บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 ลอบสังหาร

ด้านนอกรถม้าการปะทะกันระหว่างนักฆ่าชุดดำกับองครักษ์ของฉีอ๋องดำเนินไปอย่างดุเดือด นักฆ่านับร้อยชีวิตบุกเข้ามาหมายจะสังหารหลินเฟยหลิงให้ตายตกภายในดาบเดียว องครักษ์เงาทั้งสิบทำหน้าที่ปกป้องนายเหนือหัวเป็นอย่างดี แต่ด้วยจำนวนคนที่ต่างกันมากเกินไปทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หิมะยังคงโปรยปรายลงมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ ผืนดินย้อมไปด้วยสีแดงฉานของเลือด

“หลี่ควน อี้เหิง อี้หลิน ไปคุ้มกันหวางเฟยกับท่านหญิง” หลินเฟยหลิงสั่งองครักษ์เงาของตนเสียงเรียบแฝงแววอำมหิต

“แต่…หวางเย่” เหล่าองครักษ์หนุ่มรีบแย้งขึ้นมาทันที

“นี่เป็นคำสั่ง!!!” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจมากกว่าเดิม

“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ทั้งสามรับคำสั่งแล้วผละไปคุ้มกันรถม้า

หลินเฟยหลิงพยายามหลอกล่อนักฆ่าให้ถอยห่างจากรถม้าให้มากที่สุด ชายหนุ่มหลอกพวกมันให้ตามเข้าไปในป่าอีกด้านหนึ่ง ก่อนจะจุดพลุส่งสัญญาณเพื่อขอกำลังเสริม เนื่องจากไม่สามารถใช้วรยุทธ์ได้ต้องใช้เพียงแรงกายเท่านั้นในการรับดาบจากนักฆ่า แม้จะกินกำลังไปมากแต่หลินเฟยหลิงก็ไม่แสดงท่าทางเหนื่อยออกมา ยังคงยกอาวุธรับมือกับนักฆ่าด้วยสีหน้าเรียบเฉยเย็นชา

ถึงหลินเฟยหลิงไม่เหลือวรยุทธ์แล้วแต่ก็มิอาจดูเบาได้ ประสบการณ์ในสนามรบหลายปีทำให้เขายังสามารถยืนหยัดต่อสู้กับนักฆ่าได้อยู่ แม้ว่าร่างกายเริ่มมีบาดแผลน้อยใหญ่ปรากฏให้เห็นแล้วก็ตาม

ทางด้านฝั่งรถม้าที่ถูกทิ้งไว้กลางป่ายังคงมีเสียงต่อสู้ให้ได้ยินสักพักก่อนจะเงียบไป เหอไฉ่อิ่งแหวกม่านดูบรรยากาศภายนอกรถม้า รอบข้างมีเพียงซากศพของทหารและนักฆ่า เลือดสีแดงฉานย้อมบนหิมะขาวโพลน ความสงบเกิดขึ้นอยู่ไม่นานเพียงพริบตาพลันมีเสียงบางอย่างแหวกอากาศมาอย่างรวดเร็ว แล้วพุ่งตรงมายังรถม้าอย่างแรง

ฉึก! ฉึก! ฉึก!

ห่าธนูนับสิบพุ่งมายังรถม้าคันใหญ่ แรงกระแทกจากภายนอกทำให้รถม้าซึ่งจวนเจียนจะพลิกคว่ำอยู่แล้วก็คว่ำลงทันที นักฆ่าชุดที่สองมาถึงก็พุ่งตรงไปยังรถม้า ทหารที่เหลือรอดราวสิบชีวิตต่างช่วยกันปัดป้องคมธนูให้พ้นจากตัวรถม้า ในช่วงชุลมุนเสี่ยวอวี้ที่อยู่ในรถม้าอีกคันแอบคลานออกมาจนมาถึงรถม้าคันใหญ่ที่ท่านหญิงน้อยของนางนั่งอยู่

“หวางเฟยเพคะ” เสี่ยวอวี้ป้องปากเรียกพระชายาอย่างแผ่วเบา

เหอไฉ่อิ่งที่ยังมึนงงจากอาการหัวกระแทกรถม้าอยู่นั้นเบิกตากว้างทันทีเมื่อเห็นว่ายังมีคนเหลือรอดอยู่ เสี่ยวอวี้เป็นนางกำนัลร่างเล็กจึงสามารถปีนเข้าไปทางหน้าต่างรถม้าได้

“หวางเฟยเพคะ ตอนนี้มีนักฆ่ามาเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่งแล้ว ทหารที่เหลือกำลังช่วยกันสกัดกั้นอยู่ หวางเย่หลอกล่อนักฆ่ากลุ่มแรกเข้าไปในป่าเพคะ” เสี่ยวอวี้รีบรายงานสถานการณ์ภายนอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

เหอไฉ่อิ่งคิดว่าถ้าหากยังอยู่ในรถม้าต่อไปนางและลูกน้อยคงโดนสังหารทิ้งเป็นแน่ แต่หากหนีเข้าไปในป่าน่าจะยังพอมีทางรอด จำนวนนักฆ่ามีมากกว่าทหารที่คอยคุ้มกันทำให้นางมิอาจอยู่เฉยๆ เพื่อรอความตายได้ อย่างน้อยบุตรสาวของนางต้องรอด

“ชิงเอ๋อร์ฟังอาเหนียงให้ดีนะ ลูกต้องไปกับเสี่ยวอวี้ เด็กดีไม่เอาไม่ร้องอาเหนียงไม่ได้จะทิ้งเจ้าไป เราแค่แยกกันหนี รอกำลังเสริมมาแล้วชิงเอ๋อร์ก็กลับมาหาอาเหนียงไง” เหอไฉ่อิ่งพยายามเกลี้ยกล่อมลูกน้อยไม่ให้งอแงในยามนี้

“อาเหนียง ฮึก…ฮือๆ ฮึก…อาเหนียงต้องกลับมารับชิงเอ๋อร์นะ ชิงเอ๋อร์จะซ่อนตัวดีๆ รออาเหนียงอาเตี่ยมารับ” หลินเยว่ชิงร่ำไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น ความจริงแล้วนางไม่อยากแยกจากมารดาเลยสักนิด แต่เพื่อความปลอดภัยของทุกคนนางจะมางอแงตอนนี้ไม่ได้ จึงได้แต่กัดฟันกลั้นใจปล่อยมือจากมารดาอย่างว่าง่าย

“สวมผ้าคลุมนี่ไว้ ด้านนอกอากาศหนาวเย็นมากชิงเอ๋อร์ของแม่จะได้ไม่หนาวจนเกินไป” เหอไฉ่อิ่งข่มกลืนก้อนสะอื้นลงคอ นางหาผ้าห่มผืนหนามาห่อหุ้มร่างเล็กของบุตรสาวไว้เพื่อกันลมหนาว

หญิงสาวรวบเอาหมอนอิงที่อยู่ในรถม้ามาห่อด้วยผ้าห่มผืนหนาทำคล้ายว่าเป็นคน นางอุ้มหมอนอิงใบนั้นแนบอกแล้วนำเสื้อคลุมของตนมาอำพรางไว้ เท่านี้คงพอช่วยถ่วงเวลาให้เสี่ยวอวี้พาบุตรสาวของนางหนีไปซ่อนตัวได้

“รอข้าออกไปสักครู่หนึ่งก่อนเจ้าค่อยพาชิงเอ๋อร์หลบหนีออกไป เข้าใจหรือไม่” เหอไฉ่อิ่งประหม่าเล็กน้อย นางไม่แน่ใจว่าจะสามารถหลบพ้นจากสายตาของนักฆ่าเหล่านั้นได้หรือไม่

“เพคะ หวางเฟย” เสี่ยวอวี้ตอบรับคำอย่างหนักแน่น

“ดี! เช่นนั้นก็ฝากลูกของเปิ่นหวางเฟยด้วย” เหอไฉ่อิ่งหันไปจูบหน้าผากเล็กของบุตรสาวก่อนจะรอจังหวะหลบหนีออกไป

ภายนอกรถม้ายังคงมีเสียงต่อสู้ดังอยู่เนืองๆ หลี่ควนที่มาพร้อมกับองครักษ์เงาอีกสองคนต่างติดพันอยู่กับนักฆ่านับสิบไม่สามารถเข้าไปใกล้รถม้าได้เลย นักฆ่าเหล่านี้ล้วนถูกฝึกมาอย่างดีฝีมือมิคล้ายทหารคงมาจากยุทธภพ

เหอไฉ่อิ่งเมื่อเห็นว่านักฆ่าเหล่านั้นยังคงรับมือกับพวกทหารอยู่ ก็แอบออกมาจากรถม้าแล้ววิ่งเข้าไปในป่าทันที นักฆ่าคนหนึ่งเห็นหญิงสาววิ่งเข้าไปในป่าก็ทำท่าจะตามไปแต่ถูกทหารองครักษ์สกัดกั้นไว้เสียก่อน ร่างบอบบางวิ่งไปหลบตรงพุ่มไม้ใหญ่แล้วซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบอยู่ตรงนั้น

ทางด้านเสี่ยวอวี้เองเมื่อเห็นพระชายาวิ่งออกไปก็อุ้มท่านหญิงน้อยออกมาจากรถม้า จากนั้นจึงนำเลือดที่เจิ่งนองอยู่บนพื้นมาป้ายตามตัวตามหน้าของตัวเองและท่านหญิง

เสี่ยวอวี้เป็นเด็กกำพร้าที่เคยขอทานอยู่ข้างถนนมาก่อนจึงรู้วิธีการเอาตัวรอดเป็นอย่างดี นางอุ้มท่านหญิงน้อยย่องไปเรื่อยๆ ทว่ายังไม่ทันจะพ้นบริเวณที่ปะทะกันกลับมีเสียงนักฆ่าราวสี่ห้าคนแว่วมาให้ได้ยิน เสี่ยวอวี้จับท่านหญิงน้อยนอนลงข้างๆ ตัวเองท่ามกลางกองซากศพทหารและนักฆ่าที่ตาย

“หลับตานะเจ้าคะ อย่าส่งเสียงเดี๋ยวพวกมันก็เดินผ่านไป” นางกระซิบบอกเสียงแผ่ว

หลินเยว่ชิงทำตามอย่างว่าง่าย มิใช่ว่านางไม่กลัวการฆ่าฟันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้านี้ นางกลัวมากจนอยากร้องไห้ออกมาดังๆ เสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ที่กลัวที่สุดในตอนนี้คือการไม่ได้พบหน้าบิดามารดาอีกแล้วต่างหาก

หนึ่งเด็กสาวกับหนึ่งเด็กน้อยต่างพากันล้มลุกคลุกคลานเข้าไปหาที่ซ่อนตัวจากนักฆ่าในป่า เสี่ยวอวี้พาท่านหญิงน้อยของนางไปหลบอยู่ในโพรงต้นไม้ที่หากไม่สังเกตดีๆ ก็ไม่มีทางหาเจอ หน้าโพรงมีพุ่มไม้และเถาวัลย์บดบังไว้จนมิด เวลาผ่านไปนานเท่าใดก็สุดจะรู้ เด็กสาวและเด็กน้อยต่างกอดกันกลมเพื่อบรรเทาความหนาวเหน็บจากหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมา

เหอไฉ่อิงที่หลบซ่อนตัวอยู่นั้น เมื่อได้ยินเสียงของทัพเสริมมาช่วยและพวกนักฆ่าก็ถูกกำจัดแล้วจึงออกจากที่ซ่อนตัว นางเดินกลับไปยังเส้นทางเดิมเพื่อไปตามหาบุตรสาวที่อาจจะกลับมายังรถม้า หญิงสาวเดินผ่านพุ่มไม้ใหญ่ไปได้ห้าก้าวพลันมีเสียงเล็กเรียกขานตนดังออกมาจากพุ่มไม้

“อาเหนียง! ฮือๆ อาเหนียง” หลินเยว่ชิงเอ่ยได้เพียงเท่านั้นก็ร้องไห้ด้วยความดีใจที่เจอมารดา นางพุ่งตัวเข้าไปกอดอีกฝ่ายทันที

“ชิงเอ๋อร์! ลูกปลอดภัยดีหรือไม่ มิได้บาดเจ็บที่ใดใช่ไหม” หญิงสาวตกใจเมื่อเห็นสภาพของบุตรสาวที่ทั้งเสื้อผ้าและใบหน้าต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด

“…” มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ จากร่างเล็ก พร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธว่าตนไม่ได้รับบาดเจ็บที่ใด

หลี่ควนออกตามหาพระชายากับท่านหญิงน้อยจนพบก็รีบเข้าไปอารักขาทันที ทว่าก่อนที่องครักษ์หนุ่มจะไปถึง กลับมีธนูเงินวาววับแหวกอากาศพุ่งไปยังทิศทางที่ท่านหญิงน้อยยืนอยู่

เหอไฉ่อิ่งเหลือบไปเห็นประกายสีเงินพุ่งแหวกอากาศมาข้างหลังบุตรสาวของนางอย่างรวดเร็วและยากเกินจะหลบพ้น นางรวบตัวบุตรสาวเข้ามากอดก่อนจะหันหลังรับเอาคมธนูนั้นไว้เอง เกาทัณฑ์ปักจากกลางหลังด้านซ้ายหัวธนูทะลุอกออกมาด้านหน้าบ่งบอกว่าผู้ยิงใช้พลังลมปราณในการยิงธนูครั้งนี้

“หวางเฟย!!!” เสี่ยวอวี้กรีดร้องออกมาอย่างเสียขวัญ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนนางเองก็ตั้งตัวไม่ทัน

หลี่ควนพลันเห็นพระชายาถูกธนูปักกลางหลักก็ได้แต่เบิกตากว้างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาอยู่ไกลจากพระชายาเกินไปทำให้เข้าไปช่วยเหลือไม่ทัน

หลินเยว่ชิงที่ยังมึนงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ได้สติทันที เมื่อเลือดอุ่นๆ ของมารดาไหลลงมากระทบดวงหน้านาง ร่างเล็กชะงักเล็กน้อย มือเท้าเย็นเฉียบราวกับว่าดวงวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างไปแล้วก็มิปาน ชั่วพริบตาใบหน้าเล็กก็อาบไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง

“อาเหนียง! ฮือๆ อาเหนียงอย่าเป็นอะไรนะ พี่เสี่ยวอวี้ช่วยอาเหนียงด้วย! ช่วยด้วย! ฮือๆ” เสียงกรีดร้องอย่างเสียขวัญของเด็กน้อยดังขึ้นยามเห็นมารดาล้มลงต่อหน้าต่อตา นางทำได้เพียงเขย่าร่างของมารดาอยู่อย่างนั้นเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหลับไป

“ชิงเอ๋อร์ ฮึก…ฟะ ฟังอาเหนียงนะ เหนียงขอโทษทิ…ที่ไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว อึก แค่กๆ…ตะ…แต่เหนียงรักชิงเอ๋อร์ที่สุด รู้ใช่หรือไม่…จงเติบโตะ อึก...โตเป็นท่านหญิงที่สง่างาม...ละ และใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข” เหอไฉ่อิ่งพยายามเอื้อมมือที่สั่นเทาจับใบหน้าเล็กของบุตรสาว นางส่งยิ้มอ่อนโยนให้ธิดาก่อนลมหายใจสุดท้ายจะปลิดปลิวออกไป

มืออุ่นของมารดาซึ่งจับแก้มนางอยู่ร่วงหล่นลงไป หลินเยว่ชิงผวาคว้ามือนั้นอย่างลนลาน ครั้นเห็นเปลือกตาปิดสนิทพร้อมคราบน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอาเหนียง หลินเยว่ชิงจึงยื่นนิ้วน้อยๆ ของตนอังใต้จมูกของมารดา พบว่าอาเหนียงของนางไร้สิ้นลมหายใจไปเสียแล้ว

“ไม่ๆ ๆ อาเหนียง! อาเหนียงตื่นขึ้นมาสิ ตื่นขึ้นมาอยู่กับชิงเอ๋อร์ก่อน ฮือๆ อาเหนียงอย่าทิ้งชิงเอ๋อร์ไป” เสียงกรีดร้องปานจะขาดใจจากร่างเล็กทำให้ผู้ที่ตามมาช่วยต่างดวงตาแดงก่ำด้วยความสงสาร

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel