ตอนที่ 7 ละครฉากใหญ่
ตอนที่ 7 ละครฉากใหญ่
ในคืนต่อมา เหตุการณ์ยังคงดำเนินไปเช่นเดิม อาฝูเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำแกงรังนก ท่าทางของนางดูนอบน้อมยิ่งกว่าเก่า เพราะเห็นว่ามู่รั่วซีไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร มิหนำซ้ำยังดูจะเชื่องขึ้นกว่าเดิมมาก
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ น้ำแกงรังนกอุ่น ๆ มาแล้วเจ้าค่ะ วันนี้ฮูหยินกำชับให้บ่าวใส่โสมคนเพิ่มเข้าไปอีกเล็กน้อย เพื่อให้ท่านมีเรี่ยวแรงก่อนวันงานพรุ่งนี้เจ้าค่ะ” อาฝูเอ่ยเสียงหวาน
รั่วซีที่นั่งอ่านตำราอยู่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น นางส่งยิ้มที่ดูเลื่อนลอยเล็กน้อยให้อีกฝ่าย แสร้งทำเป็นว่าฤทธิ์ยาจากเมื่อคืนยังหลงเหลืออยู่บ้าง “ขอบใจเจ้ามากอาฝู วางไว้ตรงนั้นเถิด”
“บ่าวอยากเห็นคุณหนูดื่มให้หมดก่อนบ่าวจะกลับเจ้าค่ะ จะได้มั่นใจว่าท่านจะหลับสบาย” อาฝูยังคงกดดันด้วยท่าทีที่เป็นห่วงเป็นใย
รั่วซีหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “เจ้าช่างเป็นบ่าวที่ซื่อสัตย์เสียจริง”
นางหยิบถ้วยน้ำแกงขึ้นมา กลิ่นของมันฉุนกึกจนนางอยากจะอาเจียนออกมาเสียเดี๋ยวนั้น ปริมาณของยาที่ผสมมาวันนี้แรงกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด หากเป็นสตรีธรรมดาดื่มเข้าไปคงได้เดินละเมอแก้ผ้าไปตบตีผู้คนกลางตลาดเป็นแน่ รั่วซียกถ้วยขึ้นบังใบหน้า แสร้งทำเป็นจิบ ทว่าในจังหวะที่นางยกผ้าเช็ดหน้าผืนหนาที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อขึ้นซับมุมปาก นางก็รีบพ่นน้ำแกงที่เพิ่งจิบเข้าไปออกมาจนหมด
นางทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนน้ำแกงในถ้วยเหลือครึ่งหนึ่ง อาฝูที่ถอยไปยืนรออยู่มุมห้องก็เหยียดยิ้มในใจ
“เอาละ ข้าดื่มต่อไม่ไหวแล้วจริงๆ กลิ่นของโสมมันทำให้ข้าเวียนหัว” รั่วซีวางถ้วยลง พลางแสร้งยกมือกุมขมับ “ท่านแม่คงลืมไปว่าข้าไม่ค่อยถูกกับโสมเท่าไรนัก”
“เช่นนั้นคุณหนูก็รีบพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ” อาฝูรีบเก็บถ้วยใส่ถาดแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากห้องไป เพื่อกลับไปรายงานความสำเร็จให้เจ้านายของนางฟัง
ปัง!
ทันทีที่สิ้นเสียงประตูปิดลง มู่รั่วซีก็ถลาไปยังอ่างน้ำลายคราม นางสำลอกเอาส่วนที่ลงคอไปเพียงเล็กน้อยออกมา ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น
“ฉุ่ยเอ๋อร์! น้ำชา!”
ฉุ่ยเอ๋อร์รีบส่งถ้วยน้ำชาให้เจ้านายทันที รั่วซีกลั้วปากแรง ๆ หลายครั้งจนกลิ่นขื่นของยาหายไป แต่นางยังไม่หยุด นางล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำเย็นจัดเพื่อปลุกประสาทให้ตื่นตัว
“คุณหนู... พวกนางอำมหิตเหลือเกิน วันพรุ่งนี้คืองานเทศกาลล่าสัตว์ พวกนางกะจะให้ท่านไปทำเรื่องงามหน้าต่อหน้าฝ่าบาทและองค์ชายรองจริงๆ ใช่ไหมเจ้าคะ?” ฉุ่ยเอ๋อร์ถามพลางสะอื้น
รั่วซีคว้าผ้ามาเช็ดหน้าจนแห้งสนิท แววตาของนางบัดนี้ใสกระจ่างและคมกล้าเสียยิ่งกว่าดาบที่เพิ่งลับมาใหม่
“ใช่... พวกนางต้องการให้ข้ากลายเป็นนังบ้าที่อาละวาดกลางงานล่าสัตว์ ให้ข้าถูกตราหน้าว่าเป็นสตรีวิปลาสเพื่อที่เยี่ยนเฉิงกงจะได้มีข้ออ้างในการถอนหมั้นอย่างชอบธรรม และให้มู่หลันฮัวเป็นคู่หมั้นแทนข้า”
นางเดินไปที่หน้าต่าง มองดูท้องฟ้าที่ไร้แสงดาว “แต่พวกนางคงลืมไปว่า...กุ้ยเฟยต้องการข้าเป็นลูกสะใภ้มากเพียงใด ต่อให้ข้ากลายเป็นนางปีศาจพระนางก็ยังเลือกข้าเป็นลูกสะใภ้อยู่ดี"
มู่รั่วซีเหยียดยิ้มที่มุมปากเมื่อนึกถึง เหวินกุ้ยเฟย มารดาของเยี่ยนเฉิงกง สตรีผู้กุมอำนาจฝ่ายในไว้กึ่งหนึ่งและเป็นผู้ผลักดันสัญญาหมั้นหมายนี้อย่างสุดกำลัง ในชาติก่อนรั่วซีเคยเทิดทูนนางเหมือนดั่งแม่แท้ๆ เพราะคำหวานที่ว่า “รั่วซี เจ้าคือลูกสะใภ้เพียงคนเดียวที่ข้าพึงใจ ตำแหน่งชายาเอกของเฉิงกงจะเป็นของใครไม่ได้นอกจากเจ้า” แต่นางเพิ่งมาตาสว่างในกองเพลิงว่า ความเมตตานั้นเป็นเพียงการละครฉากใหญ่ เหวินกุ้ยเฟยไม่ได้รักนาง แต่รักในตราพยัคฆ์และกองกำลังทหารของท่านตาที่อยู่เบื้องหลังนางต่างหาก เมื่อใดที่อำนาจนั้นถูกโอนถ่ายไปอยู่ในมือบุตรชายของนางจนมั่นคง มู่รั่วซีที่ไร้ประโยชน์ก็กลายเป็นเพียงขยะที่ต้องกำจัดทิ้ง
เช้ามืดวันต่อมา
ไอหมอกยังปกคลุมไปทั่วจวนมู่โหว แสงตะเกียงที่เรือนเหมยฮวาถูกจุดขึ้นเร็วกว่าปกติ ไม่นานนักมู่หลันฮัวก็เดินนวยนาดเข้ามาพร้อมกับสาวใช้ที่ถือถาดไม้ขนาดใหญ่ ในนั้นมีชุดสีแดงเพลิงที่ปักดิ้นทองเป็นลวดลายดอกโบตั๋นบานสะพรั่งดูงดงามและประณีต ทว่าหากมองในแง่ของกาลเทศะ มันช่างดูฉูดฉาดเกินงามสำหรับงานล่าสัตว์ที่ควรเน้นความคล่องตัวและความเรียบง่าย
“พี่หญิง! ตื่นหรือยังเจ้าคะ?” หลันฮัวส่งเสียงใส “ข้านำชุดที่เตรียมไว้ให้ท่านมาให้แล้วเจ้าค่ะ"
มู่รัวซีก่อนจะแสร้งทำเสียงงัวเงียและอ่อนแรงขานรับออกไป
“ตื่นแล้ว...เจ้าเข้ามาเถิด”
สิ้นเสียงอนุญาต มู่หลันฮัวก็ผลักประตูเข้ามาด้วยใบหน้าระรื่น นางโบกมือให้สาวใช้นำถาดชุดสีแดงเพลิงนั้นเข้ามาวางตรงหน้ารั่วซี
“ดูสิเจ้าคะ ชุดนี้งดงามเพียงใด วันนี้พี่หญิงของข้าจะโดดเด่นเหนือสตรีทุกคนในงาน โดยเฉพาะ...ต่อหน้าองค์ชายรอง” หลันฮัวเอ่ยพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามเนื้อผ้าไหมราคาแพง แววตาของนางวาวโรจน์ด้วยความริษยาที่ปิดไม่มิด แต่กลับซ่อนมันไว้ภายใต้รอยยิ้มจอมปลอม
มู่รั่วซีที่สวมชุดซับในนั่งอยู่หน้ากระจก มองดูชุดสีแดงนั้นด้วยสายตาที่เรียบเฉย ในชาติก่อนนางเห็นชุดนี้แล้วก็ซาบซึ้งในความเอาใจใส่ของน้องสาว นางถึงกับถอดปิ่นทองคำฝังทับทิมซึ่งเป็นของดูต่างหน้าท่านแม่ มอบให้หลันฮัวเป็นการขอบคุณที่น้องสาวใส่ใจนางถึงเพียงนี้ ตอนนั้นนางช่างโง่เขลานัก!
“งดงามจริงๆ หลันฮัว” รั่วซีลุกขึ้นเดินไปลูบเนื้อผ้า “สีแดงดั่งโลหิต...ช่างถูกใจข้ายิ่งนัก”
“ถ้าอย่างนั้นรีบสวมเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะช่วยท่านแต่งหน้าเอง” หลันฮัวรีบกุลีกุจอ
หลังจากสวมชุดเสร็จ มู่รั่วซีดูโดดเด่นและยั่วยวนจนเกินงาม ใบหน้าถูกพอกด้วยแป้งหนาและแต้มชาดสีแดงสดตามที่หลันฮัวจัดการให้ ภาพในกระจกคือสตรีที่ดูไร้รสนิยมและเต็มไปด้วยแรงริษยา
“คุณหนูเจ้าคะ...น้ำชาเจ้าค่ะ” ฉุ่ยเอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำชา ร่างกายของนางน้อยสั่นเทาเล็กน้อยตามแผนที่วางไว้
“เอามาวางสิ! ยืนเซ่ออยู่ได้!” รั่วซีตวาดเสียงแข็ง เริ่มสวมบทบาทสตรีอารมณ์ร้าย
ในขณะที่ฉุ่ยเอ๋อร์กำลังจะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ นางก็แสร้งทำเป็นสะดุดชายกระโปรงตัวเอง ร่างถลาไปข้างหน้า น้ำชาในถ้วยที่ยังอุ่นๆ สาดกระเซ็นเข้าใส่ชุดของมู่รั่วซีจนเป็นคราบดวงใหญ่ที่หน้าอกและหน้าท้อง
“กรี๊ดดดด!...ฉุ่ยเอ๋อร์! เจ้าทำอะไรของเจ้า!” มู่รั่วซีแผดร้องเสียงหลง ก่อนจะเงื้อมมือขึ้นแล้วตบเข้าที่ใบหน้าของฉุ่ยเอ๋อร์อย่างแรงจนนางล้มลงไปกองที่พื้น
เพียะ!
“คุณหนู! บ่าวขออภัยเจ้าค่ะ บ่าวไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เจ้าค่ะ!” ฉุ่ยเอ๋อร์ร้องไห้โฮ หมอบลงแทบเท้า
“ไม่ได้ตั้งใจรึ? ชุดนี้หลันฮัวตั้งใจเตรียมให้ข้า เจ้ากล้าทำมันพัง!” รั่วซีหายใจหอบถี่ ดวงตาแดงก่ำด้วยการใช้นิ้วขยี้ก่อนหน้านี้ นางหันไปหาหลันฮัวที่ยืนอึ้ง “หลันฮัว ดูสิ! ข้าจะทำอย่างไรดี รถม้ากำลังจะออกแล้ว!”
หลันฮัวยืนนิ่งอึ้งหน้าเสียไปทันที ก่อนลอบยิ้มสะใจในใจ ‘ยาคงเริ่มออกฤทธิ์แล้วสินะ’
“พี่หญิงใจเย็น ๆ ก่อนเจ้าค่ะ ตบตีฉุ่ยเอ๋อร์ไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น” หลันฮัวแสร้งปลอบ
“แต่ชุดข้าเป็นคราบน้ำชาแล้ว ใส่ไปคงถูกผู้คนหัวเราะเยาะแน่” รั่วซีอาละวาด ขว้างปาข้าวของบนโต๊ะเครื่องแป้งใส่ฉุ่ยเอ๋อร์
"ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าคนเดียว! นังบ่าวโง่!"
