บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 ความปรารถนาเดียว

หลินเยว่ชิงเหลือความทรงจำจากชาติที่แล้วไม่มากนักจึงเลือกที่จะลืมมันไปแล้วใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับปัจจุบัน เพราะเวลานี้นางมีบิดามารดาที่รักมากอยู่เคียงข้าง ความโดดเดี่ยวในอดีตจึงไม่จำเป็นต้องคิดถึงอีกต่อไป หลินเยว่ชิงให้คำมั่นสัญญากับตัวเองว่าจะปกป้องครอบครัวนี้ของตน จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาพรากความสุขไปเด็ดขาด

แม้จิตวิญญาณที่แท้จริงของหลินเยว่ชิงจะกลายเป็นผู้ใหญ่ไปแล้วก็ตาม ทว่านางชอบทำตัวน่ารักออดอ้อนบิดามารดาอยู่เสมอ ไม่ได้มีความกระดากอายหรือขัดเขินเลยสักนิด การได้เห็นคนทั้งสองแสดงออกว่ารักตนมากเพียงใดทำให้นางสุขใจเหลือแสน

“ได้สิ แต่ลูกต้องไม่ซุกซนจนทำตัวเองเจ็บตัวนะ” หลินเฟยหลิงเอ่ย

หลินเยว่ชิงเมื่อได้ฟังคำอนุญาตก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเต็มปาก เด็กน้อยกดจมูกลงบนแก้มสากของบิดาทันที "ฟอด! อาเตี่ยใจดีที่สุดเลย ชิงเอ๋อร์รักอาเตี่ยที่สุด แต่น้อยกว่าอาเหนียงนิดนึง”

“ฮ่าๆ อาเตี่ยก็รักชิงเอ๋อร์ที่สุด แต่ก็น้อยกว่าอาเหนียงของชิงเอ๋อร์นิดนึงเหมือนกัน” หลินเฟยหลิงหยอกเย้าบุตรสาวพอหอมปากหอมคอ ก่อนจะวางเด็กน้อยของเขาลงแล้วจึงปลีกตัวไปตรวจงานที่ค่ายทหารต่อ

หลินเยว่ชิงมองตามแผ่นหลังกว้างของบิดาไปจนลับตา นางชอบไปวิ่งเล่นในค่ายทหารของบิดา ทุกครั้งที่ไปอาเตี่ยจะจับนางแต่งกายเป็นคุณชายน้อยก่อนจะพาไปค่ายด้วยกัน จนบางครั้งทหารบางนายที่ไม่รู้จักนางคิดว่าฉีอ๋องมีท่านอ๋องน้อยแทนที่จะเป็นท่านหญิงน้อย

ตั้งแต่อายุได้สองขวบเด็กน้อยก็ถูกบิดาหอบหิ้วไปยังค่ายทหารบ่อยๆ ทำให้ซึมซับนิสัยเยี่ยงบุรุษมาโดยไม่รู้ตัว นางชื่นชอบการต่อสู้และขี่ม้า แต่เพราะยังเยาว์วัยเกินไปอาเตี่ยจึงให้นางขี่ม้าไม้ไปก่อน แต่ความเป็นกุลสตรีหลินเยว่ชิงก็มิได้ทิ้ง ถึงจะมีวัยแค่แปดขวบแต่ศาสตร์ทั้งสี่ที่สตรีพึงมีนางก็ต้องเรียนรู้ตั้งแต่วัยเพียงสี่ขวบแล้ว

เหตุที่หลินเยว่ชิงต้องร่ำเรียนเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เยาว์วัย เพราะมารดาอยากเป็นคนสั่งสอนเรื่องเหล่านี้ให้แก่นางด้วยตัวเอง อาเหนียงสุขภาพร่างกายอ่อนแอนับวันมีแต่จะย่ำแย่ลง

เหอไฉ่อิ่งเองก็กลัวว่าตัวเองจะลาโลกนี้ไปก่อนจะได้เห็นบุตรสาวเติบโตจนกลายเป็นท่านหญิงที่สง่างาม จึงตั้งใจสั่งสอนสิ่งที่ตนรู้ทุกสิ่งอย่างให้แก่บุตรี โดยหวังว่าหากนางจากไปแล้วลูกสาวตัวน้อยจะสามารถเติบโตเป็นสตรีที่ดีพร้อมได้

