ตอนที่ 4 กลับจวน
ตอนที่ 4 กลับจวน
สามวันต่อมา
ณ ค่ายทหารชายแดนตะวันตก ท่ามกลางเสียงโห่ร้องฝึกซ้อมของทหารกล้านับหมื่นและฝุ่นดินที่คละคลุ้งไปทั่วท้องทุ่ง ที่กระโจมบัญชาการหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอย่างน่าเกรงขาม
หลินฟ่งหยาง แม่ทัพผู้เฒ่าผมสีดอกเลาแต่ร่างกายยังคงกำยำแข็งแรงราวกับเหล็กกล้า กำลังยืนพิจารณาแผนที่ยุทธศาสตร์อยู่หน้าโต๊ะทราย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของสงครามขมวด
“รายงานท่านแม่ทัพ! มีม้าเร็วส่งจดหมายลับของคุณหนูใหญ่มู่มาจากวัดเขาชิงซานขอรับ!” นายทหารคนสนิทพรวดพราดเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า
หลินฟ่งหยางชะงักไปเล็กน้อย “วัดเขาชิงซาน? รั่วซีอยู่ที่นั่นหรือ? ไหนหลิวซื่อส่งข่าวมาบอกข้าว่านางไปบำเพ็ญเพียรอย่างสงบอยู่ที่อารามหลวงเพื่อเตรียมตัวเป็นพระชายาอย่างไรเล่า!”
มือที่กร้านจากการจับดาบรีบฉีกซองจดหมายออกอ่าน ทันทีที่สายตาไล่ไปตามตัวอักษร บรรยากาศภายในกระโจมที่เคยร้อนระอุกลับเย็นเยียบลงจนทหารองครักษ์รอบข้างถึงกับขนลุกซู่
ท่านตา หลานอกตัญญูนักที่ไม่ได้ไปกราบเท้าท่านนานปี บัดนี้หลานกำลังตกระกำลำบากอยู่ที่อารามเขาชิงซาน ถูกคนชั่วเป่าหูให้หลงผิดจนเสียคน บัดนี้หลานรู้แจ้งแล้วว่าใครคือคนที่รักหลานจริง และใครคือคนที่อยากให้หลานตายทั้งเป็น หากท่านตาพอจะเหลือความเมตตาให้เด็กโง่คนนี้ ขอได้โปรดส่งหน่วยองครักษ์เงามาคอยคุ้มกันหลานด้วย และขออย่าให้ท่านพ่อรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด
“นังแพศยาหลิวซื่อ! มันกล้าหลอกข้า! มันกล้าส่งหลานสาวข้าไปตกระกำลำบากในที่ทุรกันดาร!” มู่กั๋วกงคำรามเสียงต่ำจนคนนอกกระโจมยังตัวสั่น “แม้แต่ไอ้ลูกเขยเนรคุณ มันก็ยังปล่อยให้เมียใหม่รังแกสายเลือดแท้ๆ ของตัวเอง!”
“ท่านแม่ทัพ จะให้ข้าน้อยจัดการอย่างไรต่อไปขอรับ?” นายทหารคนสนิทเอ่ยถามด้วยความตกใจ
“ทำตามที่รั่วซีบอก ส่งองครักษ์เงาฝีมือดีที่สุดสิบคนออกเดินทางคืนนี้ ไปคุ้มครองนางอย่างลับๆ อย่าให้ใครรู้เด็ดขาด! และให้พวกเขาส่งข่าวมาบอกข้าด้วย ข้าอยากรู้นักว่าลับหลังข้า พวกมันทำอะไรกับหลานสาวข้าบ้าง!”
แม่ทัพเฒ่ากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน สายตามองออกไปนอกกระโจมสู่ทิศทางของเมืองหลวงด้วยความโกรธเกรี้ยวที่สะสมมานาน
หลังจากที่มู่หลันฮัวกลับไปที่จวนได้สี่วัน รถม้าจากจวนโหวก็มารับมู่รั่วซีกลับในช่วงบ่ายตามที่มู่หลันฮัวสัญญาไว้ ทันทีที่รถม้าจอดลงหน้าประตูใหญ่ ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาที่หน้าจวนต่างชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นร่างที่ดูบอบบางและซีดเซียวของมู่รั่วซี ก้าวลงจากรถม้าโดยมีสาวใช้พยุงอย่างทุลักทุเล รั่วซีไม่ได้สวมชุดหรูหราเหมือนแต่ก่อน นางสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายสีขาวเก่าๆ ผมยาวสลวยรวบไว้ครึ่งศีรษะด้วยปิ่นไม้ธรรมดา
“นั่นคุณหนูใหญ่มู่รั่วซีนี่! ทำไมสภาพนางถึงได้เป็นเช่นนั้น?” เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้น
“ได้ยินว่านางถูกส่งไปสำนึกที่อารามเขาชิงซาน ดูท่าจะตกระกำลำบากไม่น้อยเลยนะ”
มู่รั่วซีลอบยิ้มภายใต้ความเงียบสงบ นางเริ่มเดินเข้าประตูจวนด้วยท่าทางอ่อนแรง
เมื่อเดินเข้ามาในห้องโถง มู่รั่วซีก็เห็นบิดายืนปั้นหน้าขรึมอยู่กลางห้อง โดยมีหลิวซื่อที่แต่งกายสง่างามในชุดสีม่วงอ่อนดูมีภูมิฐานยืนอยู่ข้างกาย และมู่หลันฮัวที่ยืนส่งยิ้มอ่อนหวานมาให้นาง
“ลูกอกตัญญู คารวะท่านพ่อ คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”
รั่วซีย่อกายลงอย่างอ่อนช้อย ท่วงท่าที่เคยแข็งกระด้างและเย่อหยิ่งหายไปสิ้น นางก้มหน้านิ่ง แสดงท่าทีสำนึกผิดอย่างสุดซึ้งจนมู่จิ้นหย่วนถึงกับชะงักเมื่อเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของบุตรสาวคนโต
“หึ ไปอยู่ที่นั่นมาหนึ่งเดือน ดูเหมือนเจ้าจะรู้ความขึ้นมาบ้าง” มู่จิ้นหย่วนเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตายังคงมีความรำคาญใจไม่น้อย “ที่ข้าให้เจ้ากลับมา เพราะเห็นแก่หลันเอ๋อร์ และอีกสามวันจะมีงานล่าสัตว์ของเหล่าราชวงศ์ เจ้าอย่าได้ไปก่อเรื่องงามหน้าให้ตระกูลมู่ต้องขายหน้าอีกนะ!”
“ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ” รั่วซีเงยหน้าขึ้น สบตากับมู่หลันฮัวครู่หนึ่ง
มู่หลันฮัวรู้สึกเสียวสันหลังวูบอย่างประหลาด ดวงตาของพี่สาวนางวันนี้ดูเหมือนเดิม...แต่ข้างในนั้นกลับว่างเปล่าจนน่ากลัว ทว่าความลำพองใจมีมากกว่า นางจึงเดินเข้าไปกุมมือรั่วซี
“พี่หญิง ข้าสั่งตัดชุดใหม่เตรียมไว้ให้ท่านด้วยนะเจ้าคะ รับรองว่าในงานล่าสัตว์ ท่านต้องโดดเด่นที่สุดแน่นอน”
รั่วซียกยิ้มที่มุมปาก โดดเด่นงั้นหรือ? ชาติก่อนชุดที่หลันฮัวเตรียมให้คือชุดสีแดงเพลิงที่ดูฉูดฉาดจนเกินพองาม ทำให้บรรดาฮูหยินขุนนางต่างมองว่านางเป็นสตรีไร้กาลเทศะ ทะเยอทะยาน และดูเป็นหญิงในหอนางโลมมากกว่าลูกสาวขุนนางใหญ่
“ขอบใจเจ้ามากหลันฮัว ข้าเอง...ก็มีของขวัญจะมอบให้เจ้าเช่นกัน”
“ของขวัญหรือเจ้าคะ?” มู่หลันฮัวเลิกคิ้ว แสร้งทำตาโตด้วยความตื่นเต้น
มู่รั่วซียิ้มละมุน พลางส่งสัญญาณให้ฉุ่ยเอ๋อร์ยื่นห่อผ้าขนาดเล็กที่ดูธรรมดาออกมา “ในระหว่างที่ข้าอยู่บนเขา แม่ชีท่านหนึ่งได้มอบสูตรเครื่องหอมนี้ให้ข้า บอกว่าหากแม้นสตรีใดได้ใช้ กลิ่นจะติดกายไปเจ็ดวัน ผิวพรรณจะผุดผ่องดั่งหยกขาว ข้านึกถึงเจ้าเป็นคนแรก...กายเจ้าหอมอยู่แล้ว หากได้เครื่องหอมนี้เสริมเข้าไป ย่อมทำให้ผู้คนที่พบเจอเจ้าต้องประทับใจมิลืมเลือนแน่นอน”
หลิวซื่อที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ตาลุกวาว เพราะนางเป็นคนที่ชอบเครื่องหอมอยู่แล้ว นางรับห่อผ้านั้นมาสูดดม กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่แฝงความลึกลับทำให้นางรู้สึกชอบไม่น้อย “ซีเอ๋อร์...เจ้าช่างเป็นพี่สาวที่แสนดียิ่งนัก ท่านโหวดูสิเจ้าคะคราวนี้รั่วซีดูจะเติบโตขึ้นมากจริงๆ”
มู่จิ้นหยวนพยักหน้าอย่างพอใจ “เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าสำนึกได้ก็กลับเรือนไปพักผ่อนเสีย หลิวซื่อเจ้าช่วยจัดเตรียมอาหารบำรุงร่างกายให้นางด้วย อย่าให้ใครว่าได้ว่าตระกูลมู่เลี้ยงดูบุตรสาวไม่ดี”
มู่รั่วซีย่อกายลงรับคำของบิดาด้วยความนอบน้อมที่สุดเท่าที่นางเคยทำมา “ลูกน้อมรับคำสั่งท่านพ่อเจ้าค่ะ หากไม่มีสิ่งใดแล้ว ลูกขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ ร่างกายยังรู้สึกล้าอยู่บ้าง”
"อืม...ไปเถอะ" มู่จิ้นหย่วนโบกมืออย่างรำคาญใจ ในขณะที่หลิวซื่อและมู่หลันฮัวลอบสบตากันด้วยความย่ามใจ พวกนางคิดว่าการส่งมู่รั่วซีไปทรมานที่วัดเขาชิงซานได้ผลชะงัด สตรีที่เคยพยศบัดนี้กลับกลายเป็นลูกไก่ในกำมือที่ยอมก้มหัวให้ง่ายๆ
เมื่อรั่วซีเดินพ้นโถงรับรองมาได้ไม่กี่ก้าว รอยยิ้มอ่อนหวานก็จางหายไปทันที กลายเป็นความเย็นชาที่แทบจะแช่แข็งอากาศรอบข้าง จนฉุ่ยเอ๋อร์ที่เดินตามหลังมาถึงกับขนลุกซู่
“คุณหนู...” ฉุ่ยเอ๋อร์กระซิบเรียกเสียงเบา แต่มู่รั่วซีไม่ได้ตอบกลับ นางเพียงแต่ก้าวเดินไปตามระเบียงไม้แกะสลักอย่างมั่นคง ท่วงท่าการเดินที่เคยกระโชกโฮกฮากบัดนี้กลับดูสง่างามและเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต
ทว่าในขณะที่กำลังเดินผ่านทางเชื่อมระหว่างเรือนใหญ่ไปยังเขตเรือนเหมยฮวา ซึ่งเป็นเส้นทางที่คดเคี้ยวและมีพุ่มไม้หนาตา สาวใช้ผู้หนึ่งที่ถืออ่างน้ำใบใหญ่รีบเร่งเดินสวนมาด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน นางไม่ได้มีท่าทีจะหลบเลี่ยง แต่กลับพุ่งตรงเข้ามาหารั่วซีอย่างจงใจ
อ่างน้ำทองเหลืองกระแทกเข้าที่ไหล่ของรั่วซีอย่างแรง น้ำเย็นจัดในอ่างสาดกระเซ็นเปียกโชกไปครึ่งตัวของนาง อาภรณ์สีขาวหม่นที่ดูซอมซ่ออยู่แล้วบัดนี้ลีบติดกายทำให้ดูน่าเวทนายิ่งขึ้นไปอีก
เคร้ง! เสียงโลหะกระทบพื้นดังสนั่น
“ว้าย! คุณหนูใหญ่! บ่าวสมควรตาย!...บ่าวสมควรตาย!...ให้อภัยบ่าวด้วย บ่าวไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เจ้าค่ะ!”
สาวใช้ผู้นั้นคุกเข่าลงบนพื้น แสร้งทำท่าทางตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกที่หวาดกลัวพญาเหยี่ยว แต่มู่รั่วซีสังเกตเห็นแววตาของนางที่เหลือบมองไปยังระเบียงทางเดินด้านหลัง ซึ่งเป็นจุดที่มู่จิ้นหย่วนและหลิวซื่อเพิ่งเดินออกมาพอดี
ในอดีต หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ มู่รั่วซีคงจะกรีดร้องด้วยความโมโหและอาจจะลงไม้ลงมือตบตีสาวใช้ผู้นี้ให้สาสมกับความซุ่มซ่าม ซึ่งนั่นจะเข้าทางแผนการของหลิวซื่อทันที ภาพของคุณหนูใหญ่ผู้ดุร้ายที่อาละวาดใส่บ่าวไพ่เพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยจะถูกสลักลึกลงในใจของบิดาอีกครั้ง
มู่รั่วซีมองหยดน้ำที่ซึมเข้าสู่เนื้อผ้า ความเย็นของน้ำเตือนสติให้แม่นยำยิ่งขึ้น นางนึกถึงความทรงจำในชาติก่อนที่นางมักจะรู้สึกขุ่นเคืองใจอย่างรุนแรงแบบไร้เหตุผล หัวใจเต้นโครมครามด้วยโทสะที่ระงับไม่อยู่ เพียงแค่ใครเดินช้าหน่อย หรือยกน้ำแกงมาช้าเพียงนิด นางก็แทบจะเผาเรือนทิ้งได้ ตอนนั้นนางคิดว่าเป็นเพราะนิสัยเอาแต่ใจของตนเอง แต่เมื่อมองย้อนกลับไปผ่านสายตาของผู้ที่ผ่านนรกมาแล้ว นางถึงเข้าใจว่านางอาจจะถูกวางยา
‘ใจเย็นไว้...มู่รั่วซี’ นางบอกตัวเอง พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ระงับอาการสั่นของมือ
"คุณหนูท่านเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ?" ฉุ่ยเอ๋อร์รีบถลาเข้ามาจะเอาผ้าเช็ดหน้าซับน้ำให้ แต่รั่วซียกมือห้ามไว้
“คุณหนูใหญ่...ฮึก...อย่าตีบ่าวเลยนะเจ้าคะ บ่าวสำนึกผิดแล้ว บ่าวแค่รีบไปเตรียมน้ำล้างมือให้ฮูหยินจนลืมมองทาง” สาวใช้ผู้นั้นเริ่มคร่ำครวญเสียงดังขึ้น หวังจะเรียกร้องความสนใจจากผู้เป็นนายใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล
มู่รั่วซีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยันเข่าตรงหน้าสาวใช้ผู้นั้น มือเรียวขาวซีดเอื้อมไปจับข้อมือของสาวใช้ที่กำลังปั้นหน้าซื่ออย่างแผ่วเบา แต่แรงบีบที่ข้อมือนั้นกลับแรงจนสาวใช้ถึงกับสะดุ้ง
"ลุกขึ้นเถิด ข้าไม่ถือสาหรอก" รั่วซีเอ่ยเสียงเบา ทว่าชัดถ้อยชัดคำ
สาวใช้คนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ร่างกายที่แสร้งสั่นกลับแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ แผนที่วางไว้คือคุณหนูใหญ่ต้องอาละวาดสิ! ทำไมถึงได้...
"ตะ...แต่เสื้อผ้าคุณหนูเปียกหมดแล้วนะเจ้าคะ บ่าว...บ่าวผิดไปแล้วจริงๆ" นางยังคงพยายามกระตุ้นให้รั่วซีโกรธด้วยการโขกศีรษะลงกับพื้นแรงๆ
รั่วซีมองดูสาวใช้ตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย นางจำได้แล้ว...สาวใช้ผู้นี้ชื่ออาฝูเป็นคนของหลิวซื่อ ในชาติก่อนอาฝูมักจะทำเรื่องบังเอิญเช่นนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทำน้ำแกงหกใส่กระโปรงของนางหรือทำของมีค่าในเรือนของนางเสียหาย
"ข้าบอกให้ลุกขึ้นอย่างไรเล่า" รั่วซีเน้นคำเดิม แต่คราวนี้แฝงไปด้วยไอเย็นเยียบที่ทำให้สาวใช้ถึงกับขนลุกซู่
“แต่...แต่ว่า...”
“หรือเจ้าอยากให้ข้าลงโทษจริงๆ?” รั่วซีเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากประดับรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเมตตาแต่ดวงตากลับเย็นชา “หากเจ้าต้องการเช่นนั้น ข้าจะเรียกพ่อบ้านเหอมาจัดการตามกฎของจวนดีไหม?”
พอได้ยินชื่อพ่อบ้านเหออาฝูก็รีบก้มหัวรัวๆ “ไม่ๆ... ไม่เจ้าค่ะ! ขอบพระคุณคุณหนูใหญ่ที่เมตตา บ่าวจะรีบไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”
นางรีบคว้าอ่างสำริดแล้ววิ่งหนีไปราวกับหนีตาย รั่วซีมองตามแผ่นหลังนั้นไปด้วยสายตาเย็นชา
“คุณหนู... ทำไมท่านถึงปล่อยนางไปง่ายๆ ล่ะเจ้าคะ? บ่าวเห็นชัดๆ ว่านางจงใจเดินมาชนท่าน” ฉุ่ยเอ๋อร์กระซิบอย่างแค้นเคือง “เมื่อก่อนถ้านางทำแบบนี้ ท่านต้องสั่งสอนนางให้เข็ด”
“ฉุ่ยเอ๋อร์...เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ? ยิ่งข้าอาละวาด ข้าก็ยิ่งเข้าทางพวกนาง ทุกครั้งที่ข้าลงมือตบตีบ่าวไพ่ ข่าวจะลือไปถึงหูท่านพ่อและคนข้างนอกเสมอว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่นิสัยโหดร้าย ไร้ความเมตตา”
