บทที่ 1.6
ยามค่ำคืนอันเงียบสงบ เซี่ยซีเฟิงกลับไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ร่างสูงลุกขึ้นจากเตียงนอนก่อนเปิดประตูเดินออกมา บรรยากาศอันเย็นเยือก พร้อมกับความรู้สึกราวกับได้ยินเสียงกระซิบพูดคุย ทำให้เขารู้สึกสงสัย
มือใหญ่ยื่นออกไปผลักประตูออก ก่อนจะกวาดสายตาออกไปโดยรอบ บนถนนสายเล็กเงียบงันไร้สุ้มเสียง ไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่มีเงาของผู้คน มีเพียงความเงียบงันอันน่าสงสัย
สายตาคมดุดันหรี่ลงเล็กน้อย ในยามที่เท้าทั้งสองข้างก้าวออกมายังท้องถนน เขาเดินมายังบ้านหลังติดกันช้าๆ ดวงตาสาดประกายคมกริบจากนั้นก็หันไปมองโดยรอบ
“หากยังกล้าส่งเสียงรบกวนเวลานอนของข้าอีกละก็”
เขาเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะหรี่ดวงตาลงมองไปรอบกายอันเงียบงัน จบประโยคนั้นทุกอย่างก็ล้วนแล้วแต่หยุดเคลื่อนไหว เสียงจิ้งหรีดที่ร้องถึงกับเงียบงันไปเช่นกัน ชายหนุ่มยิ้มออกมาที่มุมปาก
“นับว่ายังฉลาด”
กล่าวจบก็เขาเดินกลับเข้าไปในบ้าน ปิดประตูแล้วเดินกลับไปยังห้องนอนของตน
ทันทีที่ประตูห้องนอนของเซี่ยซีเฟิงปิดลง เงาร่างโปร่งแสงของเหล่าวิญญาณและเหล่าภูตตัวน้อยก็ค่อยๆ ทยอยโผล่หน้าออกมา ทั้งหมดมองไปยังประตูบ้านที่เพิ่งจะถูกปิดลง จากนั้นก็เดินย่องออกมาจากที่หลบซ่อนตัว พยายามเบาเสียงที่สุด แม้ว่าการเดินของทั้งหมดจะไม่ได้เกิดเสียงเลยแม้แต่น้อย
“น่ากลัวเหลือเกิน”
“เขาเป็นใคร”
“ข้ารู้สึกถึงความตาย”
“อย่าไร้สาระไปหน่อยเลย เจ้าตายไปแล้ว”
“ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้น เหมือนความตายเดินผ่านหน้าไป ไม่กล้าหายใจเลยนะ”
“เจ้าไม่หายใจแล้ว!”
“เขาคือใครหรือ”
“กลิ่นอายรอบตัวเขาล้วนมีเพียงความตาย หากแตะต้องเขาวิญญาณต้องสูญสลายแน่”
“อย่าว่าแต่เจ้าที่เป็นวิญญาณ ข้าเป็นภูตยังรู้สึกว่าเขาน่ากลัว รอบกายเขาราวกับมีไฟบรรลัยกัลป์จากอเวจีล้อมรอบ หากเข้าใกล้เพียงน้อยมีหวังโดนแผดเผาไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด”
“แต่…ข้าได้ยินมาว่าเขาเพิ่งย้ายมา เหตุใดต้องมาอยู่ใกล้นายหญิง”
“อย่าเสียงดังสิ เจ้าไม่ได้ยินที่เขาเตือนหรือ”
“เขาได้ยินเราสนทนากันแน่นอนหาไม่…”
ประตูถูกเปิดออกมาอีกครั้ง คราวนี้เสียงดังลั่นเพราะผู้ที่ก้าวออกมากำลังเดือดดาล “ไสหัวไปให้หมด!!” เซี่ยซีเฟิงตะโกนลั่น
เหล่าภูตและวิญญาณต่างกรีดร้องพร้อมกับหนีตายกันจ้าละหวั่น ครั้งนี้ไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว เพราะเสียงสนทนาแผ่วเบาของพวกเขานั้น ชายหนุ่มผู้นี้ได้ยินอย่างชัดเจนแน่นอน!!!.
อวิ๋นชางเองก็สะดุ้งตื่น เขางัวเงียลุกจากเตียงก่อนเดินมาเปิดประตู “อะไรหรือ” เขาถามเมื่อเซี่ยซีเฟิงเดินผ่านห้องของตนไป
“ไม่มีอะไร เจ้ากลับไปนอนเสีย”
“ได้” อวิ๋นชางพยักหน้างุนงง เขาเหมือนยังไม่ตื่นดี หากเมื่อได้ยินว่าไม่มีอะไรก็เดินกลับไปที่เตียงล้มตัวนอนหลับต่อ
หลี่เหยาหนิงงัวเงียลุกจากเตียง เสียงตะโกนด้านนอกทำให้นางสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก กวาดสายตามองเตียงนอนเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมห้อง ภูตวารีไม่ได้นอนอยู่ตรงนั้นแต่กลับไปยืนใกล้ประตู แง้มประตูออกเล็กน้อยจากนั้นก็แอบมองลอดออกไปตามช่อง
“มีอะไรหรือ”
“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยสะดุ้ง “ข้าน้อยทำท่านตื่นหรือเจ้าคะ”
“เปล่า ข้าได้ยินเสียงตะโกน เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“ความตาย ข้าน้อยได้กลิ่นอายแห่งความตายเจ้าค่ะ”
“เอ๋” หลี่เหยาหนิงเดินไปหยุดข้างๆ ภูตวารี เมื่อพยายามมองลอดออกไปแล้วไม่เห็นสิ่งใด มือเล็กจึงผลักประตูออก
คนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างหน้าสะดุ้งสุดตัวก่อนเอื้อมมือไปจับบานประตูปิดเข้ามาดังเดิม “นายหญิง!”
“ไม่เห็นมีอะไรเลย” นอกจากความเงียบ
คิดได้ดังนั้นหญิงสาวพลันขมวดคิ้ว ชีวิตนางไม่คุ้นเคยกับความเงียบ เพราะไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย เย็น หรือดึกดื่น เหล่าภูต วิญญาณ หรือแม้กระทั่งบางครั้งยังมีปีศาจตัวน้อยๆ ต่างพยายามหาทางเข้าใกล้นาง ซึ่งนั่นมักจะทำให้เกิดเสียงอยู่ตลอดเวลา หากไม่ใช่เสียงพูดคุยซุบซิบ ก็จะเป็นเสียงการเคลื่อนไหวที่แผ่วเบา ราวกับสายลมพัดผ่านใบหลิว