ในชีวิตนี้หลินเยว่ชิงไม่ได้ต้องการสิ่งใดมาก นางขอแค่เพียงมีครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียว มีอาเตี่ยอาเหนียงที่รักมากอยู่เคียงข้างก็พอแล้ว แต่ดูเหมือนสวรรค์จะโหดร้ายกับเด็กน้อยผู้นี้เหลือเกิน จึงให้นางต้องเผชิญกับความทุกข์อย่างแสนสาหัสเช่นนั้น

เหมันตฤดูยังคงอยู่ความหนาวเหน็บจากหิมะที่โปรยปรายในทุกวันเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้น เมืองหนานเกิงเป็นเมืองหลวงของแคว้นหลิน ทุกปีจะมีเหมันตฤดูพัดผ่านเพียงสามเดือน แต่เป็นสามเดือนที่สาหัสพอดู บ้านเรือนทุกหลังในเขตเมืองหลวงล้วนปกคลุมไปด้วยสีขาวของหิมะที่ตกลงมาตลอดทั้งวันทั้งคืน

ผ่านมาแล้วเจ็ดวันนับจากวันที่หลินเยว่ชิงขอบิดาไปเที่ยวชมวัดเหยียนฟู่ แต่ดูเหมือนอาเตี่ยจะงานยุ่งน่าดูจึงไม่มีเวลาว่างพานางไปไหว้พระเสียที ตลอดเจ็ดวันมานี้เด็กน้อยพบหน้าบิดาแทบจะนับครั้งได้ ทุกทีที่พบกันเหมือนอาเตี่ยจะดูเหนื่อยล้าเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่ามีเรื่องอันใดกวนใจอยู่หรือไม่

หลินเยว่ชิงยังคงนั่งคัดอักษรอยู่ในห้องของตน อากาศข้างนอกหนาวเย็นเกินไปจึงทำให้ดรุณีน้อยมิได้ออกไปเรียนวรยุทธ์กับท่านอาควน เนื่องจากมารดากลัวว่านางจะไม่สบายเอาได้หากต้องออกไปโดนลมหนาวเป็นเวลานาน

การเรียนวรยุทธ์ของหลินเยว่ชิงเป็นเพียงการออกหมัดเตะต่อยสายลมเท่านั้น นางยังเยาว์วัยเกินไปจึงยังไม่สามารถจับกระบี่ที่มีน้ำหนักมากได้ แม้แต่ดาบไม้บิดายังสั่งห้าม เพราะกลัวว่านางจะทำให้ตัวเองบาดเจ็บ แต่ตัวแสบของฉีอ๋องมีหรือจะยอม หลินเยว่ชิงแอบเอาดาบไม้ที่พี่ชายใหญ่นำมาให้ ออกมาฝึกกวัดแกว่งไปมาอย่างสะเปะสะปะเพราะไม่มีผู้ใดยอมสอนนางใช้ดาบสักคน

พี่ชายใหญ่ของนางคือ ‘หลินหยางจิ้ง’ โอรสองค์โตในหลินเฟยเทียนไท่จื่อ หลินหยางจิ้งมีวัยมากว่าหลินเยว่ชิงราวสิบปี เด็กหนุ่มเป็นพี่ชายที่นางรักมากผู้หนึ่ง เสด็จลุงไท่จื่อมีโอรสอยู่สองพระองค์คือ พี่ชายใหญ่หยางจิ้งและพี่ชายรองหยางหมิง กับพี่ชายรองผู้นี้อายุห่างจากนางราวแปดปี

ด้วยความที่หลินเยว่ชิงเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของฉีอ๋อง เด็กน้อยจึงนับเอาญาติผู้พี่ทั้งสองมาเป็นพี่ชายของตนเองเสียเลย เรื่องนี้เสด็จลุงก็เห็นชอบด้วย นอกจากนางจะเป็นที่รักของอาเตี่ยอาเหนียงแล้ว หลินเยว่ชิงยังเป็นที่รักของท่านพี่ทั้งสองและเสด็จลุงอีกด้วยเช่นกัน

หลินเยว่ชิงยังคงตั้งใจคัดอักษรต่อไปอย่างเงียบเชียบเนื่องจากต้องการสมาธิในการเขียนอักษรเหล่านี้ ท่านหญิงน้อยแห่งจวนฉีอ๋องอยากคัดอักษรไปอวดบิดา

“ท่านหญิง ประเดี๋ยวบ่าวเปลี่ยนเตาอุ่นมือให้เจ้าค่ะ อากาศเริ่มเย็นลงกว่าเดิมแล้ว” เสี่ยวอวี้นางกำนัลน้อยวัยสิบสามปีเอ่ยบอกเจ้านายน้อยของตน ในบรรดาท่านหญิงทั้งหลายในแคว้นหลิน เจ้านายน้อยของนางเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นท่านหญิงขั้นหนึ่ง ยศสูงกว่าท่านหญิงจากจวนอื่นหนึ่งขั้นตั้งแต่ลืมตาดูโลกเลยทีเดียว

เสี่ยวอวี้เป็นเด็กกำพร้าที่กำลังจะถูกเหล่าอันธพาลจับไปขายยังหอนางโลม แต่ท่านหญิงน้อยในวัยสี่ขวบซึ่งกำลังนั่งรถม้าผ่านมาแถวตลาดพร้อมกับพระชายา เห็นนางถูกฉุดกระชากลากถูไปตามทางจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ทำให้นางรอดพ้นจากน้ำมือมารพวกนั้นมาได้ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมานางก็สาบานว่าจะปกป้องดูแลท่านหญิงน้อยด้วยชีวิต

“อืม ตามใจพี่เสี่ยวอวี้เลย แต่ข้าขอขนมด้วยได้หรือไม่ เริ่มหิวเสียแล้ว” หลินเยว่ชิงบอกกล่าวนางกำนัลคนสนิทอย่างเป็นกันเอง นางไม่เคยมองเสี่ยวอวี้ว่าเป็นบ่าวรับใช้เลย แต่กลับคิดว่าพี่สาวต่างวัยผู้นี้คือสหายของนางต่างหาก

“รอสักครู่นะเจ้าคะ เดี๋ยวบ่าวไปยกขนมกับน้ำชามาให้”

คล้อยหลังนางกำนัลคนสนิท หลินเยว่ชิงก็เหม่อมองหิมะที่กำลังโปรยปรายอยู่นอกเรือนอย่างเบื่อหน่าย นางเฝ้ารอวันที่มีแสงสุริยันสาดส่องลงมาให้ความอบอุ่นบ้าง แต่ถึงจะรอแล้วรอเล่าอย่างไรก็ยังไม่มีทีท่าว่าหิมะจะหยุดตกง่ายๆ

“เฮ้อ! เมื่อใดหิมะจะหยุดตกกันนะ แล้วอย่างนี้ข้าจะได้ไปวัดเหยียนฟู่เมื่อใดกัน? ข้าอยากไปชมเหมยแดงที่วัดเหยียนฟู่จะแย่อยู่แล้ว” หลินเยว่ชิงได้แต่บ่นกระปอดกระแปดกับตัวเอง เพราะหิมะที่ตกอยู่ตลอดเวลาทำให้นางไม่สามารถออกไปที่ใดได้เลย

...

ในที่สุดช่วงเวลาที่ท่านหญิงน้อยรอคอยก็มาถึง เช้านี้ไม่มีหิมะตกลงมาแล้ว แสงแดดอ่อนสาดส่องไปทั่วฟากฟ้าทำให้หิมะละลายพอที่จะสามารถเดินทางได้ หลินเยว่ชิงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปยังวัดเหยียนฟู่ อาเตี่ยส่งคนมาแจ้งตั้งแต่เมื่อวานว่าจะพานางและอาเหนียงไปไหว้พระด้วยกันตามสัญญาที่เคยให้ไว้

เด็กน้อยรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ออกนอกเมืองเป็นครั้งแรก หลินเยว่ชิงไม่เคยออกไปที่ใดเลยนอกจากจวนฉีอ๋อง วังหลวงและค่ายทหารของบิดา แม้แต่ตลาดนางก็ทำได้เพียงนั่งมองจากบนรถม้าเท่านั้น

เสี่ยวอวี้จับท่านหญิงน้อยแต่งกายด้วยอาภรณ์สีขาวปักลายดอกเหมยสีแดงกระจายอยู่เต็มกระโปรง พร้อมกับเสื้อคลุมขนกระต่ายสีขาวที่บิดาเป็นคนล่ามาให้มารดาเย็บเป็นเสื้อคลุมกันหนาวให้แก่นาง ผมของร่างเล็กถูกมวยเป็นก้อนกลมๆ สองข้างแล้วผูกด้วยผ้าผูกผมสีเขียวอ่อนปักลายดอกเหมย ทรงผมของนางรับกับดวงหน้าแป้นแล้นที่แก้มขาวๆ ยุ้ยๆ นั้นทำให้เหมือนซาลาเปายักษ์อย่างที่บิดาชอบเรียกขาน

หลินเยว่ชิงพาร่างเล็กน่ารักน่าเอ็นดูราวกับเทพธิดาตัวน้อยของนางเดินนำเสี่ยวอวี้ไปยังตำหนักใหญ่ของบิดา บ่าวรับใช้ที่เห็นท่านหญิงน้อยเดินผ่านมาต่างพากันยอบกายทำความเคารพกันอย่างถ้วนทั่ว ด้วยความที่หลินเยว่ชิงไม่เคยดุด่าทุบตีข้ารับใช้คนใดเลย จึงทำให้ท่านหญิงน้อยเป็นที่รักและเคารพของบ่าวในจวน

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“อาเตี่ย ชิงเอ๋อร์เข้าไปนะเจ้าคะ” หลินเยว่ชิงเคาะประตูเอ่ยขออนุญาตบิดาเข้าไปด้านใน เมื่อเข้ามาในโถงรับรองเรือนใหญ่แล้วก็รีบวิ่งไปหาอาเตี่ยพร้อมชูแขนทั้งสองข้างหมายให้อีกฝ่ายอุ้มตนขึ้นมา

หลินเฟยหลิงเมื่อเห็นกริยาท่าทางเช่นนั้นของบุตรสาว ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเจ้าตัวแสบคงอยากให้ตนอุ้ม เขาไม่รอช้ารีบอุ้มร่างนุ่มนิ่มของธิดาขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน

“ฟอด! คิดถึงอาเตี่ยที่สุดเลย” หลินเยว่ชิงหอมแก้มบิดาไปฟอดใหญ่แล้วเอ่ยวาจาออดอ้อนด้วยท่าทางน่ารักน่าชัง

“หึๆ ” หลินเฟยหลิงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อถูกเจ้าซาลาเปายักษ์เข้ามาออดอ้อน เขาเอื้อมมือไปบีบแก้มยุ้ยของบุตรสาวเบาๆ อย่างมันเขี้ยว

“โอ๊ย! อาเตี่ย มาบีบแก้มสาวน้อยเยี่ยงนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ” หลินเยว่ชิงทำแก้มพอง ปากเล็กจิ้มลิ้มเม้มเข้าหากันอย่างกำลังแง่งอนบิดา

“ผู้ใดรึ? อยู่ที่ใดกันสาวน้อยที่ว่านั่น อาเตี่ยเห็นแต่ซาลาเปายักษ์เท่านั้น”

“อาเตี่ย!!” หลินเยว่ชิงสะบัดหน้าอย่างเคืองๆ

เหอไฉ่อิ่งยืนมองพ่อลูกหยอกเย้ากันด้วยรอยยิ้มกว้าง นางโชคดียิ่งนักที่มีสามีที่รักและบุตรสาวผู้น่ารักอยู่เคียงข้าง หญิงสาวปรารถนาให้ความสุขเหล่านี้อยู่กับครอบครัวของนางไปอีกนานแสนนาน

“ท่านพี่ ท่านก็เลิกแกล้งลูกได้แล้ว รีบไปกันเถิด หากช้ากว่านี้ประเดี๋ยวจะสายเสียก่อน” เหอไฉ่อิ่งส่งเสียงเตือนสามีให้รีบออกเดินทาง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel