4
หลินเสี่ยวเยว่แบกตะกร้ากลับมาถึงบ้านด้วยความระมัดระวัง เธอเลือกเดินเข้าทางหลังบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาจับผิดของย่าหลินและป้าสะใภ้ พอมาถึงหน้าโรงเก็บฟืนเก่าๆ ที่ครอบครัวเธอใช้เป็นห้องครัว เธอก็เจอกับเด็กชายตัวผอมแห้งหัวโตยืนชะเง้อคอรออยู่
"พี่รอง พี่กลับมาแล้ว"
เด็กชายคนนี้คือ หลินเสี่ยวหยาง น้องชายวัยสิบขวบของเธอ แต่ตัวเล็กแกร็นเหมือนเด็กเจ็ดขวบเพราะขาดสารอาหาร เขาพุ่งเข้ามาหาพี่สาวด้วยความเป็นห่วง
"พี่ไปไหนมา แม่บอกว่าพี่เพิ่งหายป่วย ห้ามออกไปตากลมนะ"
เสี่ยวเยว่ลูบหัวน้องชายด้วยความเอ็นดู "พี่ไปหาของดีมาให้พวกเรากินต่างหากล่ะ ดูสิ"
เธอเปิดฝาตะกร้าให้ดู เสี่ยวหยางตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นปลาช่อนตัวใหญ่กับเห็ดและผักป่าเต็มตะกร้า
"ปลา พี่จับมาเหรอ สุดยอดไปเลย แต่ แต่ถ้าย่ารู้ ย่าต้องยึดเอาไปให้บ้านลุงใหญ่กินแน่ๆ" เด็กน้อยทำหน้ากังวล
"ไม่ต้องห่วง วันนี้ย่ากับป้าสะใภ้พาลูกพี่ลูกน้องคนโปรดของแกเข้าเมืองไปซื้อของไม่ใช่เหรอ กว่าจะกลับก็คงค่ำ ตอนนี้ทางสะดวก" เสี่ยวเยว่ขยิบตา
"ไปช่วยพี่ก่อไฟเร็วเข้า พี่จะแสดงฝีมือทำอาหารให้กิน"
ในครัวมีเครื่องปรุงน้อยนิด มีแค่เกลือหยาบก้นกระปุก น้ำมันหมูเหลือติดก้นขวด และซีอิ๊วราคาถูก เสี่ยวเยว่ถอนหายใจเบาๆ แต่สำหรับเชฟระดับมิชลินอย่างเธอ แค่นี้ก็เพียงพอที่จะเนรมิตเมนูรสเลิศแล้ว
เธอจัดการขอดเกล็ดและแล่ปลาอย่างชำนาญ แยกเนื้อปลาและก้างปลาออกจากกัน ส่วนหัวและก้างปลาเธอไม่ทิ้ง แต่นำไปจี่ในกระทะร้อนๆ กับน้ำมันหมูเพียงเล็กน้อยจนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง แล้วเติมน้ำเดือดลงไปทันที
เทคนิคนี้จะทำให้น้ำซุปกลายเป็นสีขาวขุ่นราวกับน้ำนม รสชาติเข้มข้นโดยไม่ต้องพึ่งผงชูรส
จากนั้นเธอใส่เนื้อปลาที่แล่ไว้ลงไปลวกพอสุก ใส่เห็ดหูหนูและผักจี้ไช่ตามลงไป
ปรุงรสด้วยเกลือเพียงเล็กน้อย กลิ่นหอมของน้ำแกงปลาผสมกับความสดชื่นของผักป่าลอยตลบอบอวลไปทั่วห้องครัวเล็กๆ
"หอมจังเลยพี่" เสี่ยวหยางกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ นั่งเฝ้าหน้าเตาไม่ห่าง
เหนียงซื่อเดินเข้ามาในครัวพร้อมกับหลินเฟิง ผู้เป็นพ่อที่เพิ่งกลับจากนาด้วยสภาพอิดโรย ขาข้างซ้ายของเขาเดินกะเผลกอย่างเห็นได้ชัด
"กลิ่นอะไรน่ะ หอมไปถึงหน้าบ้านเชียว" หลินเฟิงถามด้วยความแปลกใจ
"พ่อ กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ" เสี่ยวเยว่รีบตักน้ำซุปปลาใส่ชามใบใหญ่ควันฉุย "มากินข้าวก่อน พ่อกับแม่ทำงานมาเหนื่อยๆ ต้องบำรุงหน่อย"
บนโต๊ะไม้เก่าๆ มีชามแกงปลาสีขาวนวลลอยหน้าด้วยผักสีเขียวสด และจานผัดเห็ดใส่น้ำมันกากหมูที่เสี่ยวเยว่เจียวใหม่ๆ ถึงแม้ข้าวสวยจะเป็นข้าวกล้องผสมข้าวโพดที่หยาบกระด้าง แต่อาหารตรงหน้ากลับดูเลิศรสราวกับภัตตาคาร
หลินเฟิงมองอาหารด้วยความตื้นตัน "นี่ลูกไปจับปลามาเหรอ มันอันตรายนะลูก"
"ไม่เป็นไรจ้ะพ่อ หนูแข็งแรงดีแล้ว กินเถอะ เดี๋ยวเย็นชืดจะไม่อร่อย"
ทันทีที่หลินเฟิงตักน้ำซุปเข้าปาก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง รสชาติหวานล้ำลึกของเนื้อปลาผสมกับความกลมกล่อมของน้ำซุปที่เคี่ยวจนได้ที่ มันอร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นลงไปด้วย เขาไม่เคยกินแกงปลาที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ทั้งที่เครื่องปรุงก็มีแค่เกลือ
"อร่อย อร่อยมาก!" เสี่ยวหยางเคี้ยวเนื้อปลาตุ้ยๆ "พี่รองทำกับข้าวเก่งที่สุดในโลกเลย!"
เหนียงซื่อกินไปน้ำตาไหลไป "แม่ขอโทษนะลูก ที่แม่ไม่มีปัญญาหาของดีๆ ให้ลูกกิน ต้องให้ลูกลำบากไปหาเอง"
เสี่ยวเยว่วางมือบนมือแม่ "แม่อย่าพูดแบบนั้นสิ ต่อไปนี้หนูสัญญาว่าเราจะได้กินเนื้อกินปลาทุกวัน หนูจะทำให้ครอบครัวเราสบายขึ้นเอง"
บรรยากาศในครอบครัวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสุขเล็กๆ ที่หาได้ยากยิ่งในบ้านหลังนี้
ขณะที่ทุกคนกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย สมองของเสี่ยวเยว่ก็เริ่มวางแผนธุรกิจ
ฝีมือการทำอาหารของเธอยังใช้การได้ดี แม้วัตถุดิบจะจำกัด ยุคนี้เศรษฐกิจเริ่มเปิดกว้าง รัฐบาลอนุญาตให้ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ได้แล้ว ตลาดมืดก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นตลาดเสรีมากขึ้น
ถ้าเธอทำอาหารไปขายล่ะ
น้ำซุปปลานี่อาจจะขายยากเพราะใส่ถุงลำบาก แต่ถ้าเป็นพวกของแห้ง หรือของกินเล่นที่เก็บไว้ได้นาน...
'น้ำพริกเห็ดสมุนไพร' หรือ 'ปลาแผ่นอบกรอบ'
วัตถุดิบบนเขามีเพียบ ต้นทุนแทบจะเป็นศูนย์ แค่ลงแรงหน่อย ถ้าทำรสชาติให้โดดเด่น รับรองว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ ยิ่งช่วงนี้คนเริ่มมีกำลังซื้อ พวกคนงานในโรงงานหรือคนในเมืองยอมจ่ายเพื่อของอร่อยอยู่แล้ว
"พ่อจ๊ะ พรุ่งนี้พ่อเข้าเมืองไปส่งผักส่วนกลางใช่ไหม" เสี่ยวเยว่ถาม
"ใช่ ทำไมเหรอลูก"
"หนูขอติดรถเกวียนไปด้วยได้ไหม หนูอยากไปดูตลาดในเมืองหน่อย"
หลินเฟิงลังเลเล็กน้อย แต่พอเห็นแววตามุ่งมั่นของลูกสาว เขาก็พยักหน้า "ได้สิ แต่ต้องรีบกลับนะ เดี๋ยวย่ารู้จะโดนดุเอา"
เสี่ยวเยว่ยิ้มกว้าง ในหัวเริ่มจินตนาการถึงเงินหยวนที่จะไหลเข้ากระเป๋า
ทว่า ความสุขมักอยู่ได้ไม่นาน
"นี่พวกแกแอบกินอะไรกัน!"
เสียงตวาดดังลั่นมาจากหน้าประตูครัว ประตูถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนัง ปรากฏร่างท้วมของ ป้าสะใภ้ลู่ซื่อ ที่ยืนเท้าสะเอว จมูกดมฟุดฟิดเหมือนหมาล่าเนื้อ
"กลิ่นหอมขนาดนี้ แอบซ่อนของดีไว้กินกันเองใช่ไหม แม่เจ้าโว้ย ย่าเพิ่งบ่นว่าหมูไม่มีรำข้าวจะกิน ที่แท้บ้านรองก็แอบเอาของดีมาปรนเปรอกันเองนี่เอง"
ลู่ซื่อมองชามปลาบนโต๊ะด้วยความโลภโมโทสัน ก่อนจะพุ่งตัวเข้ามาหมายจะแย่งชามปลาไป
"เอามานี่เลยนะ ของพวกนี้ต้องเอาไปให้แม่กู เอ้ย ให้คุณย่ากิน"
เสี่ยวเยว่ไวกว่า เธอคว้าชามปลาหลบวูบ แล้วลุกขึ้นยืนขวางหน้าป้าสะใภ้ตัวแสบ
"หยุดเดี๋ยวนี้นะป้าสะใภ้ นี่มันปลาที่ฉันเสี่ยงชีวิตไปจับมาเอง ไม่ใช่ของกงสีตระกูลหลิน ป้ามีสิทธิ์อะไรมาแย่ง"