“เอ่อ...คุณหนูในตู้ของท่านยังมีชุดสีฟ้าครามอยู่นี่เจ้าคะ ถึงมันจะดูจืดชืดไปนิด แต่ก็ยังดีกว่าใส่ชุดเปื้อนน้ำชานะเจ้าคะ” ฉุ่ยเอ๋อร์เอ่ยขึ้นทั้งที่ตัวสั่นงกๆ
“ก็ได้! ไปเอามา” มู่รั่วซีแผดเสียงตะโกนลั่นจนบ่าวไพร่ด้านนอกเรือนต่างพากันสะดุ้งสุดตัว
มู่หลันฮัวที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ลอบเหยียดยิ้มอย่างสะใจ แผนการที่นางวางไว้ช่างราบรื่นเสียจริง ฤทธิ์ยาบวกกับความโง่เขลาของมู่รั่วซีทำให้จวนมู่แทบจะลุกเป็นไฟตั้งแต่ยังไม่ทันออกเดินทาง
มู่รั่วซีกระแทกลมหายใจแรงๆ ก่อนจะเดินกระแทกเท้าเข้าไปหลังฉากกั้นเพื่อเปลี่ยนชุด ฉุ่ยเอ๋อร์หอบชุดสีฟ้าครามวิ่งตามเข้าไป
ภายในหลังฉากกั้นที่เงียบเชียบ แววตาที่เกรี้ยวกราดของมู่รั่วซีหายวับไปในพริบตา
ชุดสีฟ้าครามนี้ ดูเผินๆ เหมือนจะเรียบง่าย แต่อันที่จริงมันทำจากผ้าไหมเมฆา ซึ่งเป็นผ้าไหมพระราชทานจากฮ่องเต้ที่ท่านตาส่งมาให้นางเมื่อหลายปีก่อน เป็นผ้าที่ยามอยู่ในร่มจะดูจืดชืดธรรมดา แต่หากต้องแสงอาทิตย์หรือแสงเทียน ลวดลายด้ายเงินที่ปักเป็นรูปเมฆามงคลจะทอประกายระยิบระยับราวกับผิวน้ำที่ต้องแสงแดด
“คุณหนู...บ่าวเจ็บแก้มเหลือเกินเจ้าค่ะ” ฉุ่ยเอ๋อร์กระซิบพลางลูบแก้มที่แดงช้ำแล้วสูดปากเบาๆ
“ข้าขอโทษนะฉุ่ยเอ๋อร์” รั่วซีกระซิบตอบ แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “หากไม่ลงมือหนักเพียงนี้ นังงูพิษนั่นคงไม่เชื่อว่ายาของพวกมันได้ผล จบงานนี้ข้าจะตบรางวัลให้เจ้าอย่างงาม”
“เสร็จหรือยังเจ้าคะพี่หญิง? ท่านพ่อกับท่านแม่คงรอพวกเราแย่แล้ว”
เสียงของมู่หลันฮัวที่ดังลอดผ่านฉากกั้นมานั้นแฝงไปด้วยความรำคาญที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ความห่วงใยจอมปลอม นางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะไม้จันทน์เป็นจังหวะ ในใจก็นึกยิ้มหยัน สตรีโง่เขลาอย่างมู่รั่วซี ต่อให้เปลี่ยนมาใส่ชุดสีฟ้าจืดชืดนั่น ก็คงดูเหมือนสวมอาภรณ์ห่อศพ ยิ่งบวกกับแป้งหนาและชาดสีแดงฉูดฉาดที่นางจงใจแต่งแต้มให้เมื่อครู่ รับรองว่าวันนี้พี่สาวของนางจะต้องกลายเป็นตัวตลกที่น่ารังเกียจที่สุดในงานเทศกาลล่าสัตว์
“เสร็จแล้ว...”
น้ำเสียงที่ตอบกลับมานั้นดูสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด จนมู่หลันฮัวชะงักไปครู่หนึ่ง
มู่รั่วสีก้าวเดินออกมาช้าๆ ทุกย่างก้าวแฝงไปด้วยความมั่นคงและสง่างาม เมื่อนางปรากฏตัวต่อหน้ามู่หลันฮัว รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของน้องสาวต่างมารดาก็แข็งค้างไปชั่วขณะ
“พี่หญิง...ใบหน้าของท่าน...”
“ไปกันเถิดหลันฮัว เดี๋ยวท่านพ่อกับท่านแม่จะรอนาน” รั่วซีรีบเอ่ยตัดบท ก่อนจะเดินผ่านน้องสาวไปโดยไม่แม้แต่จะมองหน้า
