บท
ตั้งค่า

5

การเหยียบย่างเข้าสู่โถงใหญ่ของจวนหยางผิงโหว บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความตึงเครียด บ่าวไพร่ต่างก้มหน้ามองพื้น ไม่มีผู้ใดกล้าสบตากับคุณหนูใหญ่ที่เพิ่งสร้างวีรกรรมตอกหน้าฮูหยินผู้เฒ่าและฮูหยินรองจนหงายเงิบ หลินเซียนเยว่เดินทอดน่องอย่างใจเย็น กวาดสายตามองการตกแต่งที่หรูหราโอ่อ่า เครื่องเรือนไม้จันทน์แดงสลักลายมงคล แจกันลายครามสมัยราชวงศ์ก่อน ภาพวาดพู่กันจีนราคาแพงลิบลิ่วที่แขวนประดับบนผนัง ทุกสิ่งล้วนได้มาจากหยาดเหงื่อและอำนาจบารมีของบิดานางทั้งสิ้น ทว่ากลับถูกปลิงดูดเลือดอย่างบ้านรองสูบเอาไปเสพสุขอย่างหน้าไม่อาย

เมื่อเดินมาถึงกลางโถงรับรอง หลินอิงอิงที่เพิ่งถูกด่ากราดหน้าประตูจวนก็ปรับสีหน้าใหม่ราวกับสับเปลี่ยนหน้ากาก นางสูดลมหายใจลึก ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำใส ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันน้อยๆ ท่าทางดูน่าสงสารราวกับดอกบัวขาวที่ถูกพายุฝนรังแก ดรุณีน้อยในชุดสีชมพูอ่อนก้าวเดินเข้าหาหลินเซียนเยว่อย่างเชื่องช้า นิ้วเรียวยกผ้าเช็ดหน้าปักลายหยวนยางขึ้นซับหางตาเบาๆ

"พี่หญิงใหญ่" เสียงหวานใสเอ่ยเรียกอย่างสั่นเครือ "เมื่อครู่น้องทำตัวไม่เหมาะสม ทำให้พี่หญิงต้องขุ่นเคือง น้องเพียงแต่เป็นห่วงท่านที่ต้องตกระกำลำบากอยู่ที่วัดนางชีมานานนับสิบห้าปี ทุกครั้งที่น้องได้กินของอร่อย ได้สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์งดงาม น้องมักจะนึกถึงพี่หญิงเสมอ นึกถึงว่าท่านจะต้องทนหนาวทนหิวเพียงใดในสถานที่ทุรกันดารเช่นนั้น"

หยดน้ำตาหล่นแหมะลงบนแก้มเนียนใส หลินอิงอิงคุกเข่าลงเบื้องหน้าหลินเซียนเยว่อย่างอ่อนช้อย ช้อนตามองด้วยแววตาสำนึกผิดจับใจ "ตอนนี้น้องเห็นท่านกลับมาอย่างปลอดภัย น้องก็ดีใจจนทำอะไรไม่ถูก หากคำพูดใดของน้องหน้าประตูจวนล่วงเกินท่าน น้องยินดีให้ท่านลงโทษ ขอเพียงพี่หญิงอย่าเกลียดชังน้องเลยนะเจ้าคะ เราเป็นพี่น้องกัน ท่านแม่บอกเสมอว่าให้เรารักใคร่ปรองดองกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลจวนโหวไปด้วยกัน"

บรรดาบ่าวไพร่ที่แอบดูเหตุการณ์อยู่รอบนอกต่างพยักหน้าเห็นใจคุณหนูอิงอิง ช่างเป็นเด็กดีที่รู้จักความและกตัญญูเสียจริง

แตกต่างจากคุณหนูใหญ่ที่เพิ่งกลับมาก็แสดงท่าทีดุดันก้าวร้าวราวกับม้าพยศไร้การอบรม

ทว่าหลินเซียนเยว่กลับมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า นางไม่แม้แต่จะยื่นแขนออกไปประคองดรุณีน้อยที่กำลังร้องห่มร้องไห้ มุมปากอวบอิ่มกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะกังวานใส เสียงหัวเราะนั้นดังก้องไปทั่วโถงกว้าง เป็นการหัวเราะเยาะที่ไม่ได้แฝงความขบขันแม้แต่น้อย แต่กลับเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาอย่างถึงที่สุด

"พี่หญิงใหญ่ ท่านหัวเราะอันใดหรือเจ้าคะ" หลินอิงอิงชะงักงัน แสร้งทำหน้างุนงงปนตกใจกับท่าทีประหลาดนั้น

"ข้ากำลังหัวเราะงิ้วฉากใหญ่ที่เจ้ากำลังแสดงอยู่อย่างไรเล่า" หลินเซียนเยว่หยุดหัวเราะ นัยน์ตาหงส์จ้องเขม็งไปยังใบหน้าแสร้งโศกเศร้า "บทบาทดอกบัวขาวผู้แสนดี ถูกรังแกแต่ก็ยังกตัญญูรู้คุณ เจ้าสวมบทนี้มานานเท่าใดแล้วหลินอิงอิง สิบห้าปีเลยหรือไม่ หรือว่าฝึกฝนมาตั้งแต่จำความได้กันแน่"

"พี่หญิงใหญ่ น้องไม่ได้เสแสร้งนะเจ้าคะ น้องพูดจากใจจริง" หลินอิงอิงรีบปฏิเสธ เสียงสะอื้นดังขึ้นกว่าเดิม พยายามเรียกคะแนนสงสารจากผู้คนรอบข้าง

"ใจจริงงั้นหรือ" หลินเซียนเยว่ก้าวเข้าไปประชิดตัว ใช้ปลายนิ้วเชยคางหลินอิงอิงให้เงยหน้าขึ้นสบตา

"ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ เจ้าบอกว่าเจ้าห่วงใยข้า แต่ร่องน้ำตาของเจ้าไหลลงมาไม่ถึงร่องแก้ม ดวงตาของเจ้าเบิกกว้างแต่ไร้ซึ่งความหมองหม่นจากก้นบึ้งจิตใจ อีกทั้งหางตาของเจ้ายังชี้ขึ้นเล็กน้อยในขณะที่คิ้วขมวด บ่งบอกถึงความริษยาอาฆาตที่ซ่อนอยู่มิดชิด นี่คือโหงวเฮ้งของคนหน้าเนื้อใจเสือ ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอชัดๆ"

หลินอิงอิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางพยายามจะสะบัดหน้าหนี แต่นิ้วของหลินเซียนเยว่กลับคีบคางนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย

"เจ้าบอกว่าเจ้ากินของอร่อย สวมเสื้อผ้าไหมงดงาม แล้วนึกถึงข้าที่ทนหนาวทนหิว" หลินเซียนเยว่แค่นเสียงเย็นชา

น้ำเสียงก้องกังวานชัดเจนทุกถ้อยคำ "เช่นนั้นเหตุใดตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีข้าวสารสักเม็ด เศษผ้าสักชิ้น หรือแม้แต่จดหมายสักฉบับจากเจ้าส่งไปถึงวัดนางชีบนเขาชิงหยุนเลยเล่า หากเจ้าห่วงใยข้าจริง ป่านนี้ตีนเขาคงเต็มไปด้วยเสบียงที่เจ้าส่งไปให้แล้วกระมัง ไม่ใช่ปล่อยให้ข้าต้องกินน้ำข้าวต้มผสมผักป่าประทังชีวิต ในขณะที่เจ้าเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองของจวนโหว ทำตัวเป็นคุณหนูใหญ่จอมปลอมหน้าชื่นตาบาน"

หลินอิงอิงถึงกับสะอึก น้ำตาจอมปลอมที่เตรียมไว้บีบคั้นคั้นอารมณ์ไหลย้อนกลับไปจนหมดสิ้น นางอ้าปากค้าง พยายามจะหาคำแก้ตัว แต่สมองกลับขาวโพลนไปหมด

นางไม่เคยคิดเลยว่าสตรีบ้านนอกที่เติบโตในวัดจะฝีปากกล้าและจับโกหกนางได้ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้

สวีซื่อที่ทนดูลูกสาวถูกต้อนให้จนมุมไม่ไหว รีบก้าวพรวดออกมาขวาง

"หลินเซียนเยว่ เจ้าชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว อิงอิงหวังดีต่อเจ้า นางยังเด็ก อาจจะคิดไม่รอบคอบเรื่องส่งของไปให้ แต่จิตใจนางบริสุทธิ์ยิ่งนัก เจ้าเพิ่งกลับมาก็เอาแต่จับผิดและใส่ร้ายนาง เจ้าจิตใจคับแคบถึงเพียงนี้เชียวหรือ"

"ข้าจิตใจคับแคบ หรือพวกท่านหน้าหนากันแน่" หลินเซียนเยว่ตวัดสายตาคมกริบมองสวีซื่อ

"ฮูหยินรอง ท่านบอกว่านางยังเด็ก งั้นท่านที่เป็นผู้ใหญ่เล่า ท่านเคยส่งสิ่งใดไปให้ข้าบ้างหรือไม่ อ้อ ข้าลืมไป ท่านคงยุ่งอยู่กับการจัดฉากให้ลูกสาวของท่านกลายเป็นเด็กมีบุญบารมี เพื่อให้ท่านย่าและบิดาของข้ารับนางเป็นลูกบุญธรรม ยกย่องให้นางเป็นคุณหนูใหญ่แทนที่ข้า ท่านคงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการประจบสอพลอจนไม่มีเวลามาสนใจหลานสาวที่ถูกทิ้งอย่างข้าสินะ"

สวีซื่อหน้าเสียไปทันที หลินเซียนเยว่พูดแทงทะลุความจริงที่นางพยายามปิดบังและวางแผนมาตลอดหลายปี นางโกรธจนตัวสั่นแต่กลับเถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว

หลินเซียนเยว่หันกลับมามองหลินอิงอิงที่ยังคงคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น นางก้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูของดรุณีน้อยหน้าบัวขาวด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงแค่สองคน

"เจ้าจงเก็บน้ำตาเสแสร้งของเจ้าไว้ร้องไห้ในวันที่สูญเสียทุกสิ่งเถิด หลินอิงอิง เพราะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะกระชากหน้ากากคนดีของเจ้าออกทีละชิ้น ข้าจะทวงคืนทุกอย่างที่เป็นของข้า ไม่ว่าจะเป็นความรักจากท่านพ่อท่านแม่ หรือแม้แต่อำนาจในจวนโหวแห่งนี้ เจ้าเตรียมตัวกลับไปเป็นเพียงลูกของหลินจ้าวและฮูหยินรองที่ไม่มีใครเหลียวแลได้เลย"

ร่างของหลินอิงอิงสั่นสะท้านไปถึงกระดูกดำ นางเงยหน้าขึ้นมองหลินเซียนเยว่ด้วยแววตาหวาดกลัวสุดขีด รอยยิ้มเย็นเยียบของพี่หญิงใหญ่ราวกับพญามัจจุราชที่กำลังชูเคียวเกี่ยววิญญาณ นางอยากจะกรีดร้องโวยวาย

อยากจะชี้หน้าด่าทอ แต่ความหวาดกลัวกลับกดทับจนก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ

"แม่นมหง พวกเราไปกันเถิด ข้าอยากไปคารวะท่านพ่อท่านแม่เต็มแก่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องเสียเวลากับละครปาหี่ไร้สาระนี้อีก"

หลินเซียนเยว่ยืดตัวขึ้นตรง สะบัดชายกระโปรง หมุนตัวเดินลึกเข้าไปยังเรือนหลักของจวนอย่างสง่างามและเย่อหยิ่ง ทิ้งให้หลินอิงอิงทรุดฮวบลงกับพื้น โอบกอดมารดาพลางร้องไห้ออกมาจริงๆ ร้องไห้เพราะความหวาดหวั่นต่อพายุร้ายที่กำลังจะกลืนกินชีวิตแสนสุขของนางในไม่ช้า นี่ไม่ใช่พี่หญิงใหญ่ผู้อ่อนแอที่พวกนางวางแผนจะรังแกได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel