บทที่ 1.5
“หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อน” ท่านป้าหูกล่าวจบก็รีบเผ่นแนบไปทันที
“ดูก็รู้ว่าผิดปกติ”
“แล้วอย่างไรเล่า” อวิ๋นชางยักไหล่ “มีเจ้าอยู่ด้วยข้าต้องกลัวด้วยหรือ”
เซี่ยซีเฟิงหันกลับไปมองสหายอย่างจนใจ “เจ้าจริงจังหน่อยได้หรือไม่ สัญญาเช่าถึงหนึ่งปีกลับไม่ตรวจสอบสักนิด”
“ทำไมหรือ เจ้ามองเห็นอะไร”
“ตั้งแต่เข้ามาในตรอกนี้ข้ารู้สึกเหมือนถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา”
“แล้ว…”
“ข้ามองไม่เห็นอะไรเลย”
“แสดงว่าเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์หรือ”
คราวนี้อวิ๋นชางมองไปรอบตัวด้วยความหวาดระแวง เซี่ยซีเฟิงมักมีประสาทสัมผัสอันรวดเร็วกับเรื่องเหล่านี้อย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้นเขาที่สนิทสนมกับอีกฝ่ายมานานจึงไม่สงสัยแม้แต่น้อย
“ช่างเถิด ทางเลือกมีไม่มาก เงินที่สะสมมาก็กำลังจะหมดแล้ว ได้งานที่สำนักคุ้มภัยตระกูลหวัง ไม่เพียงได้รับค่าจ้างสูง แต่ยังอยู่ใกล้ที่พักอีกด้วย”
อวิ๋นชางมองแผ่นหลังของเซี่ยซีเฟิงเดินเข้าไปในบ้าน เขาเองทำได้เพียงเดินตามเข้าไป “ขอโทษเจ้าด้วย”
“เรื่องอะไร” เซี่ยซีเฟิงหันกลับมาเลิกคิ้วมองสหายของตน
“ลำพังตัวเจ้าคนเดียวอาจไม่ต้องลำบากถึงเพียงนี้”
เสียงถอนหายใจดังขึ้น “จะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแล้วหรือ”
“เอาเถิดข้าไม่พูดแล้ว ไปดูว่าข้างในมีสิ่งใดขาดเหลือบ้าง” พูดจบก็เดินเข้าไปไม่เอ่ยถึงเรื่องดังกล่าวอีก
ความลับของเซี่ยซีเฟิงมีเพียงเขาที่ล่วงรู้ ความลับที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้อยากจะเอ่ยถึง เพราะเมื่อเอ่ยถึงทีไรตัวเขาเองมักจะรู้สึกผิด หากไม่ใช่เพราะต้องคอยดูแลเขา เซี่ยซีเฟิงไหนเลยจะมีสภาพเช่นนี้
หลายปีก่อนเมืองชิงหวงเกิดภัยแล้ง บิดาของอวิ๋นชางป่วยและสิ้นใจในเวลาอันสั้น มารดาของชายหนุ่มเล็งเห็นแล้วว่าไม่อาจรั้งอยู่ที่นั่นต่อไป นางจึงหอบหิ้วบุตรชายคนเดียวเดินทางข้ามหุบเขามายังเมืองจินเฉิง ระหว่างทางได้รับความช่วยเหลือจากบุรุษผู้หนึ่งซึ่งดูอย่างไรก็แปลกประหลาดที่สุด
เซี่ยซีเฟิงคือชายหนุ่มคนนั้น เขาสวมเสื้อผ้าขาดวิ่น เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนดิน ตอนนั้นอวิ๋นชางอายุเพียงหกขวบ แต่ยังคงจดจำเรื่องทุกอย่างได้เป็นอย่างดี
ในขณะที่ฝูงหมาป่านับสิบตัวกำลังเข้าห้อมล้อมเขากับมารดา ร่างของเซี่ยซีเฟิงกลับลุกขึ้นมาจากพื้นดิน
ใช่…เขาไม่ได้ตาฝาด
ร่างของเซี่ยซีเฟิงราวกับผุดขึ้นมาจากความตาย ดวงตาแดงก่ำกวาดมองไปรอบๆ ไม่นานหมาป่าฝูงนั้นก็พุ่งเข้าจู่โจมชายหนุ่ม แต่ความเร็วที่น่าอัศจรรย์ใจ กลับทำให้สัตว์ดุร้ายเหล่านั้นรีบเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว
นับจากวันนั้นจนถึงตอนนี้เซี่ยซีเฟิงก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเขา เวลาผ่านไปสิบห้าปีตัวเขาจากเด็กชายวัยหกขวบ กลับกลายมาเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดปี
หากแต่…เซี่ยซีเฟิงยังคงเป็นชายหนุ่มคนเดิม ไม่ผิดจากสิบห้าปีก่อนแม้แต่น้อย
เรื่องน่าประหลาดใจเกี่ยวกับเซี่ยซีเฟิงไม่ได้มีเท่านั้น เพราะนอกจากชื่อแซ่ของตัวเองแล้ว เซี่ยซีเฟิงกลับจดจำสิ่งใดไม่ได้เลย ชายหนุ่มล้วนลืมเลือนจนสิ้น ไม่ว่าตัวเองจะเป็นใครมาจากไหน แล้วลุกขึ้นมาจากใต้พื้นดินได้อย่างไร
คราแรกมารดาของเขาหวาดกลัว แต่เมื่อนานวันเข้ากลับกลายเป็นความเคยชิน เพราะอย่างไรเสียเซี่ยซีเฟิงก็คือผู้มีคุณที่ช่วยชีวิตเอาไว้ อีกทั้งเขาก็ไม่เคยมีท่าทีจะทำร้ายผู้ใดเลยสักครั้ง
ตรงกันข้ามกันนับจากมีเซี่ยซีเฟิงมาอยู่ด้วย ทั้งอวิ๋นชางกับมารดาก็ราวกับมีองครักษ์ประจำบ้าน ไม่ว่าเรื่องใดล้วนวางไว้ในมือเขาได้ทั้งสิ้น
ป้ายวิญญาณของมารดาถูกวางลง อวิ๋นชางถอนหายใจออกมาเสียงหนึ่ง หลายปีมานี้ทั้งสองออกเดินทางไปทั่ว นานๆ ครั้งถึงจะกลับไปยังบ้านเกิดที่เมืองชิงหวง
การกลับไปครั้งล่าสุดทำให้คนในหมู่บ้านสงสัยในตัวเซี่ยซีเฟิง เขาไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย ทั้งไม่อาจปล่อยให้เซี่ยซีเฟิงถูกทำร้าย จึงพาอีกฝ่ายออกเดินทางอีกครั้ง กระทั่งมาถึงเมืองซ่างจินแห่งนี้