บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 ไม่อาจพูดได้

หลินเฟยหลิงเพิ่งรู้ว่าตนเองถูกวางยาพิษกร่อนวิญญาณจากคนที่ไว้ใจอย่าง ‘หลวนจื่อเทา’ นายกองคนสนิทของเขา ผู้ใดเลยจะคิดว่าหลวนจื่อเทาจะเป็นสายลับที่แฝงตัวเข้ามาในค่ายพยัคฆ์ทมิฬ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมากับนายกองผู้นี้ที่เคยเป็นผู้ช่วยชีวิตหลินเฟยหลิงในสนามรบจนตัวเองเกือบเอาชีวิตไม่รอด เขาจึงนับอีกฝ่ายเป็นดั่งสหาย แต่คนที่เขาให้ความไว้ใจกลับลอบวางยาพิษตนมาตลอดหลายปีเช่นกัน กว่าจะรู้ตัวพิษร้ายก็ซึมไปถึงกระดูกจนยากจะแก้ไขแล้ว พิษกร่อนวิญญาณเป็นพิษของชาวเผ่าเร่ร่อนทางตอนใต้ใช้สำหรับการล่าสัตว์ใหญ่

พิษตัวนี้สกัดมาจากพืชชนิดหนึ่ง หากใช้ในปริมาณมากสามารถล้มหมีได้ภายในเวลาไม่กี่อึดใจเท่านั้น แต่ถ้าใช้ในปริมาณน้อยๆ แม้แต่เข็มเงินก็ไม่สามารถตรวจพบได้ และเมื่อได้รับพิษเข้าไปเป็นเวลานานมันจะไปสะสมอยู่ในอวัยวะภายใน แล้วทำการกัดกร่อนจากภายในทำให้ตายอย่างช้าๆ เนื่องจากได้รับพิษมาเป็นเวลานานหลายปีจึงทำให้วรยุทธ์ของเขาถูกทำลาย

หลินเฟยหลิงทราบว่าตนเองโดนพิษร้ายนี้ก่อนวันเกิดของบุตรสาวแค่เพียงไม่นาน เขาปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ผู้ที่รู้มีเพียงองครักษ์คนสนิทอย่างหลี่ควนเท่านั้น สำหรับหลวนจื่อเทาผู้นั้นไหวตัวทันจึงหลบหนีไปได้ก่อนที่เขาจะจับตัวมาสอบสวน ชายหนุ่มยังคงจมดิ่งอยู่ในภวังค์ของตนโดยไม่ได้รับรู้ถึงสายตาที่มองมาจากบุตรีเลยแม้แต่น้อย

หลินเยว่ชิงเมื่อขอพรเสร็จแล้วก็เห็นอาเตี่ยนั่งนิ่ง นางจึงกระตุกชายแขนเสื้อบิดาเบาๆ เพื่อเรียกให้อีกฝ่ายสนใจตน

“อาเตี่ย ชิงเอ๋อร์ขอพรเสร็จแล้ว” เด็กน้อยรีบบอกแล้วยกแขนน้อยๆ โอบเอวบิดาไว้

“ชิงเอ๋อร์ขอพรอันใดไปบอกอาเตี่ยสักหน่อยได้หรือไม่?”

“ความลับ” หลินเยว่ชิงพูดพร้อมทำหน้าทะเล้นใส่บิดา

ฟอด! ฟอด!

“ไม่บอกก็ต้องถูกทำโทษ” หลินเฟยหลิงพูดพร้อมกับหอมแก้มขาวๆ ของบุตรสาวซ้ายทีขวาทีเพื่อเป็นการลงโทษ

“คิกคิก อาเตี่ย หยุดก่อน ชิงเอ๋อร์จั๊กจี้”

เสียงหัวเราะคิกคักของบุตรสาวทำให้เหอไฉ่อิ่งที่กำลังสวดมนต์อยู่ ต้องลืมตาขึ้นมามองสองพ่อลูกที่กำลังหยอกล้อกันอยู่ “ขอพรเสร็จแล้วหรือ”

“เสร็จแล้วเจ้าค่ะอาเหนียง…อาเหนียงเจ้าขา อาเตี่ยแกล้งชิงเอ๋อร์อีกแล้ว” หลินเยว่ชิงเมื่อเห็นมารดาลืมตาขึ้นมาก็รีบฟ้องทันที

“ขี้ฟ้องจริงเลยๆ ตัวแสบ” หลินเฟยหลิงเอ่ยหยอกเย้าพลางบีบแก้มนุ่มนิ่มนั้นเบาๆ

“อาเหนียงก็ขอพรเสร็จแล้วเหมือนกัน เช่นนั้นเราไปเดินชมดอกเหมยกันดีหรือไม่”

“ดีเจ้าค่ะ! ดียิ่ง! อาเตี่ยไปเร็ว” หลินเยว่ชิงหันไปรบเร้าบิดาให้รีบพานางไปเดินเล่นที่ดงดอกเหมย

เมื่อสามคนพ่อแม่ลูกเดินมาถึงลานดอกเหมยขนาดใหญ่ตรงตีนเขา หลินเฟยหลิงจึงวางบุตรสาวให้ยืนบนพื้นที่ยังมีหิมะปกคลุมอยู่ เขากระชับผูกปมเสื้อคลุมให้ธิดาอย่างเบามือ

หลินเฟยหลิงส่งมือให้ลูกน้อยจับจูงไปด้วยกัน มือใหญ่กอบกุมมือเล็กของบุตรสาวอันเป็นที่รักไว้ ส่วนอีกข้างก็กระชับมือบอบบางของภรรยาให้เกาะกุมกันไปกับมือของเขา ภาพการเดินจูงมือเที่ยวชมดอกเหมยของทั้งสามพระองค์นี้ ล้วนสร้างความปลาบปลื้มให้แก่ผู้ติดตามทั้งหลาย พวกเขาต่างจงรักภักดีต่อฉีอ๋องและครอบครัวมาก

หลินเยว่ชิงที่กำลังตื่นเต้นกับดงดอกเหมยขนาดใหญ่เผลอปล่อยมือจากบิดา ก่อนจะวิ่งเล่นไปมาระหว่างต้นโน้นทีต้นนี้ทีจนผู้เป็นบิดาอดปรามมิได้

“ช้าหน่อยตัวแสบ เดี๋ยวก็หกล้มหรอก”

แต่ดรุณีน้อยไหนเลยจะฟังคำบิดา นางยังคงวิ่งเล่นสนุกสนานตามประสาเด็กอยู่อย่างนั้น

“เสี่ยวอวี้ไปช่วยเล่นเป็นเพื่อนท่านหญิงหน่อยไป แต่อย่าไปไกลจากทหารที่คอยคุ้มกันอยู่ล่ะ” เหอไฉ่อิ่งหันไปสั่งความกับนางกำนัลคนสนิทของบุตรสาว

“เพคะ หวางเฟย” เสี่ยวอวี้รับคำก่อนจะรีบรุดไปดูแลท่านหญิงน้อยของนางอย่างใกล้ชิด

เหอไฉ่อิ่งยังคงมองบุตรสาวที่วิ่งเล่นไปมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยพลันรู้สึกถึงสายตาจับจ้องมาที่นาง เมื่อหันไปกลับพบสายตาซึ่งเปิดเปลือยความรู้สึกของสามีที่กำลังมองตนอยู่ แววตาของเขาที่มองมาราวกับว่านางจะหายไปต่อหน้าต่อตาอย่างไรอย่างนั้น เป็นแววตานุ่มลึกแสดงออกว่ารักนางมากเพียงใด เหอไฉ่อิ่งถึงกับขัดเขินแก้มร้อนผ่าวเมื่อมองสบสายตากับสามีในยามนี้

“ท่านพี่ มองน้องเช่นนี้มีสิ่งใดจะกล่าวหรือ?” นางช้อนตามองสามีอย่างเอียงอาย

“น้องหญิง หากพี่ต้องจากเจ้ากับลูกไปก่อน พวกเจ้าจะอยู่กันต่อได้ใช่ไหม”

“ท่านพี่!!!” หญิงสาวตกใจกับวาจาของสามี

“ท่านเอ่ยอันใดออกมา หากเลือกได้น้องขอเป็นคนจากไปก่อนท่าน น้องคงทนไม่ได้แน่หากต้องอยู่โดยไม่มีท่าน” กล่าวจบน้ำสีใสก็ไหลลงจากดวงตาหวานซึ้ง

หลินเฟยหลิงเมื่อได้ยินคำของภรรยาก็ทำให้เขาถึงกับน้ำท่วมปากพูดสิ่งใดไม่ออกอีก “อิ่งเอ๋อร์ เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าพี่รักเจ้ากับลูกมากเพียงใด ในใต้หล้านี้มีเพียงเจ้าและลูกเท่านั้นที่พี่ยังปล่อยวางมิได้ หากวันนั้นมาถึงจริงๆ ให้รู้ไว้ว่าพี่ไม่ได้อยากจากเจ้ากับลูกไป”

“ท่านพี่ มีเรื่องอันใดที่น้องควรรู้รึไม่เจ้าคะ เหตุใดท่านจึงได้กล่าววาจาเช่นนี้ออกมากัน” นางเอ่ยถามเสียงสั่นเครือจากการกลั้นน้ำตามิให้ตนร้องไห้โฮออกมาต่อหน้าธารกำนัล

“ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ตอนนี้สถานการณ์ในราชสำนักไม่ค่อยสู้ดีเท่าใดนัก เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย” หลินเฟยหลิงยอมโป้ปดภรรยา เขาไม่รู้ว่าตนจะอยู่ได้อีกนานเท่าใด พิษร้ายในร่างกายเริ่มแสดงผลออกมาเรื่อยๆ

หลินเยว่ชิงยังคงวิ่งเล่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เด็กน้อยหยุดมองมาที่อาเตี่ยอาเหนียง นางเห็นทั้งสองท่านยืนกุมมือกันอย่างรักใคร่ ร่างเล็กยิ้มกว้างให้กับภาพที่เห็น สิ่งที่นางขอพรบนอารามเหยียนฟู่คือ ขอให้อาเตี่ยอาเหนียงมีความสุขและอยู่ด้วยกันกับนางไปนานๆ

“ชิงเอ๋อร์พอได้แล้วลูก อยู่ข้างนอกนานๆ เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้” หลินเฟยหลินเดินตรงมาหาบุตรสาว ก่อนจะช้อนเอาบุตรสาวขึ้นมาอุ้มไว้อย่างหวงแหน ชายหนุ่มเดินไปหาภรรยาแล้วจับจูงมือกันไปที่รถม้าเพื่อกลับจวน

ภายในรถม้าหลินเฟยหลิงจับลูกน้อยนั่งตักตัวเอง แล้วนำผ้าแห้งมาเช็ดหน้าเช็ดผมให้เจ้าตัวเล็ก หยิบเตาอุ่นมือมาให้บุตรสาวอุ้มไว้คลายหนาว “หนาวหรือไม่?”

“ไม่เจ้าค่ะ ก็อาเตี่ยกอดชิงเอ๋อร์ไว้เลยไม่หนาวสักนิด” เด็กน้อยรีบตอบเอาใจบิดา นางชอบอ้อมกอดของอาเตี่ยอาเหนียงมากที่สุด อ้อมกอดนี้ทำให้นางรู้สึกปลอดภัย

“ชิงเอ๋อร์เด็กดี จำไว้นะว่าอาเตี่ยรักเจ้าและอาเหนียงมากที่สุด” หลินเฟยหลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ชิงเอ๋อร์ก็รักอาเตี่ยและอาเหนียงมากที่สุดเหมือนกัน” เด็กน้อยรีบตอบรับคำบิดาทันที พร้อมทั้งยิ้มหวานจนตาหยีส่งไปให้เขา นางหวงแหนความสุขที่มีอยู่ตอนนี้ยิ่งนัก ความรักและการปกป้องจากบิดามารดาที่เคยต้องการมาตลอดในชาติที่แล้ว บัดนี้นางได้มันมาครองแล้ว

ฮึก! ฮึก!

เสียงสะอื้นเบาๆ ดังมาจากเหอไฉ่อิ่งทำให้เด็กน้อยต้องหันไปมองด้วยความสงสัย

“อาเหนียงเป็นอันใดเจ้าคะเจ็บตรงไหนเหตุใดอาเหนียงจึงร้องไห้” เด็กน้อยรีบเอ่ยถามอย่างร้อนรนเมื่อเห็นผู้เป็นมารดาสะอื้นไห้ออกมา

“อาเหนียงมิได้เป็นอันใด เพียงแค่ดีใจที่ชิงเอ๋อร์รักเอาหนียงกับอาเตี่ยมากเท่านั้นเอง” เหอไฉ่อิ่งส่งยิ้มบางไปให้บุตรสาว มือเรียวบางลูบแก้มนุ่มนิ่มของเด็กน้อยเบาๆ

“โธ่ อาเหนียง โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ เช่นนั้นชิงเอ๋อร์จะรักอาเหนียงมากกว่าอาเตี่ยนิดนึงก็ได้ อาเหนียงจะได้ไม่ร้องไห้อีก” หลินเยว่ชิงเอ่ยวาจาแบบใสซื่อ นางคิดว่าอาเหนียงคงเสียใจที่ตนรักทั้งสองท่านไม่เท่ากัน

หลินเฟยหลิงเข้าไปโอบกอดภรรยาและบุตรสาวไว้ในอ้อมแขน ตัวเขาสั่นน้อยๆ จากการกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลรินออกมา ตั้งแต่เกิดมาชายหนุ่มไม่เคยเสียน้ำตาให้ผู้ใดเลย แต่กับลูกน้อยของเขา เขาสงสารนางยิ่งนักหากตนจากไปลูกน้อยจะมีชะตากรรมเช่นไร

รถม้าจวนฉีอ๋องยังคงวิ่งไปอย่างไม่เร็วเท่าใดนัก หลังจากเดินทางออกจากวัดเหยียนฟู่มาได้สักพักท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งกลับแทนที่ด้วยหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมา

โครม!!!

เสียงสิ่งของบางอย่างกระแทกรถม้าจนสั่นคลอน เสียงอาชาที่เทียมรถม้าร้องลั่นด้วยความตกใจ เสียงอาวุธกระทบกันดังอื้ออึงไปหมด เหอไฉ่อิ่งดึงบุตรสาวเข้ามากอดไว้แน่น หลินเฟยหลิงขบกรามอย่างต้องการสะกดกลั้นอารมณ์ ตัวเขาเครียดเขม่งขึ้นมาทันใด แผ่นหลังแกร่งเหยียดตรงเตรียมพร้อมปกป้องคนรัก เขาหยิบกระบี่คู่กายออกมาถือไว้มั่น ถึงแม้ยามนี้จะใช้วรยุทธ์ไม่ได้แต่การต่อสู้แบบไม่ใช้วรยุทธ์เขาก็พอจะต่อสู้ได้บ้าง

“คุ้มครองหวางเย่ หวางเฟยและท่านหญิง” เสียงทหารองครักษ์ที่ติดตามมาร้องบอกสหายร่วมรบ

“พวกเจ้าอยู่ในนี้ห้ามออกไปไหน ก้มให้ต่ำเข้าไว้” หลินเฟยหลิงสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“อาเตี่ย!” หลินเยว่ชิงดึงชายแขนเสื้อของบิดาไว้ เหตุการณ์การฆ่าล้างตระกูลฉินในชาติก่อนของนางฉายชัดขึ้นมาในหัวราวกับภาพโคมม้าวิ่ง ร่างเล็กสั่นสะท้านความหวาดหวั่นหวาดกลัวเสียดแทงไปทั่วกระดูก มือบอบบางจับยึดชายเสื้ออีกฝ่ายไว้มั่น กลัวว่าหากปล่อยมือแล้วจะเป็นการปล่อยเขาไปตลอดกาล

“ไม่ต้องกลัวนะเด็กดี เดี๋ยวอาเตี่ยก็กลับมาแล้ว” เขาพูดปลอบพลางยกมือลูบหัวทุยๆ นั้นก่อนจะผละออกไปอย่างรวดเร็ว

เสียงปะทะกันของอาวุธยังคงดังขึ้นมาให้ได้ยินอย่างต่อเนื่องพร้อมเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของผู้ที่โดนคมดาบกรีดเฉือน เหอไฉ่อิ่งพยายามรวบรวมสติของตนเอาไว้ นางจะมาสติแตกตอนนี้ไม่ได้ นางยังมีลูกน้อยให้ต้องปกป้องอยู่

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel