ่งใบหน้าที่ปกปิดความหล่อเหลาที่เลื่องชื่อว่าคมเข้มดั่งรูปหยกสลัก ทว่าดวงตาที่เปิดเปลือยอยู่นั้นกลับดุดันและเย็นชาราวกับน้ำแข็งใต้หุบเหว เยี่ยนจิ่งเทียน องค์ชายใหญ่ผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพทิศอุดร บุรุษที่คนทั้งแผ่นดินยำเกรงในความโหดเหี้ยมและเด็ดขาด

ในชาติก่อน เยี่ยนจิ่งเทียนคือบุรุษที่นางเกลียดชังที่สุด ทุกครั้งที่พบหน้ากัน เยี่ยนจิ่งเทียนมักจะมองนางด้วยสายตาเยาะเย้ยเสมอ และเขาไม่เคยไว้หน้านางแม้เพียงครึ่งส่วน เขามักจะเอ่ยปากตำหนินางอย่างตรงไปตรงมาว่านางคือ สตรีโง่เขลาที่ไร้สมองยอมให้คนอื่นจูงจมูกง่ายๆ

“สตรีโง่เขลาเช่นเจ้า หากวันใดสิ้นอำนาจตระกูลหลิน เจ้าก็ไม่ต่างอะไรจากเศษที่หญ้าไร้ค่า”

“เจ้ามันมีดีแค่เปลือกนอกแต่มันสมองกลับว่างเปล่า ถูกคนจูงจมูกไปตายยังเพ้อฝันว่าเป็นวาสนา”

คำพูดเหล่านั้นในอดีตทำให้รั่วซีเกลียดเขาเข้าไส้ แต่วันนี้...เมื่อมองย้อนกลับไป นางถึงเพิ่งเข้าใจว่าทุกคำด่าทอที่เขาพ่นใส่นาง มันคือคำเตือนที่หวังดีที่สุดเท่าที่คนรู้จักจะมอบให้แก่กันได้ ทว่าในตอนนั้นนางกลับมองไม่เห็นความจริงใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความปากร้ายนั้นเลย

เยี่ยนจิ่งเทียนเดินผ่านหน้าครอบครัวตระกูลมู่ไปอย่างช้าๆ ทันใดนั้นเขาก็ชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย สายตาคมกริบราวกับเหยี่ยวเบนมาหยุดอยู่ที่สตรีในชุดสีฟ้าครามที่หมอบอยู่กับพื้น

รั่วซีรู้สึกได้ถึงความเย็นวาบที่แล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้มีความรู้สึกสัมผัสที่ไวต่อสิ่งผิดปกติ หากนางแสดงพิรุธเพียงนิด เขาจะมองออกทันที

“นี่ใช่คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่หรือไม่?” เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของเยี่ยนจิ่งเทียนดังขึ้น ทำเอาขุนนางรอบข้างถึงกลั้นหายใจ

มู่จิ้นหยวนรีบละล่ำละลักตอบแทนบุตรสาว เพราะกลัวว่านางจะทำให้พยัคฆ์ทมิฬอารมณ์ขุ่นมัว “พ่ะย่ะค่ะองค์ชายใหญ่ รั่วซีเพิ่งกลับมาจากการปฏิบัติธรรมที่วัดเขาชิงซาน จึงได้มาเข้าร่วมงานในวันนี้”

เยี่ยนจิ่งเทียนแค่นยิ้มเย็นที่มุมปากที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากาก “หึ!…ไม่ได้พบกันเพียงเดือนเดียว ดูเหมือนคุณหนูใหญ่มู่จะเปลี่ยนวิธีเรียกร้องความสนใจจากนกแก้วนกขุนทองมาเป็นดอกบัวขาวริมสระเสียแล้ว”

รั่วซีแสร้งทำเป็นสั่นกลัว นางก้มหน้าลงจนหน้าผากแทบจรดพื้น “หม่อมฉัน...หม่อมฉันขอบพระทัยองค์ชายที่ทรงเอ่ยชมเพคะ”

“ข้าชมเจ้าเมื่อไร?...ข้าเพียงแต่แปลกใจที่เจ้าเลิกทำตัวเป็นแม่นกแก้วแล้วต่างหากล่ะ แต่ดูท่าแล้ว...ข้างในหัวเจ้าก็ยังคงว่างเปล่าเหมือนเดิม”

เยี่ยนจิ่งเทียนแค่นเสียงเหอะในลำคอ ก่อนที่เขาจะสะบัดชายเสื้อคลุมสีดำสนิทแล้วก้าวเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองอีก

คำถากถางนั้นทำให้มู่หลันฮัวที่หมอบอยู่ข้างๆ ลอบยิ้มด้วยความสะใจ แต่มู่รั่วซีกลับรู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ‘เขายังเหมือนเดิม ปากคอเราะร้ายไม่เคยเปลี่ยน’

เมื่อเริ่มเข้าสู่พิธีการแข่งขัน เยี่ยนเฉิงกงก็รีบควบม้าเข้าไปหาเยี่ยนจิ่งเทียนเพื่อทำความเคารพตามมารยาท ทว่าเขากลับไม่ได้สนใจน้องชายร่วมบิดาคนนี้แม้แต่น้อย เขาหันกลับมามองมู่รั่วซีอีกครั้ง แววตาคมกริบนั้นดูเหมือนจะพยายามค้นหาอะไรบางอย่างภายใต้ใบหน้าที่ดูเมินเฉยของนาง ก่อนจะกระตุกบังเหียนควบม้าทะยานเข้าไปในป่าเป็นคนแรก

เมื่อกิจกรรมล่าสัตว์สำหรับบุรุษเริ่มขึ้นแล้ว บรรดาเหล่าฮูหยินและคุณหนูก็พากันนั่งพักผ่อนพูดคุยกันอยู่ที่ปะรำพิธี มู่รั่วซีนั่งอยู่ท่ามกลางคุณหนูจากตระกูลต่างๆ ที่เริ่มหันมาซุบซิบนินทานางในระยะเผาขน แต่นางกลับไม่ใส่ใจ สายตาของนางคอยสังเกตดูมู่หลันฮัวที่กำลังจะเดินเข้าไปประจบประแจงเหวินกุ้ยเฟยอย่างออกนอกหน้า

เหวินกุ้ยเฟยประทับอยู่บนเก้าอี้ไม้ชิงชันแกะสลักหรูหราเบื้องหลังม่านโปร่ง พระนางทอดพระเนตรไปที่ป่าเบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย จนกระทั่งมู่หลันฮัวที่ได้รับสัญญาณจากนางกำนัลที่หลิวซื่อซื้อตัวไว้ นางจึงค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้พร้อมถาดน้ำชาที่ชงจากยอดใบชาชั้นดี

“หม่อมฉันมู่หลันฮัว ตั้งใจชงชาปี้หลัวชุนมาถวายเหวินกุ้ยเฟยเพื่อให้ทรงสำราญพระทัยเพคะ” น้ำเสียงของหลันฮัวหวานหยดย้อย กิริยาท่าทางงดงามไร้ที่ติ

เหวินกุ้ยเฟยปรายตามองเด็กสาวตรงหน้า นางย่อมมองออกว่านี่คือความพยายามเสนอตัวอย่างโจ่งแจ้ง ทว่านางกลับยิ้มแย้มอย่างเมตตา “เจ้าช่างเป็นเด็กที่รู้จักกาลเทศะและกตัญญูเสียจริง กลิ่นกายเจ้าก็หอมรื่นรมย์นัก ใช้เครื่องหอมตำรับใดกัน?”

หลันฮัวใจพองโต รีบก้มหน้าตอบด้วยความเอียงอาย “เป็นเครื่องหอมที่พี่หญิงมอบให้หม่อมฉันเองเพคะ นางบอกว่าเป็นสูตรที่แม่ชีบนวัดเขาชิงซานมอบให้”

เหวินกุ้ยเฟยเหลือบสายตาไปมองมู่รั่วซีที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ไกลออกไป “เอาเถอะ...ขอบใจเจ้ามากสำหรับน้ำชา เจ้าไปนั่งเล่นกับสหายของเจ้าเถิด ข้าจะกลับไปเอนหลังที่กระโจมพักเสียหน่อย”

หลันฮัวย่อกายลงอย่างแช่มช้า แม้จะผิดหวังที่ได้สนทนาเพียงไม่กี่คำ แต่นางก็ถือว่าการที่เหวินกุ้ยเฟยทรงพูดคุยกับนางในครั้งนี้คือชัยชนะก้าวแรก แต่นางหารู้ไม่ว่า ทันทีที่นางหันหลังเดินจากไป แววตาเมตตาของเหวินกุ้ยเฟยกลับเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าและเย็นชา

“หึ... นังเด็กคนนี้ทะเยอทะยานจนออกนอกหน้า” เหวินกุ้ยเฟยพึมพำ ก่อนจะหันไปสั่งนางกำนัลคนสนิท “พยุงข้ากลับกระโจมพักผ่อนเถิด แดดเริ่มแรงขึ้นแล้วผิวข้าจะเสีย”

ภายในกระโจมหลวงที่กว้างขวางและเย็นสบาย เหวินกุ้ยเฟยนั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก โดยมีนางกำนัลคนสนิทกำลังนวดที่ไหล่ให้อย่างเบามือ

“มู่รั่วซี...วันนี้นางดูแปลกไป” จธ่ ๆ เหวินกุ้ยเฟยก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ

“จะทรงเรียกนางมาพบไหมเพคะ?” นางกำนัลคนสนิทถามอย่างรู้ใจ

“เรียกมาสิ... ข้าต้องดูให้แน่ใจว่าหมากตัวนี้ยังอยู่ในกระดานของข้าหรือไม่”

ไม่นานนัก นางกำนัลผู้หนึ่งก็เดินกึ่งวิ่งตรงไปยังปะรำพิธีที่มู่รั่วซีนั่งอยู่ นางย่อกายลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเบาพอให้ได้ยินกันเพียงสองคน “คุณหนูใหญ่มู่ เหวินกุ้ยเฟยมีรับสั่งให้ท่านไปเข้าเฝ้าที่กระโจมพักส่วนพระองค์เจ้าค่ะ”

มู่รั่วซีที่กำลังจิบน้ำชาอย่างใจลอย วางถ้วยลงช้าๆ นางไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นหรือดีใจจนออกนอกหน้าเหมือนในชาติก่อน นางเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามนางกำนัลคนนั้นไป ท่ามกลางสายตาริษยาของเหล่าคุณหนูและมู่หลันฮัวที่นั่งอยู่ไม่ไกล

เมื่อก้าวเข้าสู่กระโจม มู่รั่วซีสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากสตรีสูงศักดิ์ที่นั่งอยู่เบื้องหน้า นางย่อตัวลงทำความเคารพอย่างอ่อนช้อย

“รั่วซีถวายพระพรเหวินกุ้ยเฟยเพคะ”

“ลุกขึ้นเถิด” น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลทว่าทรงอำนาจ “เด็กดีเข้ามาใกล้ๆ ข้าหน่อยสิ ให้ข้าได้มองหน้าเจ้าให้ชัดๆ หน่อย”

รั่วซีลุกขึ้นแล้วก้าวเข้าไปหยุดอยู่หน้าตั่ง ประสานมือไว้ที่หน้าท้องอย่างสำรวม แววตาของนางนิ่งสงบดุจน้ำในบ่อลึก ไม่มีความคลั่งรักหรือความโหยหาการยอมรับเหมือนแต่ก่อน

เหวินกุ้ยเฟยจ้องมองใบหน้าของเด็กสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ชุดสีฟ้าครามที่รั่วซีสวมใส่ยิ่งขับเน้นความงามของนางให้ดูสูงส่งและจับตาอย่างประหลาด เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกไม่มั่นคงในใจ

“เจ้าไปอยู่ที่วัดเขาชิงซานมาเพียงเดือนเดียว ดูจะเปลี่ยนไปมากทีเดียว ทั้งกิริยาและคำพูดคำจา...เจ้ายังโกรธเฉิงกงอยู่หรือเปล่าที่เขาไม่ได้ไปเยี่ยมเจ้า?”

“หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ” รั่วซีตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “องค์ชายรองทรงมีภารกิจเพื่อราษฎรมากมาย หม่อมฉันที่เป็นเพียงสตรีในห้องหอ ย่อมต้องเข้าใจและสนับสนุนพระองค์ มิควรนำเรื่องส่วนตัวไปกวนใจเพคะ”

เหวินกุ้ยเฟยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มอาบยาพิษปรากฏขึ้นที่มุมปาก “พูดได้ดี...สมกับที่เป็นลูกหลานตระกูลหลิน รั่วซีที่ข้าเรียกเจ้ามาวันนี้ เพราะอยากจะย้ำเตือนเจ้าเรื่องสำคัญ”

เหวินกุ้ยเฟยลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาช้าๆ จนกลิ่นเครื่องหอมเข้มข้นตีเข้าจมูกของรั่วซี นางยื่นมือเรียวงามที่สวมปลอกทองคำมาเชยคางรั่วซีขึ้นเบาๆ

“เจ้ากับเฉิงกงมีสัญญาหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก บัดนี้เจ้าก็อายุ 16 ปีแล้ว ข้าได้หารือกับฝ่าบาทและมู่โหวแล้วว่า อีกสามเดือนข้างหน้า คือฤกษ์มงคลที่จะจัดพิธีสมรสพระราชทานระหว่างเจ้ากับเฉิงกง”

คำพูดนั้นหากเป็นชาติก่อน มู่รั่วซีคงจะร้องไห้ด้วยความดีใจและคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณ แต่วันนี้...นางกลับรู้สึกเหมือนได้รับหมายเรียกตัวไปสู่ลานประหาร

“เจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม ระหว่างสามเดือนนี้จงอยู่ในจวนอย่างสงบ อย่าให้มีเรื่องเสื่อมเสียกิริยาเหมือนที่ผ่านๆ มาอีก เพราะตำแหน่งพระชายาเอกนั้นหนักหนานัก หากเจ้าทำตัวไม่เหมาะสม ข้าเองก็อาจจะปกป้องเจ้าไม่ได้”

รั่วซีแสร้งทำเป็นตัวสั่นเล็กน้อย แววตาฉายความกังวลใจออกมา “หม่อมฉัน...หม่อมฉันขอบพระทัยในความเมตตาของกุ้ยเฟยเพคะ หม่อมฉันจะพยายามวางตัวให้เหมาะสมกับวาสนาที่ได้รับ”

“ดีมาก” เหวินกุ้ยเฟยตบไหล่นางเบาๆ “ข้ารู้ว่าเจ้ารักเฉิงกงมากเพียงใด อย่าทำให้ข้าและเฉิงกงต้องผิดหวังล่ะ ตระกูลมู่และตระกูลหลินมีหน้าที่ต้องค้ำจุนราชบัลลังก์ และเจ้าคือคนที่สำคัญที่สุดสำหรับเฉิงกง”

คำพูดของเหวินกุ้ยเฟยชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด นางไม่ได้ต้องการลูกสะใภ้ แต่ต้องการตระกูลของท่านตาและตระกูลมู่ไว้เป็นฐานอำนาจให้บุตรชาย

“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ” รั่วซีก้มหน้าลงซ่อนแววตาวาวโรจน์

“เอาละ เจ้าไปได้แล้ว ข้าอยากพักผ่อนจริงๆ เสียที”

รั่วซีย่อกายอำลาแล้วเดินออกจากกระโจมมา ทันทีที่พ้นสายตานางกำนัล ลมหายใจที่นางกลั้นไว้เพราะเมาเครื่องหอมก็ถูกปล่อยออกมาอย่างช้าๆ นางมองไปยังป่าลึกที่เหล่าบุรุษกำลังล่าสัตว์กันอยู่

สามเดือน...

รั่วซีกำหมัดแน่นภายใต้แขนเสื้อ 'ชาตินี้ในเมื่อพวกเจ้าอยากเร่งวันแต่งงาน ข้าก็จะเร่งวันพินาศของพวกเจ้าเองให้เร็วยิ่งขึ้น!'

“คุณหนู เหวินกุ้ยเฟยตรัสว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” ฉุ่ยเอ๋อร์รีบเข้ามาประคอง

“นางบอกว่า...งานมงคลจะเริ่มในอีกสามเดือน บอกหยวนเถา แผนการขั้นต่อไปให้เริ่มลงมือได้ทันทีที่พวกเรากลับถึงจวน เราไม่มีเวลาให้เสียเปล่าอีกแล้ว”

“เจ้าค่ะ” ฉุ่ยเอ๋อร์รับคำด้วยใบหน้าจริงจัง นางสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเจ้านาย ความสุขุมและเยือกเย็นของเจ้านายในยามนี้ทำให้นางรู้สึกยำเกรงมากกว่าเดิมหลายเท่า

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel