ตอนที่ 3 บุปผาซ่อนพิษ
ตอนที่ 3 บุปผาซ่อนพิษ
เมื่อรถม้าตระกูลมู่เคลื่อนตัวมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูจวนมู่โหว มู่หลันฮัวก็ก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อยงดงาม ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ดูละมุนตา หากใครได้เห็นก็คงต้องชื่นชมในความงามและจิตใจที่เมตตาของนางที่ดั้นด้นไปเยี่ยมพี่สาวถึงบนเขาชิงซาน
“คุณหนูรอง กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ” เสี่ยวชุ่ย สาวใช้คนสนิทที่สุดของหลันฮัวรีบวิ่งเข้ามารับ “เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ บ่าวเตรียมน้ำแกงรังนกไว้ให้ท่านแล้ว”
หลันฮัวพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะถามเสียงเบา “วันนี้ที่จวนมีแขกมาเยือนหรือไม่?”
“มีเจ้าค่ะ! องค์ชายรองเสด็จมาที่จวนตั้งแต่ช่วงสาย ตอนนี้กำลังสนทนากับท่านโหวอยู่ที่ห้องโถงใหญ่เจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ดวงตาของมู่หลันฮัวฉายแววพึงพอใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ตลอดหนึ่งเดือนที่มู่รั่วซีถูกส่งตัวไปที่วัดเขาชิงซาน เยี่ยนเฉิงกงมาที่จวนโหวแทบจะทุกวันโดยอ้างว่ามาปรึกษาท่านพ่อเรื่องงาน แต่สายตาของเขากลับคอยมองหาแต่นางเสมอ
หลันฮัวไม่ได้รีบร้อนเข้าไปในห้องรับรอง นางกลับไปที่ห้องพักเพื่อเปลี่ยนอาภรณ์เสียใหม่ นางเลือกสวมชุดฮั่นฝูสีขาวบริสุทธิ์ ทอด้วยผ้าไหมเนื้อละเอียด ตัวเสื้อเป็นแบบป้ายข้างแขนยาวกว้างขอบแขนตัดด้วยแถบสีเขียวอมฟ้าดูสุขุมนุ่มลึก บริเวณหน้าอกขลิบแถบสีเหลืองอ่อนเสริมให้ใบหน้าของนางดูสว่างสดใส ก่อนที่นางจะถอดเครื่องประดับออกเหลือเพียงปิ่นหยกเรียบง่ายชิ้นเดียว เพื่อให้ดูเหมือนสตรีที่เพิ่งผ่านความโศกเศร้าจากการไปเยี่ยมพี่สาวที่ล้มป่วยมา
ภายในห้องรับรอง กลิ่นชาหอมกรุ่นอบอวลไปทั่วห้อง มู่จิ้นหยวนหรือมู่โหว นั่งสนทนากับบุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทอง เยี่ยนเฉิงกงมีใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับภาพวาด ท่าทางสง่างามตามแบบฉบับเชื้อพระวงศ์ ทว่าในใจของเขากลับกระวนกระวายใจยิ่งนัก
“ท่านโหว...ช่วงนี้รั่วซีเป็นอย่างไรบ้าง?” เขาเอ่ยถามตามมารยาท แม้ในใจจะไม่ได้ห่วงใยสตรีร้ายกาจผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย
มู่โหวถอนหายใจยาว “นางยังคงดื้อรั้น ไม่สำนึกในความผิดที่ทำไว้กับหลันฮัว กระหม่อมจึงสั่งให้นางอยู่สงบจิตใจที่นั่นจนกว่าจะรู้ความ”
ในจังหวะนั้นเอง ร่างบางของมู่หลันฮัวก็ปรากฏขึ้นที่ประตูห้อง นางย่อกายทำความเคารพอย่างชดช้อย
“หลันฮัว ถวายพระพรองค์ชายรองเพคะ..."เอ่ยจบนางก็หันไปยิ้มให้บิดา "ท่านพ่อลูกกลับมาแล้ว”
เยี่ยนเฉิงกงลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ ดวงตาของเขาอ่อนแสงลงทันทีที่เห็นนางในดวงใจ “หลันฮัว เจ้าไปเยี่ยมรั่วซีมาหรือ? ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ ทั้งที่เจ้าถูกนางทำร้ายจนตกน้ำเกือบเอาชีวิตไม่รอดแท้ๆ”
หลันฮัวก้มหน้าลงต่ำ ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อดูน่าสงสาร “ไม่ลำบากเลยเพคะ พี่หญิงป่วยหนัก ข้าเห็นแล้วก็ใจหายนัก ไม่นึกเลยว่าที่นั่นจะลมแรงและหนาวเหน็บเพียงนั้น”
“นางป่วยหรือ?” มู่โหวถามด้วยเสียงเข้ม แต่ลึกๆ ในแววตากลับมีความกังวล
“เจ้าค่ะท่านพ่อ พี่หญิงดูซีดเซียวมาก นางคงจะเสียใจที่ท่านพ่อยังไม่ยอมยกโทษให้” หลันฮัวทำหน้าเศร้าก่อนจะเอ่ยต่อ “ลูกอยากขอร้องท่านพ่อ วันงานเทศกาลล่าสัตว์ใกล้จะมาถึงแล้ว ท่านพ่อส่งคนไปรับพี่หญิงได้กลับมาที่จวนได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าอยากให้พี่หญิงไปงานเทศกาลล่าสัตว์ด้วยกัน”
เยี่ยนเฉิงกงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดเสด็จแม่ของเขา ถึงได้ยืนกรานหนักหนาว่าตำแหน่งพระชายาเอกของเขาต้องเป็นของมู่รั่วซี สตรีที่มีนิสัยร้ายกาจ เอาแต่ใจ และกิริยามารยาทหยาบกระด้างเสียยิ่งกว่าบ่าวรับใช้ เพียงเพราะอำนาจทหารของตระกูลแม่ทัพหลินที่หนุนหลังนางอยู่หรือ?
‘หากเทียบกันแล้วรั่วซีกับหลันฮัวช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว’ เยี่ยนเฉิงกงคิดในใจ เขายังคงจำภาพที่มู่รั่วซีอาละวาดตบตีสาวใช้ หรือกิริยาที่ดูถูกคนอื่นเพียงเพราะนางเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลสูงศักดิ์ที่มีท่านตาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ สำหรับเขาแล้วมู่รั่วซีคือภาระที่เขาจำใจต้องรับไว้เพื่ออำนาจทางการเมือง
“หลันฮัว เจ้าช่างใจกว้างนัก” เยี่ยนเฉิงกงก้าวเข้าไปใกล้ “แต่เจ้าเองก็ต้องดูแลตัวเองด้วย อย่าเอาแต่ห่วงใยคนที่ไม่เคยเห็นค่าในตัวเจ้าเลย”
หลันฮัวช้อนสายตาขึ้นมองเขา แววตาที่สั่นระริกนั้นทำให้หัวใจขององค์ชายรองกระตุก “หม่อมฉันขอบพระทัยองค์ชายที่ทรงเป็นห่วงเพคะ”
กลับมาที่วัดเขาชิงซาน มู่รั่วซีนั่งอยู่หน้าต่าง มองดูดวงจันทร์ที่ถูกเมฆบดบัง นางลูบคลำปิ่นปักผมเงินเรียบๆ ในมือ แววตาของนางไม่มีความสับสนหรือหวาดกลัวอีกต่อไป
นางรู้ดีว่ามู่หลันฮัวจะต้องไปฟ้องท่านพ่อเกี่ยวกับอาการล้มป่วยของนาง
ในชาติก่อน นางเคยหลงเชื่อว่ามู่หลันฮัวหวังดี นางเคยยอมแม้กระทั่งมอบเครื่องประดับที่ท่านตาให้เป็นของขวัญวันเกิดแก่น้องสาวเพียงเพราะคำว่า ‘รักพี่หญิงที่สุด’ แต่วันนี้...สิ่งที่มู่หลันฮัวจะได้จากนาง มีเพียงความพินาศย่อยยับเท่านั้น
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวส่งจดหมายเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” ฉุ่ยเอ๋อร์เดินเข้ามาด้วยท่าทางกระวนกระวาย “แต่บ่าวแอบเห็นคนของฮูหยินมาคอยด้อมๆ มองๆ อยู่แถวตีนเขาด้วยเจ้าค่ะ”
รั่วซียกยิ้มมุมปาก “ปล่อยให้พวกมันมองไป ฉุ่ยเอ๋อร์...เจ้าเตรียมชุดสีขาวที่ข้าสั่งไว้หรือยัง?”
“เตรียมไว้แล้วเจ้าค่ะ แต่...ทำไมต้องเป็นชุดขาวเก่าๆ ด้วยละเจ้าคะ?”
“เพราะการแสดงละครที่ยิ่งใหญ่ จำเป็นต้องมีเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมอย่างไรเล่า” รั่วซีลุกขึ้นยืน ก้าวเดินไปยังเงาสะท้อนในกระจก “เยี่ยนเฉิงกง...ชาติก่อนข้าพยายามทำตัวให้โดดเด่น พยายามรั้งเจ้าไว้ด้วยอำนาจของท่านตา แต่กลับกลายเป็นว่าเจ้ามองว่าข้าข่มเหงเจ้า...ชาตินี้ ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสความรู้สึกของการถูกอำนาจที่เจ้าปรารถนาบดขยี้เจ้าจนแทบเป็นผุยผง!” รั่วซีพึมพำกับตนเองเบาๆ ก่อนจะแสยะยิ้มที่มุมปาก
ฉุ่ยเอ๋อร์ลอบมองแผ่นหลังของเจ้านายด้วยความรู้สึกประหลาดใจ นางรับใช้อยู่ข้างกายคุณหนูมาตั้งแต่เด็ก ย่อมรู้ดีว่าคุณหนูของนางนั้นเจ้าอารมณ์และเก็บความรู้สึกไม่เป็น หากโกรธก็กรีดร้อง หากเกลียดก็ตบตี แต่ในยามนี้เจ้านายของนางกลับดูนิ่งสงบดั่งผิวน้ำที่เยือกแข็ง...และเย็นเยียบจนน่าขนลุก
