ตอนที่ 2 ตื่นจากฝันร้าย
ตอนที่ 2 ตื่นจากฝันร้าย
เฮือก!
มู่รั่วซีสะดุ้งสุดตัว ร่างกายสั่นเทิ้มราวกิ่งไม้ต้องลมพายุ ลมหายใจหอบถี่กระชั้นจนทรวงอกกระเพื่อมไหว ความเจ็บปวดจากการถูกย่ำยีและความหนาวเหน็บที่กัดกินกระดูกเมื่อครู่ยังแจ่มชัดเสียจนนางต้องรีบก้มลงมองร่างกายตนเอง
มือเล็กๆ ที่ยังเรียบเนียนไร้รอยแผลเป็น ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะที่ไม่มีรอยราคีใดๆ...นางยังไม่ตาย?
รั่วซีมองไปรอบกายด้วยสายตาตื่นตระหนก ที่นี่ไม่ใช่อารามร้างที่เหม็นอับ แต่มันคือห้องนอนที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายทว่าสะอาดสะอ้าน กลิ่นธูปกำยานอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก ช่วยให้จิตใจที่ฟุ้งซ่านเริ่มสงบลงเล็กน้อย
"คุณหนูใหญ่! ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ?"
เสียงร้องไห้ปนดีใจของเด็กสาวคนหนึ่งดังขึ้น ฉุ่ยเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทที่ยอมตายถวายหัวเพื่อนางในชาติก่อนวิ่งเข้ามาเกาะขอบเตียง ใบหน้าของสาวใช้ตัวน้อยเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
"ฉุ่ยเอ๋อร์...เจ้ายังไม่ตาย?" รั่วซีละล่ำละลักถาม พลางยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าอุ่นๆ ของอีกฝ่าย
"คุณหนูพูดอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ บ่าวจะตายได้อย่างไร ท่านสิเจ้าคะ สลบไสลไปตั้งสองวันจนบ่าวใจเสียไปหมดแล้ว"
รั่วซีชะงักไป ความทรงจำเริ่มหลั่งไหลเข้ามาดั่งน้ำป่าไหลหลาก นางรีบกวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้ง ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ "ที่นี่...ที่ไหน?"
"อารามบนเขาชิงซานอย่างไรเล่าเจ้าคะ" ฉุ่ยเอ๋อร์ตอบเสียงอ่อย พลางหลบสายตา "ท่านโหวสั่งให้ท่านมาสำนึกผิดที่นี่...ท่านจำไม่ได้หรือเจ้าคะ?"
เขาชิงซาน! เหมือนอสนีบาตฟาดลงกลางใจ รั่วซีเย็นวาบไปทั้งตัว สถานที่แห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของความวิปโยค และเป็นจุดจบอันน่าสยดสยองของนางในอีก 5 ปีข้างหน้า ในอนาคตที่นางเพิ่งจากมา อารามแห่งนี้จะถูกทิ้งร้าง และกลายเป็นสถานที่ที่เยี่ยนเฉิงกงและมู่หลันฮัว ใช้ทำลายเกียรติยศและชีวิตของนางอย่างเลือดเย็น
นางกลับมาแล้วจริงๆ... กลับมาในช่วงอายุ 16 ปี ช่วงเวลาที่ชีวิตของนางเริ่มดิ่งลงเหวเพราะความโง่เขลาของตนเอง!
เมื่อคิดย้อนกลับไป รั่วซีอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วงกับความไร้เดียงสาของตนเอง นางเสียแม่ไปตั้งแต่อายุ 5 ขวบ หลิวอี๋เหนียงผู้เป็นแม่ของมู่หลันฮัวถูกยกขึ้นเป็นฮูหยินเอกอย่างรวดเร็ว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของแผนการฆ่าคนด้วยน้ำผึ้ง
หลิวซื่อเลี้ยงนางมาอย่างตามใจราวกับเป็นไข่ในหิน รั่วซีอยากได้ชุดหรูหราหรือเครื่องประดับราคาแพงแค่ไหน หลิวซื่อก็ไม่เคยขัด และนางไม่เคยถูกบังคับให้เรียนคัดอักษร ไม่ต้องฝึกเย็บปักถักร้อย ไม่ต้องเรียนรู้พิธีการใดๆ ในขณะที่มู่หลันฮัวต้องเคี่ยวกรำเรียนศาสตร์ทั้งสี่จนแตกฉาน
“รั่วซีลูกเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ เรื่องพวกนี้ให้พวกคนรับใช้ทำก็ได้ เจ้าเพียงแค่ใช้ชีวิตให้มีความสุขก็พอแล้ว”
คำพูดเหล่านั้นที่นางเคยซาบซึ้ง บัดนี้นางรู้แล้วว่ามันคือยาพิษที่เคลือบน้ำผึ้ง หลิวซื่อจงใจปั้นให้นางกลายเป็นคุณหนูหัวสูงที่ไร้สมอง เพื่อให้มู่หลันฮัวดูโดดเด่นและเพียบพร้อมกว่า ส่วนท่านพ่อที่เป็นถึงโหวผู้เคร่งครัดในกฏระเบียบ เมื่อเห็นลูกสาวคนโตเอาแต่ใจ อาละวาดทำร้ายบ่าวไพร่ และไร้มารยาท ความรักที่มีให้ก็ค่อยๆ จางหายไปกลายเป็นความเอือมระอา
และเหตุการณ์ที่ทำให้นางถูกส่งมาที่นี่...
"ข้าไม่ได้ทำ! หลันฮัวนางกระโดดลงไปเอง!" รั่วซีตะโกนลั่นในวันนั้น แต่นางลืมไปว่าในมือของนางกำลังกำผ้าเช็ดหน้าของน้องสาวไว้แน่นจากการยื้อยุดฉุดกระชาก เนื่องจากหลันฮัวบอกว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เป็นผืนที่นางตั้งใจปักเองกับมือ เพื่อนำไปมอบให้กับบุรุษที่นางแอบชอบ นั่นทำให้รั่วซีอยากรู้ว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใคร แต่น้องสาวไม่ยอมบอกนางจึงแกล้งแย่งผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น ก่อนที่จู่ ๆ หลันฮัวจะกระโดดลงไปในสระน้ำ แต่ภาพที่ทุกคนเห็นคือนางผลักน้องสาว
เพี๊ยะ!
ใบหน้าของนางสะบัดตามแรงตบของบิดา เป็นครั้งแรกที่ท่านพ่อลงมือกับนางต่อหน้าผู้คนมากมาย
"เจ้ามันสตรีใจคออำมหิต แม้แต่น้องสาวตัวเองเจ้ายังกล้าทำร้าย! ไปสำนึกผิดที่วัดเขาชิงซานเสีย หากข้าไม่สั่งให้กลับก็ห้ามกลับมา!"
มู่รั่วซีลุกขึ้นยืนช้าๆ พลางมองกระจกทองเหลืองที่ตั้งอยู่มุมห้อง ภาพสะท้อนคือเด็กสาววัยแรกรุ่นที่งดงามราวกับดอกโบตั๋นที่เพิ่งผลิบาน ทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้นของวิญญาณที่ผ่านขุมนรกมา
ในชาติก่อน นางใช้เวลาอยู่ที่นี่อย่างทุกข์ทรมาน ส่งจดหมายไปอ้อนวอนท่านพ่อและหลิวซื่อทุกวัน ว่าให้ส่งคนมารับนางกลับไป นางสำนึกผิดแล้วทั้ง ๆ ที่นางไม่ได้ทำผิด แต่นางก็ยอมรับผิดเพื่อให้ท่านพ่อส่งคนมารับ แต่สุดท้ายท่านพ่อไม่เคยแม้จะส่งคนมาถามไถ่ ทำให้นางร้องไห้ฟูมฟายจนล้มป่วย
สองวันต่อมา เสียงล้อรถม้าบดเบียดไปตามเส้นทางขรุขระของเขาชิงซานดังแว่วมาแต่ไกล ทำลายความเงียบงันของอารามที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางป่าไผ่ที่หนาทึบและไอหมอกหนาวเย็น
เมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าประตูอาราม สาวใช้สองคนก็รีบกุลีกุจอลงมาวางตั่งรองเท้า ก่อนจะยื่นมือไปประคองสตรีผู้หนึ่งให้ก้าวลงมา
มู่หลันฮัวก้าวเท้าลงสู่พื้นดินด้วยท่วงท่าที่สง่างามและแช่มช้า นางสวมชุดกระโปรงสีชมพูกลีบบัว ปักลวดลายดอกเหมยด้วยด้ายเงินวาววับ เสริมให้ผิวพรรณที่ได้รับการดูแลอย่างดีดูเปล่งปลั่งดุจไข่มุก บนศีรษะประดับด้วยปิ่นหยกขาวและปิ่นเงินรูปดอกไม้และผีเสื้อที่ปีกขยับไหวทุกครั้งที่นางขยับกาย ใบหน้ารูปหัวใจนั้นถูกแต่งแต้มอย่างพอเหมาะ ดวงตากลมโตเป็นประกายที่ใครเห็นก็ต้องรู้สึกเอ็นดู ทว่าลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น กลับมีความเย็นชาและรอยยิ้มหยันที่ซ่อนอยู่มิดชิด
“ที่นี่รึ?...ที่พี่หญิงพำนักอยู่?” เสียงหวานใสเอ่ยถามบ่าวรับใช้ข้างกาย แต่นัยน์ตากลับฉายแววสะใจอย่างปิดไม่มิด
“เจ้าค่ะคุณหนูรอง สภาพทรุดโทรมเช่นนี้ คุณหนูใหญ่คงลำบากไม่น้อย” สาวใช้ที่ชื่อเสี่ยวอ้ายรีบเอ่ยประจบ
หลันฮัวไม่ได้พูดอะไรอีก นางจัดแต่งอาภรณ์ให้ดูเรียบร้อย ปรับเปลี่ยนสีหน้าจากความดูแคลนให้กลายเป็นความห่วงใยอันแสนบริสุทธิ์ในพริบตา แสร้งทำเป็นรีบร้อนก้าวเข้าไปในอารามจนชายกระโปรงลากไปกับพื้นสกปรก เพื่อแสดงให้เห็นว่านางเป็นห่วงพี่สาวจนลืมตัว
รั่วซีนอนนิ่งอยู่บนเตียง ผ้าห่มผืนบางถูกดึงขึ้นมาคลุมถึงอก ใบหน้าของนางถูกฉุ่ยเอ๋อร์แต่งแต้มด้วยแป้งฝุ่นจนดูซีดเซียวราวกับคนใกล้สิ้นลม
"พี่หญิง...ท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าเป็นห่วงท่านเหลือเกิน"
เสียงหวานใสที่เคลือบไปด้วยยาพิษดังมาก่อนตัว มู่หลันฮัวก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับบ่าวรับใช้จำนวนหนึ่ง กลิ่นหอมของเครื่องหอมชั้นดีที่ติดตัวนางมาโชยเข้าจมูกรั่วซี มันช่างเป็นกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุด
หลันฮัวถลารุดเข้าไปนั่งลงข้างเตียง มือเรียวงามที่บำรุงมาอย่างดีเอื้อมไปกุมมือของรั่วซีไว้อย่างทะนุถนอม
“พี่หญิง! ท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ตั้งแต่ท่านมาอยู่ที่นี่ ข้าก็เป็นห่วงท่านจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยเจ้าค่ะ”
รั่วซีแสร้งลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาดูเลื่อนลอย "หลันฮัว...เจ้ามาได้อย่างไร?"
"ท่านแม่บอกว่าท่านล้มป่วยหนัก ท่านพ่อแม้จะยังโกรธอยู่ แต่ในใจท่านก็ยังห่วงใย ท่านจึงยอมให้ข้านำโอสของหมอหลวงและรังนกชั้นเลิศมาให้ท่าน" หลันฮัวหันไปพยักหน้าให้สาวใช้ส่งกล่องไม้หรูหรามาวางบนโต๊ะ
"พี่หญิง ท่านอย่าโกรธท่านพ่อเลยนะเจ้าคะ ที่ท่านพ่อลงโทษท่าน ก็เพราะต้องการให้ท่านสำรวมกิริยาลงบ้าง"
รั่วซีมองใบหน้างดงามหมดจดนั้นแล้วอยากจะถ่มน้ำลายใส่นัก สำรวมกิริยา? หรือจงใจส่งนางมาให้พ้นทางเพื่อที่เจ้าจะได้เข้าหาเยี่ยนเฉิงกงได้สะดวกขึ้นกันแน่
"ข้าทราบแล้ว...ข้าผิดเอง" รั่วซีเค้นเสียงสั่นเครือ "ที่ทำให้เจ้าตกลงไปในน้ำวันนั้น"
หลันฮัวชะงักไปเล็กน้อย นางแปลกใจที่พี่สาวผู้เย่อหยิ่งยอมรับผิดง่ายๆ เช่นนี้ แต่นั่นก็ทำให้นางยิ้มย่องในใจ ที่พี่สาวผู้โง่เขลายังโง่งมเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน
"พี่หญิงพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ อีกสิบวันจะมีงานเทศกาลล่าสัตว์ ข้าจะกลับไปคุกเข่าขอร้องท่านพ่อให้พี่หญิงกลับไปทันวันงานให้ได้”
หลังจากมู่หลันฮัวกลับไป รั่วซีก็ลุกขึ้นจากเตียง ท่าทางอ่อนแอหายไปเป็นปลิดทิ้ง นางเดินไปที่โต๊ะไม้เก่าๆ และหยิบกระดาษขึ้นมาเขียนข้อความบางอย่าง
"คุณหนูจะกลับจวนจริงๆ หรือเจ้าคะ? บ่าวเกรงว่าท่านโหวจะสั่งลงโทษคุณหนูอีก" ฉุ่ยเอ๋อร์ถามด้วยความเป็นห่วง
"กลับสิ ไม่กลับได้อย่างไร" รั่วซีเอ่ยพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง "แต่ก่อนจะกลับ ข้าต้องเตรียมของขวัญให้ท่านพ่อและแม่เลี้ยงที่แสนดีของข้าเสียหน่อย"
ในชาติก่อน หลิวซื่อพยายามตัดขาดการติดต่อระหว่างนางกับท่านตามาโดยตลอด ข่าวที่ส่งไปหาท่านตาล้วนระบุว่านางสบายดีและกำลังเรียนรู้กับอาจารย์อย่างมีความสุขที่จวน
"ฉุ่ยเอ๋อร์ เจ้าจงนำจดหมายฉบับนี้ไปที่จุดรับส่งสารในเมือง กำชับให้พวกเขาใช้ม้าเร็วส่งให้ถึงมือแม่ทัพหลินฟ่งหยางให้ไวที่สุด"
"ส่งไปที่กองทัพชายแดนหรือเจ้าคะ? แต่ฮูหยินสั่งห้าม..."
"ตอนนี้ข้าคือเจ้านายของเจ้า หรือนางเป็นเจ้านายเจ้า?" รั่วซีตวาดเสียงเย็น
"บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ! บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้" ฉุ่ยเอ๋อร์รับคำด้วยความลนลาน ก่อนจะรีบหมุนตัววิ่งออกไปจัดการตามคำสั่งทันที
มู่รั่วซีรู้ดีว่าการจะล้มหลิวซื่อไม่ใช่เรื่องง่าย หญิงคนนั้นครองใจบิดามานานนับสิบปี และบ่าวรับใช้ที่จวนล้วนถูกนางซื้อตัวไปหมดแล้ว
