ตอนที่ 3 วัดเหยียนฟู่
วัดเหยียนฟู่ขึ้นชื่อเรื่องการบันดาลโชคลาภและความสำเร็จ แต่ที่ลูกสาวตัวน้อยของนางอยากไปวัดเหยียนฟู่แห่งนี้ เพราะมีเสียงร่ำลือกันว่าดงดอกเหมยที่อยู่ตรงตีนเขาทางขึ้นวัดเหยียนฟู่นั้น เมื่อถึงเหมันตฤดูจะออกดอกแดงสะพรั่งไปทั่วทั้งตีนเขา เสมือนอยู่บนสรวงสวรรค์ก็มิปาน
“อืม เช่นนั้นเราไปกันเถอะตัวแสบ” หลินเฟยหลิงหันไปพูดกับบุตรสาวตัวน้อยที่ยังถูกอุ้มอยู่ในแขนข้างเดียว ก่อนจะเดินไปจับจูงมือชายารักออกไปพร้อมกัน
รถม้าคันใหญ่ที่ใช้อาชาศึกถึงสี่ตัวลากเทียม หน้ารถม้าแขวนป้ายตำหนักฉีอ๋องตัวใหญ่ ตัวรถทำจากไม้กฤษณา ด้านในบุนวมรอบด้านเพื่อให้ความนุ่มและความอบอุ่น ด้านในตัวรถกว้างขวางสามารถนั่งได้ถึงสี่คนโดยไม่เบียดเสียดกัน และยังมีโต๊ะน้ำชาเล็กๆ วางไว้ด้านข้างพร้อมกับขนมสำหรับทานคู่กับน้ำชา
หลินเฟยหลิงส่งตัวบุตรสาวขึ้นไปบนรถม้าก่อน แล้วหันไปประคองร่างบอบบางของภรรยาให้ตามธิดาขึ้นไป ทันทีที่เห็นมารดาเข้ามานั่งในรถม้า เจ้าตัวแสบแห่งจวนอ๋องก็ไม่รอช้ารีบเข้าไปคลอเคลียอาเหนียงทันที แต่ร่างเล็กกลับโดนบิดาคว้าเอาตัวนุ่มนิ่มของนางให้มานั่งตักตนเสียก่อน
“อาเตี่ย ชิงเอ๋อร์จะนั่งตักอาเหนียง” หลินเยว่ชิงดิ้นดุกดิกอยู่ในอ้อมแขนของบิดา มิหนำซ้ำอาเตี่ยยังกอดนางไว้แน่นไม่ยอมปล่อยเสียด้วย
รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกจากหน้าจวนฉีอ๋องไปยังวัดเหยียนฟู่ การออกนอกเมืองในครั้งนี้หลินเฟยหลิงให้ทหารองครักษ์ตามไปอารักขาราวห้าสิบนาย และยังมีองค์รักษ์เงาอีกสิบคนที่ติดตามมาห่างๆ แต่ยังอยู่ในระยะที่คุ้มครองผู้เป็นนายได้ การไปไหว้พระที่วัดเหยียนฟู่วันนี้เหอไฉ่อิ่งเองก็นำนางกำนัลคนสนิทไปด้วย และให้เสี่ยวอวี้นางกำนัลของบุตรสาวติดตามไปด้วยอีกคน
“นั่งตรงนี้แหละ ตัวเจ้าหนักถึงเพียงนี้เดี๋ยวอาเหนียงจะปวดขาเปล่าๆ”
“อาเตี่ย! ชิงเอ๋อร์มิได้ตัวหนักเสียหน่อย อาเหนียงดูสิเจ้าคะ อาเตี่ยแกล้งชิงเอ๋อร์อีกแล้ว” หลินเยว่ชิงหันฟ้องมารดาด้วยแววตาใสซื่อราวกับลูกหมาน้อย
“ขี้ฟ้อง เจ้าซาลาเปายักษ์ขี้ฟ้อง!” หลินเฟยหลิงยังคงเย้าแหย่บุตรสาวต่อไปอยู่เช่นนั้น ส่วนชายารักของเขาได้แต่ส่ายศีรษะเอือมระอากับพ่อลูกคู่นี้
“นั่งเฉยๆ อย่าดิ้นสิ อาเตี่ยมีของจะให้ชิงเอ๋อร์ด้วยนะ” กล่าวจบก็หยิบเอากระพรวนเงินที่แกะสลักลายดอกเหมยช่อหนึ่งอยู่บนตัวกระพรวนออกมา
กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง
เสียงดังแผ่วเบาของกระพวนเงินที่ตัวกำไลทำจากแร่เงินบริสุทธิ์ และลูกกระพรวนทำมาจากหยกดำชั้นดี เสียงกระพรวนจึงไม่ดังมากหากไม่ตั้งใจฟังก็จะมิได้ยินเสียงนี้
“เก็บไว้ให้ดีอย่าทำหายเชียว กระพรวนนี้มีความสำคัญมากนะเพราะมันคือกุญแจ เจ้าเห็นสลักตรงนี้หรือไม่ นี่คือลูกกุญแจ ตอนนี้ชิงเอ๋อร์ยังเล็กคงใส่เป็นกำไลข้อมือมิได้ เช่นนั้นอาเตี่ยจะใส่ไว้ที่ข้อเท้าแทนแล้วกัน” หลินเฟยหลิงจับข้อเท้าเล็กข้างขวาของบุตรสาวขึ้นมา จากนั้นถอดรองเท้าและถุงเท้าออกพร้อมกับบรรจงสวมกระพรวนให้บุตรสาวอย่างแผ่วเบา แล้วจึงซ่อนกระพรวนเงินไว้ใต้ถุงเท้าของเด็กน้อย
หลินเยว่ชิงยังคงงุนงงกับการกระทำของบิดา เหตุใดอาเตี่ยต้องซ่อนกระพรวนไว้ใต้ถุงเท้านาง ในเมื่อให้แล้วก็ใส่ข้างนอกเลยมิได้หรือ แล้วที่ว่าเป็นกุญแจนั่นอีก มันคือกุญแจสำหรับสิ่งใดกัน?
“อาเตี่ย มันคือกุญแจอะไร?”
“เอาไว้เมื่อถึงเวลาชิงเอ๋อร์ก็จะรู้เอง” หลินเฟยหลิงส่งยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนให้บุตรสาว ทว่าแววตากลับมีความกังวลใจพาดผ่านแวบเดียวก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
เหอไฉ่อิ่งที่เห็นสองพ่อลูกกำลังเจรจากันอย่างสนุกสนานอยู่นั้น ก็นั่งมองท่าทีของสามีอย่างเงียบเชียบ หญิงสาวสังเกตเห็นความกังวลพาดผ่านสายตาของอีกฝ่าย และสายตาที่เขาใช้มองลูกน้อยเป็นแววตาที่มีแต่ความร้าวราน เหมือนกำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญไป ถึงแม้จะซ่อนไว้มิดชิดเพียงใดแต่กับคนที่เป็นคู่ชีวิตแล้วย่อมต้องมองเห็นชัดเจนกว่าผู้อื่น อาการเช่นนี้ของสามีทำให้นางรู้สึกวูบโหวงในใจแปลกๆ
“ชิงเอ๋อร์ อาเหนียงก็มีของจะให้เช่นกัน” เหอไฉ่อิ่งบอกพลางหยิบจี้หยกขาวสลักรูปหงส์เพลิงออกมา ภายใต้ตัวหงส์สลักคำว่า 'หลิน' และอีกด้านของจี้หยกสลักคำว่า 'เยว่ชิง'
หญิงสาวทำหยกพกให้ธิดาตัวน้อย หลินเยว่ชิงยังเด็กซ้ำยังซุกซนเป็นที่หนึ่งหากให้พกหยกประจำตัวอาจจะทำหายได้ นางจึงเปลี่ยนมาเป็นจี้หยกที่ใช้ห้อยคอแทน เช่นนี้แล้วบุตรสาวตัวน้อยของนางก็สามารถพกไปได้ทุกที่
หลินเยว่ชิงเอียงคอมองมารดาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามออกไป “อันใดหรือเจ้าคะ? อาเหนียงให้ของขวัญวันเกิดชิงเอ๋อร์แล้วนี่นา”
เหอไฉ่อิ่งชูสร้อยคอพร้อมจี้หยกให้บุตรสาวดู “มันเป็นหยกพกที่อาเหนียงสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษให้ชิงเอ๋อร์ แต่หยกพกชิ้นนี้มีความลับซ่อนอยู่นะ”
“ความลับอันใดหรือเจ้าคะ” เด็กน้อยถามด้วยความอยากรู้
“เห็นตราหงส์เพลิงนี่หรือไม่ มันคือสัญลักษณ์ของร้านเฟิ่งหวง อาเหนียงยกมันให้ชิงเอ๋อร์” เหอไฉ่อิ่งตอบบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อาเหนียง...” หลินเยว่ชิงกล่าวออกมาได้เพียงเท่านั้น เพราะนางไม่รู้ว่าจะสรรหาคำใดมาเอ่ยต่อไปดี ร้านเฟิ่งหวงเช่นนั้นหรือ นั่นมันเป็นร้านแพรพรรณและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหนานเกิงเชียวนะ แล้วเหตุใดอาเหนียงจึงยกมันให้เด็กแปดขวบอย่างนางกัน
หลินเยว่ชิงยังคงกะพริบตาปริบๆ มองหน้าอาเหนียงทีอาเตี่ยทีด้วยความสงสัย เหตุใดวันนี้ทั้งสองท่านจึงได้มอบของขวัญให้นางพร้อมกันเช่นนี้นะ เด็กน้อยเยี่ยงนางจะเอาปัญญาที่ใดไปดูแลร้านใหญ่โตเช่นนั้นกัน นางยังอยากทำตัวเป็นเด็กคอยออดอ้อนบิดามารดาอยู่นะ ยังไม่อยากรับผิดชอบสิ่งใดในตอนนี้ ชาติที่แล้วมัวแต่ทำงานหนักเพื่อดิ้นรนให้มีชีวิตรอดตั้งแต่ยังเด็ก วัยเยาว์จึงไม่เคยได้สัมผัสรสชาติของการเล่นสนุกอย่างเด็กทั่วไปชาตินี้จึงอยากทำตัวเรื่อยเปื่อยเสียหน่อย แต่ไหงมารดาจึงยกภาระของร้านเฟิ่งหวงมาให้นางไวปานนี้
เหอไฉ่อิ่งมองบุตรสาวที่ยังคงทำหน้ามึนงงอยู่ก็เผยยิ้มเอ็นดูออกมา นางขยับเข้าไปใกล้บุตรีแล้วบรรจงสวมสร้อยคอที่มีจี้หยกหงส์เพลิงให้ลูกน้อย หญิงสาวได้แต่หวังว่าตนเองจะสามารถมีชีวิตอยู่จนเห็นเด็กน้อยเติมโตขึ้นมาเป็นท่านหญิงที่สง่างาม และสามารถส่งธิดาให้ออกเรือนไปกับบุรุษที่ดีสักคน
...
รถม้าคันใหญ่จากจวนฉีอ๋องหยุดนิ่งเมื่อถึงที่หมายอย่างปลอดภัย หลินเฟยหลิงก้าวออกมาจากรถม้าเป็นคนแรก ยื่นมือมารอรับภรรยาอยู่ข้างรถม้า เหอไฉ่อิ่งวางมือเรียวบนมือของสามีที่ช่วยจับประคองให้นางลงมายืนได้อย่างมั่นคง จากนั้นหลินเฟยหลิงจึงเอื้อมมือไปอุ้มบุตรสาวตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขน
ภาพที่ปรากฏในครรลองสายตาของหลินเยว่ชิงคือดงดอกเหมยขนาดใหญ่ที่กำลังออกดอกแดงสะพรั่ง สีแดงของดอกเหมยที่ตัดกับสีขาวของหิมะเป็นภาพที่งดงามเหลือจะบรรยาย
“ว้าว! สวยมากเลย อาเตี่ยอาเหนียงที่นี่งดงามมากเลย” หลินเยว่ชิงอุทานออกมาอย่างตื่นเต้นกับภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า
“เอาไว้ไหว้พระขอพรเสร็จแล้วเราค่อยมาเดินเที่ยวชมดีหรือไม่” หลินเฟยหลิงชวนบุตรสาวพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยน
“เจ้าค่ะ แต่อาเตี่ยต้องมาเดินเล่นกับชิงเอ๋อร์ด้วยนะเจ้าคะ” หลินเยว่ชิงกล่าวพร้อมกับเอื้อมฝ่ามือเล็กๆ ไปจับแก้มบิดาไว้ ภาพเหล่านี้ทำให้ผู้ติดตามทั้งหลายของฉีอ๋องเห็นแล้วต่างพากันอมยิ้มกับความน่ารักของท่านหญิงน้อย
หลินเฟยหลิงที่ยังคงอุ้มบุตรสาวอยู่เดินไปจับจูงมือภรรยาให้เดินตามขึ้นไปยังวัดเหยียนฟู่พร้อมกัน วัดเหยียนฟู่ตั้งอยู่บนเขาระยะทางจากตีนเขาไปถึงตัววัดใช้เวลาเดินเท้าราวสองเค่อ มีบันไดขึ้นเขาประมาณสามร้อยขั้น ตรงบริเวณตีนเขาและระหว่างทางขึ้นเขาปลูกเหมยแดงไว้เป็นทิวแถวให้ร่มเงาแก่ผู้ที่เดินขึ้นลงเขา
เมื่อเดินขึ้นมาถึงยอดเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของอารามเหยียนฟู่ บรรยากาศรอบๆ ตัววัดให้ความรู้สึกใจสงบและมีมนต์ขลัง หลินเฟยหลิงจูงมือภรรยาเดินตรงเข้าไปในอาราม เขาวางลูกสาวตัวน้อยให้นั่งลงบนเบาะรองนั่งสำหรับสวดมนต์ ก่อนจะรับธูปที่หลี่ควนองครักษ์คนสนิทส่งมาให้แล้วยื่นให้ภรรยาชุดหนึ่ง
หลินเยว่ชิงเห็นอาเตี่ยอาเหนียงมีธูปอยู่ในมือแล้วเหตุใดของนางจึงไม่มี เด็กน้อยรีบเอ่ยทวงถามหาธูปของตนเองทันที “อาเตี่ย ธูปของชิงเอ๋อร์ล่ะ?”
“ก็นี่ไง ชิงเอ๋อร์ก็ใช้ธูปอันเดียวกันกับอาเตี่ยก็ได้” สิ้นคำหลินเฟยหลิงก็อุ้มเจ้าซาลาเปายักษ์ของเขามานั่งตัก
“หลับตาเสียสิ แล้วก็ตั้งใจสวดมนต์ขอพรอาเตี่ยจะถือธูปไว้ให้เอง มันร้อนประเดี๋ยวจะลวกมือเอาได้”
“เจ้าค่ะ” หลินเยว่ชิงรับพร้อมกับฉีกยิ้มหวานจนตาหยี แล้วจึงหลับตาลงเพื่อตั้งใจสวดมนต์ขอพร
หลินเฟยหลิงมองหน้ากลมๆ ขาวๆ ของบุตรสาวตาไม่กะพริบ ราวกับว่าต้องการจะจดจำภาพน่ารักของบุตรสาวให้นานที่สุด เขามีลางสังหรณ์ว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างเกิดขึ้น
