หลินเยว่ชิง

316.0K · จบแล้ว
ถานเซียง
139
บท
3.0K
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ชาติก่อนหลินเยว่ชิงเป็นเด็กกำพร้าที่ตายตั้งแต่อายุยังน้อย ความปรารถนาเดียวก่อนตายคืออยากมีบิดามารดาเหมือนคนอื่นเขา เกิดใหม่ชาตินี้นางมีครอบครัวแสนอบอุ่นอย่างที่เฝ้าหวังมาตลอด ทว่าความสุขนั้นกลับอยู่ได้ไม่นานเมื่อมีคนคิดร้ายต่อครอบครัวนาง ผู้ที่ทำให้นางต้องสูญเสียบิดามารดาไปตลอดกาลพวกมันจะต้องชดใช้ หนี้เลือดครั้งนี้นางจะตอบแทนให้อย่างสาสมที่สุด

นิยายรักโรแมนติกนิยายจีนโบราณท่านอ๋ององค์หญิงนางเอกเก่งแก้แค้นพระชายาจีนโบราณรักหวานๆโรแมนติก

ตอนที่ 1 เกิดใหม่

สายลมเหมันต์พัดพาหอบเอาความเหน็บหนาวเข้ามาสู่ใจของดรุณีน้อย ที่กำลังยืนชมเหมยแดงออกดอกสะพรั่งเต็มต้นท้าลมหนาวอยู่กลางหิมะขาวโพลน แม้ผู้ที่ยืนชมดอกเหมยจะเป็นเพียงเด็กน้อย แต่แววตาของนางกลับให้ความรู้สึกหนาวเหน็บไม่ต่างจากอากาศกลางฤดูเหมันต์เท่าใดนัก ประกายตาที่แสนจะเย็นชาและราบเรียบราวกับไร้ความรู้สึกใดๆ แต่แอบซ่อนความอ้างว้างเดียวดายไว้ในดวงตากลมโตคู่นั้น

ดรุณีน้อยนางนี้นามว่า ‘หลินเยว่ชิง’ นางยังคงยืนมองต้นเหมยแดงด้วยสายตาเรียบเฉย คล้ายกับกำลังจมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิดของตน

“ท่านหญิง อากาศเริ่มหนาวมากแล้วเข้าด้านในเถอะเจ้าค่ะ” เสี่ยวอวี้นางกำนัลผู้ภักดีคลี่เสื้อคลุมขนกระต่ายห่มกายของเด็กหญิงเพื่อให้ความอบอุ่น

“พี่เสี่ยวอวี้ดูสิ วันนี้หิมะก็ตกหนักเช่นวันนั้นเลย สีแดงของดอกเหมยท่ามกลางหิมะคล้ายกับสีของเลือดยิ่งนัก” หลินเยว่ชิงชี้นิ้วเรียวเล็กไปยังต้นเหมยแดงกลางหิมะ

หลินเยว่ชิงเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของฉีอ๋อง ‘หลินเฟยหลิง’ แม่ทัพปราบอุดรแห่งแคว้นหลิน นางเป็นท่านหญิงน้อยจวนอ๋องที่เกิดจากพระชายาเอกสกุลเหอ ‘เหอไฉ่อิ่ง’ ด้วยความที่มารดาเป็นชายาเพียงหนึ่งเดียวที่บิดารักมาก จึงทำให้หลินเยว่ชิงไม่มีพี่น้องร่วมสายเลือดเลย เพราะบิดาไม่รับชายารองหรืออนุชายาเข้ามาในจวนอีก

หลังจากคลอดนาง มารดาก็ร่างกายอ่อนแอลงมากจนไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ถึงแม้บิดาจะถูกกดดันจากเหล่าขุนนางเรื่องการมีท่านอ๋องน้อยไว้สืบทอดบรรดาศักดิ์ แต่บิดาก็หาได้สนใจเรื่องเหล่านี้ไม่ นางจึงเป็นที่รักของทุกคนใจจวนฉีอ๋อง แต่แล้วความสุขของดรุณีน้อยผู้หนึ่งก็ได้สิ้นสุดลงเมื่อนางมีวัยได้เพียงแปดขวบเท่านั้น ราวกับความสุขที่เคยมีทุกอย่างเป็นแค่ฝันตื่นหนึ่ง

วันนั้นเมื่อสามปีก่อน ความสูญเสียและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้มาเยือน ในวันเกิดครบรอบแปดขวบ หลินเยว่ชิงขอร้องและรบเร้ามารดาให้พาไปวัดเหยียนฟู่ แต่ผู้ใดจะรู้ว่าการออกนอกเมืองหลวงครั้งแรกจะเปลี่ยนชีวิตนางไปตลอดกาล

“อาเหนียง [2] วันนี้ชิงเอ๋อร์อายุครบแปดขวบแล้ว อาเหนียงสัญญาว่าจะพาลูกไปเที่ยววัดเหยียนฟู่ จะพาชิงเอ๋อร์ไปจริงหรือไม่เจ้าคะ?” เด็กน้อยตัวกลมแก้มป่องคล้ายซาลาเปากำลังกอดเอวมารดา แล้วเอาหน้าถูไถไปกับหน้าท้องของอีกฝ่ายอย่างออดอ้อน

“อยากไปรึ? หากอยากไป วันนี้ชิงเอ๋อร์ต้องหัดคัดอักษรให้ได้สิบจบก่อนแล้วแม่จะพาไป” เหอไฉ่อิ่งตอบบุตรสาวตัวน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมกับลูบศีรษะทุยๆ นั้นอย่างรักใคร่

“เจ้าค่ะ ชิงเอ๋อร์จะตั้งใจคัดให้เต็มที่ แต่อาเหนียงต้องไปขออนุญาตอาเตี่ย [3] แทนชิงเอ๋อร์นะเจ้าคะ” หลินเยว่ชิงเอ่ยวาจาต่อรองทันใด ก่อนจะฉีกยิ้มหวานจนตาปิดไปให้ไปให้อาเหนียงของนาง

เหอไฉ่อิ่งได้แต่โคลงศีรษะให้กับความออดอ้อนฉอเลาะของบุตรสาว หลินเยว่ชิงเป็นเด็กฉลาดเรียนรู้เร็ว มีความน่ารักสดใส ผู้ใดอยู่ใกล้ล้วนตกหลุมรักความน่ารักน่าเอ็นดูของนาง ปากน้อยๆ ช่างเจรจานั้นก็ชอบเอ่ยถามนั่นนี่ไม่หยุด แต่ความซุกซนก็มีไม่แพ้เด็กผู้ชายเลยสักนิด แม้จะเกิดเป็นหญิงแต่บุตรสาวนางก็ชอบแอบหนีไปเที่ยวค่ายทหารของบิดาบ่อยครั้ง จนนางคร้านจะห้ามปรามเสียแล้ว ได้เห็นบุตรสาวมีความสุขนางผู้เป็นมารดาก็มีความสุขไปด้วย

ถึงแม้ว่าหลินเฟยหลิงบิดาของหลินเยว่ชิงจะเป็นเชื้อพระวงศ์ ซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงรัชทายาทลำดับที่สอง แต่หลินเฟยหลิงที่เติบโตอยู่นอกวังชอบให้คนในครอบครัวเรียกขานกันอย่างเช่นสามัญชนทั่วๆ ไป

หลินเยว่ชิงมีโครงหน้าคล้ายมารดาถึงแปดส่วน เหอไฉ่อิ่งเคยเป็นอดีตยอดพธูแห่งเมืองหลวง บรรดาหนุ่มน้อยใหญ่ทั้งหลายบุตรขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างหมายปองนาง แต่เหอไฉ่อิ่งกลับยึดมั่นและปักใจกับรักแรกของตนอย่างหลินเฟยหลิง จนต้องให้บิดาผู้เป็นราชครูของฮ่องเต้ทูลขอสมรสพระราชทานให้แก่นางและฉีอ๋อง เป็นความโชคดีของเหอไฉ่อิ่งที่สมรสพระราชทานครั้งนี้เป็นของผู้ที่มีใจตรงกัน

ตึก! ตึก! ตึก!

เสียงฝีเท้าก้าวเดินอย่างมั่นคงเป็นจังหวะสม่ำเสมอของผู้ที่ฝึกวรยุทธ์ เดินมาหยุดอยู่หน้าศาลาในสวนที่หลินเยว่ชิงกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการคัดอักษร ร่างเล็กของเด็กน้อยถูกอุ้มขึ้นมาด้วยฝีมือของผู้เป็นบิดา

“อาเตี่ย! ปล่อยก่อนเจ้าค่ะ ชิงเอ๋อร์จะรีบคัดอักษรให้เสร็จ”

หลินเฟยหลิงมองเจ้าซาลาเปายักษ์ของเขา ก่อนจะกดจมูกหอมแก้มยุ้ยๆ ของบุตรสาวไปหนึ่งที

หลินเฟยหลิงเป็นชายหนุ่มรูปงามอายุราวสามสิบปี รูปร่างสูงใหญ่ตามแบบฉบับของชายชาติทหาร ดวงตาเหยี่ยวที่แฝงแววดุดันข่มขวัญศัตรูอยู่เสมอกำลังจ้องมองบุตรสาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน แววตาเช่นนี้ของเขามีให้เพียงแค่บุตรสาวและชายารักเท่านั้น กับผู้อื่นมีเพียงประกายความเย็นชาให้ได้พบเห็น

“จะรีบคัดอักษรไปไหน หืม? ตัวแสบ!” หลินเฟยหลิงเอ่ยถาม นิ้วแกร่งเคาะไปที่จมูกเล็กๆ ของบุตรสาวเบาๆ อย่างมันเขี้ยว

“อาเตี่ยเจ้าขา วันนี้วันเกิดชิงเอ๋อร์” เด็กน้อยพูดพลางเอามือโอบคอผู้เป็นบิดาไว้ แล้วซบหน้าลงกับบ่าอย่างเอาใจ

“ชิงเอ๋อร์กับอาเหนียงว่าจะไปขอพรที่วัดเหยียนฟู่ด้วยกัน อาเตี่ยให้ชิงเอ๋อร์ไปนะเจ้าคะ...นะเจ้าคะ อาเตี่ยให้ชิงเอ๋อร์ไปน้า” หลินเยว่ชิงมองหน้าบิดาพลางออดอ้อน เด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ เอียงคอเล็กๆ อย่างน่ารักน่าชังพร้อมส่งยิ้มประจบไป

“แต่ว่าอาเหนียงเจ้าจะไม่สบายเอาได้นะ หิมะก็เริ่มตกแล้วด้วยคงเดินทางไม่สะดวกนัก เอาไว้วันใดที่อากาศดีกว่านี้อาเตี่ยจะพาไปเองนะเด็กดี” หลินเฟยหลิงกล่าวห้ามเจ้าตัวยุ่งของเขา ช่วงนี้มีข่าวมาว่าพวกที่คิดการใหญ่เริ่มมีความเคลื่อนไหวแล้ว ตัวเขาเองแม้จะไม่ได้สนใจบัลลังก์มังกร แต่ตำแหน่งรัชทายาทลำดับที่สองซึ่งค้ำคออยู่ก็ทำให้เขาอดเป็นห่วงภรรยาและลูกน้อยไม่ได้เช่นกัน

แคว้นหลินเป็นแคว้นเล็กๆ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรมากมาย ทั้งยังมีเหมืองแร่เงินและเหมืองพลอยอยู่ในแคว้น จึงถือเป็นแคว้นที่มีความมั่งคั่งในระดับหนึ่งหากเทียบกับแคว้นใหญ่ๆ ถึงจะเป็นเพียงแคว้นเล็กแต่กำลังทางการทหารก็มิได้อ่อนด้อย

เพียงแต่เป็นแคว้นที่รักสงบจึงเลือกใช้วิธีเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นข้างเคียงด้วยการค้าหรือการสมรส แทนที่จะทำสงครามให้สูญเสียเลือดเนื้อ ถึงแม้ศึกนอกจะดูสงบสุขแต่ศึกในนั้นก็มิอาจดูเบาได้ ยังคงมีการแย่งชิงอำนาจกันอย่างเงียบๆ ในหมู่องค์ชาย

หลินเฟยหลงฮ่องเต้มีโอรสทั้งหมดห้าพระองค์ โดยหลินเฟยหลิงเป็นโอรสองค์ที่สามในหลิวฮองเฮา มีพี่ชายร่วมมารดาคือ ‘หลินเฟยเทียน’ ผู้เป็นองค์ชายใหญ่ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาทลำดับที่หนึ่ง ส่วนบรรดาพี่น้องที่เหลือของฉีอ๋องต่างกำเนิดมาจากสนมขั้นเฟยและขั้นผิน ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดเขาสนิทกับพี่ชายใหญ่ของตนมากที่สุด

หลินเฟยหลิงเป็นผู้สนับสนุนองค์ชายใหญ่ให้นั่งในตำแหน่งรัชทายาทได้อย่างมั่นคง ตัวเขาเองไม่ชอบเรื่องชิงดีชิงเด่นอันใดจึงอาสาออกรบตั้งแต่วัยเพียงสิบสองปีเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายจากวังหลวง จนเมื่ออายุสิบเก้าชายหนุ่มจึงกลับมาประจำการที่เมืองหลวง ก่อนจะแต่งงานกับหญิงอันเป็นที่รักมีพยานรักเป็นเจ้าซาลาเปายักษ์ตัวแสบมาหนึ่งคน

หลินเฟยหลิงมองหน้าบุตรสาวที่ทำแก้มพองปากยู่อย่างไม่พอใจ เมื่อโดนห้ามมิให้ออกไปข้างนอกในช่วงที่หิมะกำลังโปรยปรายเยี่ยงนี้ เขาไม่ได้ห่วงเรื่องความหนาวเย็นของอากาศแต่ห่วงเรื่องการลอบสังหารต่างหาก ในแคว้นหลินนี้มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าเขารักและหวงแหนภรรยากับบุตรสาวเพียงใด แต่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ก็มิอาจไว้ใจผู้ใดได้เช่นกัน

ฉีอ๋องไม่ได้บอกความกังวลใจแก่ภรรยาคู่ใจของเขา หลินเฟยหลิงไม่ต้องการให้ชายารักมีเรื่องทุกข์ใจ เพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มของสองคนที่เขารักก็ทำให้พร้อมจะสู้กับปัญหาทุกอย่างที่รุมเร้าอยู่ในตอนนี้ได้แล้ว

“ว่าอย่างไรตัวแสบ อาเตี่ยมิได้บอกว่าจะไม่พาไปเสียหน่อย แต่รอให้เตี่ยจัดการงานในค่ายทหารให้เสร็จก่อนแล้วเราก็ไปด้วยกัน” หลินเฟยหลิงต่อรองกับบุตรสาวที่ยังคงอุ้มอยู่ในอ้อมแขนไม่ยอมปล่อย

“เจ้าค่ะ ชิงเอ๋อร์เชื่อฟังอาเตี่ย แต่ว่า...ชิงเอ๋อร์ขอไปเรียนวรยุทธ์กับท่านอาควนที่ค่ายด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ” หลินเยว่ชิงรับคำอย่างว่าง่าย แต่ก็มิวายต่อรองเรื่องการเรียนวรยุทธ์

ชาติก่อนการเรียนวรยุทธ์เป็นสิ่งที่หลินเยว่ชิงอยากทำมาโดยตลอด แต่เด็กกำพร้าต่ำต้อยที่ถูกตระกูลจอมยุทธ์แห่งหนึ่งเก็บมาเลี้ยงอีกทั้งร่างกายยังไม่คุณสมบัติในการฝึกยุทธ์ นางจึงได้รับหน้าที่ให้คอยช่วยงานทำความสะอาดเรื่อยมา แต่ด้วยความที่นางมิได้ด้อยสติปัญญาจนเกินไปจึงสามารถเรียนรู้อ่านเขียนได้เป็นอย่างดี ภายหลังจึงถูกย้ายให้ไปช่วยงานที่หอตำรา

หลินเยว่ชิงเคยน้อยเนื้อต่ำใจมาโดยตลอดที่ตนเองเป็นเด็กกำพร้าไม่มีบิดามารดาคอยปกป้องดูแลเหมือนอย่างผู้อื่น นางผ่านชีวิตวัยเด็กมาอย่างโดดเดี่ยวและยากลำบาก ก่อนจะถูกเก็บมาเลี้ยงก็ใช้ชีวิตไม่ต่างจากขอทานเลยสักนิด เมื่อเข้าสู่ตระกูลฉินจึงกลายเป็นบ่าวรับใช้ตัวน้อย แม้ไม่ต้องทนหิวทนหนาวอีกต่อไปแต่ก็มิได้รับความรักใคร่เอ็นดูอย่างจริงใจจากใครเช่นกัน

ชีวิตก่อนหลินเยว่ชิงจบชีวิตลงด้วยวัยเพียงสิบเก้าปี การฆ่าฟันล้างแค้นของชาวยุทธ์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยครั้ง ยามตระกูลฉินถูกศัตรูล้างแค้นหลินเยว่ชิงที่ไร้วรยุทธ์ทำได้เพียงหลับตารอรับความตายเท่านั้น ก่อนสิ้นใจนางภาวนาขอให้ชาติหน้าเกิดมามีบิดามารดาอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าเหมือนคนอื่นเขา ครั้นลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนกลายเป็นทารกน้อยไปเสียแล้ว สิ่งที่เฝ้าหวังมาโดยตลอดกลายเป็นจริงเมื่อเกิดใหม่อีกครั้ง ความทรงจำในชาติก่อนเลือนรางราวกับความฝัน