6
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น หลินเสี่ยวเยว่นั่งโยกเยกอยู่บนเกวียนเทียมวัวของหัวหน้าหมู่บ้านที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอ ลมหนาวพัดปะทะใบหน้า แต่ในใจของเธอกลับร้อนรุ่มไปด้วยไฟแห่งความหวัง
ในตะกร้าใบเก่าที่เธอทูนหัวเข่าไว้ มีเห็ดป่าหายากและสมุนไพรบางชนิดที่เธอแอบไปเก็บมาเพิ่มเมื่อเช้ามืด หลินเฟิงผู้เป็นพ่อนั่งอยู่ข้างๆ คอยกำชับให้เธอระวังตัว
"เสี่ยวเยว่ เข้าเมืองแล้วอย่าเดินเพ่นพ่านนะลูก เดี๋ยวจะหลง"
"หนูรู้แล้วจ้ะพ่อ พ่อไม่ต้องห่วง" เธอยิ้มรับ
เมื่อมาถึงตัวอำเภอ บรรยากาศของยุค 80 ปรากฏชัดเจน ผู้คนสวมเสื้อผ้าสีทึมๆ อย่างสีน้ำเงิน เทา หรือเขียวขี้ม้า ปั่นจักรยานกันขวักไขว่ อาคารบ้านเรือนยังเป็นตึกแถวเก่าๆ แต่ก็ดูเจริญกว่าในหมู่บ้านมาก
เสี่ยวเยว่แยกตัวจากพ่อที่ต้องไปส่งผักที่จุดรับซื้อ เธอตรงดิ่งไปยังร้านอาหารรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งที่ดูดีที่สุดในย่านนั้น
ด้วยความรู้เรื่องวัตถุดิบ เธอเจรจาขายเห็ดป่าเกรดเอให้กับพ่อครัวใหญ่ได้สำเร็จ แม้จะโดนกดราคาไปบ้างตามประสาแม่ค้าหน้าใหม่ แต่เธอก็ได้เงินมาถึง 5 หยวน ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับครอบครัวชาวนาในยุคนี้ที่รายได้ต่อวันไม่ถึง 1 หยวน
เงินก้อนแรก!
เสี่ยวเยว่รีบไปที่สหกรณ์ ซื้อแป้งสาลีเนื้อละเอียดและมันหมูแข็งมาชิ้นใหญ่ เธอตั้งใจจะกลับไปทำซาลาเปาทอดน้ำสูตรเด็ดขาย นี่คือเมนูทำเงินที่เธอวางแผนไว้
ทว่า ความฝันอันสวยงามกลับต้องสะดุดลงทันทีที่เธอกลับมาถึงหมู่บ้าน
ภาพที่เห็นคือความโกลาหลหน้าบ้านตระกูลหลิน ชาวบ้านมุงดูกันเต็มไปหมด เสียงร้องไห้ของแม่เหนียงซื่อดังระงมบาดหัวใจ
"พี่เฟิง พี่อย่าเป็นอะไรนะ! ใครก็ได้ช่วยตามหมอที!"
เสี่ยวเยว่ทิ้งของในมือแล้ววิ่งแหวกฝูงชนเข้าไป ภาพตรงหน้าทำเอาเธอเลือดขึ้นหน้า
พ่อนอนบิดตัวด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้นดิน ขาข้างที่เป๋อยู่แล้วบิดผิดรูป หน้าซีดเผือดเหงื่อท่วมตัว ข้างๆ มีกระสอบข้าวสารหนักอึ้งตกอยู่
"เกิดอะไรขึ้นแม่!" เสี่ยวเยว่ตะโกนถาม
ชาวบ้านคนหนึ่งรีบตอบแทน "ลุงใหญ่ของเอ็งน่ะสิ ใช้พ่อเอ็งแบกกระสอบข้าวขึ้นยุ้งฉาง ทั้งที่ขาแกไม่ดี พ่อเอ็งเลยพลาดตกลงมาจากบันได"
เสี่ยวเยว่หันขวับไปมองลุงใหญ่หลินตั้วที่ยืนเช็ดเหงื่ออยู่ห่างๆ สีหน้าไม่ได้ดูสำนึกผิดสักนิด
"ก็ฉันปวดหลัง เลยวานให้เจ้ารองช่วยนิดหน่อย ใครจะไปรู้ว่ามันจะซุ่มซ่าม ตกมาเองแท้ๆ ยังจะมาทำเรื่องใหญ่โต" ลุงใหญ่แก้ตัวน้ำขุ่นๆ
"พ่อขาหักขนาดนี้ ลุงยังว่าเป็นเรื่องเล็กอีกเหรอ!" เสี่ยวเยว่ตวาดลั่น
"ต้องพาพ่อไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้! เอาเงินกองกลางมา!"
เธอหันไปแบมือขอย่าย่าหลินที่ยืนหน้าบึ้งอยู่
ย่าหลินถลึงตาใส่ "เงินอะไร ไม่มี ใครใช้ให้มันโง่ตกลงมาเอง งานการก็ทำไม่เสร็จ ข้าวสารหกเสียหายหมด ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีเลยนะ จะมาขอเงินไปรักษา ฝันไปเถอะ!"
"ย่า นั่นลูกชายย่านะ" เสี่ยวเยว่ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง "พ่อทำงานหาเงินให้บ้านนี้มาทั้งชีวิต พอเจ็บตัวย่ากลับจะปล่อยให้พ่อนอนตายเหรอ"
"มันขาเป๋อยู่แล้ว จะรักษาไปทำไม เปลืองเงินเปล่าๆ" ย่าหลินพูดอย่างเลือดเย็น "เอาไปนอนพักในห้อง เดี๋ยวก็หายเองแหละ เก็บเงินไว้ให้หลินเมิ่งเรียนหนังสือดีกว่า"
ความอดทนเส้นสุดท้ายของหลินเสี่ยวเยว่ขาดผึง
ความกตัญญูบ้าบออะไรกัน ครอบครัวบ้าบออะไรกัน คนพวกนี้ไม่ใช่คน!
เสี่ยวเยว่ลุกขึ้นยืน ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธจัด ดวงตาแดงก่ำจ้องมองย่าหลิน ลุงใหญ่ และป้าสะใภ้ที่ยืนกอดอกมองดูพ่อเธอเหมือนมองหมาข้างถนนตัวหนึ่ง
"ได้ในเมื่อย่าเห็นว่าพ่อไร้ค่า เห็นว่าพวกเราเป็นภาระ..."
น้ำเสียงของเสี่ยวเยว่เย็นยะเยือกจนน่าขนลุก เธอกวาดตามองทุกคนก่อนจะประกาศก้องต่อหน้าชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน
"ถ้าอย่างนั้นก็แยกบ้านกันเถอะ"
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากชาวบ้าน การแยกบ้านในขณะที่พ่อแม่ยังอยู่ถือเป็นเรื่องอกตัญญูใหญ่หลวง แต่สถานการณ์นี้ทุกคนกลับพยักหน้าเห็นใจ
" แกพูดว่าอะไรนะ" ย่าหลินชี้หน้าด่า มือสั่น "นังเด็กชั่ว แกกล้าขอแยกบ้านเหรอ"
"ใช่ หนูขอแยกบ้าน!" เสี่ยวเยว่ตะโกนสวน ไม่เกรงกลัวอีกต่อไป
"ถ้าอยู่บ้านนี้แล้วพ่อต้องตายเพราะความงกของย่า ถ้าอยู่แล้วแม่ต้องร้องไห้ทุกวัน น้องต้องอดอยาก หนูไม่ขออยู่!วันนี้หัวหน้าหมู่บ้านก็อยู่ตรงนี้ ใคร มีตาก็คงเห็นแล้วว่าย่าทำกับพวกเรายังไง"
เธอเดินไปหยิบมีดทำครัวที่วางอยู่แถวนั้นขึ้นมาถือไว้ แววตาเด็ดเดี่ยวราวกับนางมารร้ายที่พร้อมจะแลกชีวิต
"ถ้าวันนี้ย่าไม่ยอมแยกบ้าน และไม่แบ่งส่วนแบ่งที่พ่อควรจะได้รับให้เรา ก็ลองดูสิ หนูจะพังบ้านนี้ให้เละคามือ จะไปฟ้องนายอำเภอ ฟ้องให้ถึงที่สุดว่าครอบครัวตัวอย่างของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหลินตั้ว ใจดำอำมหิตขนาดไหน!"
ลุงใหญ่หน้าซีดเผือกเมื่อได้ยินคำว่า นายอำเภอ สถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด หลินเสี่ยวเยว่เดิมพันด้วยทุกอย่างที่มี เพื่อพาครอบครัวหนีออกจากนรกขุมนี้ให้ได้
