บท
ตั้งค่า

6

เรือนเหมยฮวาซึ่งเป็นเรือนพักของท่านโหวและฮูหยินใหญ่ตั้งอยู่ลึกสุดของจวน บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ ร่มรื่นไปด้วยต้นเหมยที่เริ่มผลิใบเขียวชอุ่ม ทว่าในความสงบนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความอ้างว้างและกลิ่นอายความอมทุกข์ที่ลอยวนอยู่อย่างเบาบาง หลินเซียนเยว่ก้าวเดินตามทางเดินหินชนวนด้วยจังหวะฝีเท้าที่มั่นคง ทว่าก้อนเนื้อในอกซ้ายกลับเต้นระรัวอย่างไม่อาจควบคุม

เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูห้องโถงกลางของเรือน ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาฝีเท้าของนางชะงักงัน

บุรุษวัยกลางคนสวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางห้อง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูองอาจบัดนี้เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นจากความเครียดและขอบตาที่แดงก่ำ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากราวกับคนพูดไม่ออก ข้างกายเขามีสตรีวัยกลางคนรูปร่างผอมบางสวมอาภรณ์สีเรียบง่าย ใบหน้าของนางซีดเซียวไร้สีเลือด ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก ทว่าทันทีที่ดวงตาของสตรีผู้นั้นประสานเข้ากับหลินเซียนเยว่ หยาดน้ำตาก็พรั่งพรูลงมาอาบสองแก้มอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป

"เยว่เอ๋อร์ นั่นเยว่เอ๋อร์ของแม่ใช่หรือไม่" หรูเหมยเปล่งเสียงสะอื้น ร่างกายผอมบางสั่นสะท้าน นางก้าวเท้าออกไปข้างหน้าอย่างเร่งรีบจนสะดุดชายกระโปรงตนเองแทบล้ม

หลินตั้วผู้เป็นบิดารีบคว้าแขนประคองภรรยาไว้

ทว่าดวงตาของเขากลับจดจ้องมาที่บุตรีเพียงคนเดียวไม่กะพริบตา ความรู้สึกผิดบาปและความรักอันลึกซึ้งฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น

หลินเซียนเยว่รู้สึกราวกับมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่ลำคอ ความโกรธเคืองที่เคยมีต่อบิดามารดาในชาติก่อนมลายหายไปจนสิ้น ชาติที่แล้วนางเอาแต่โทษว่าพวกเขาใจร้ายที่ทิ้งนางไว้ในวัด ยอมเชื่อฟังคำทำนายเหลวไหลมากกว่าลูกในไส้ของตนเอง จนทำให้นางแสดงท่าทีหมางเมินใส่พวกเขาเมื่อกลับมาที่จวน ทว่าเมื่อผ่านความตายมาหนึ่งหน นางถึงได้รู้ว่าบิดามารดาของนางถูกบีบบังคับและถูกหลอกลวงด้วยแผนการอันแยบยลของบ้านสายรอง พวกเขารักนางสุดหัวใจ และยอมพลีชีพเพื่อปกป้องนางในวาระสุดท้าย

ร่างบางย่อเข่าคุกเข่าลงกับพื้นหินเย็นเยียบ ก้มศีรษะลงจรดพื้นเพื่อทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการ "ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกอกตัญญูหลินเซียนเยว่ กลับมาแล้วเจ้าค่ะ"

หรูเหมยสะบัดตัวจากการประคองของสามี ปราดเข้ามากอดร่างของบุตรีไว้แน่นราวกับกลัวว่านี่จะเป็นเพียงความฝัน หญิงวัยกลางคนร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายผู้ใด ฝ่ามือที่เย็นเฉียบและผอมแห้งลูบแผ่นหลังของหลินเซียนเยว่ซ้ำไปซ้ำมา

"ลูกแม่ ลูกกลับมาแล้วจริงๆ สวรรค์เมตตาเหลือเกิน แม่ขอโทษ แม่ขอโทษที่ปกป้องเจ้าไม่ได้ ปล่อยให้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานอยู่บนเขาเพียงลำพังมาตั้งสิบห้าปี แม่มันไม่ได้เรื่อง"

หลินตั้วคุกเข่าลงข้างภรรยาและลูกสาว น้ำตาลูกผู้ชายไหลริน เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของหลินเซียนเยว่ด้วยความสั่นเทา

"เป็นความผิดของพ่อเอง พ่อมันโง่เขลาหูเบา หลงเชื่อคำทำนายบัดซบนั่นจนต้องพรากจากเจ้า พ่อทำผิดต่อเจ้าเหลือเกินเยว่เอ๋อร์ ตั้งแต่วันนี้ไป พ่อจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องลูกของพ่อได้อีก พ่อจะชดเชยทุกสิ่งทุกอย่างให้เจ้าเอง"

หลินเซียนเยว่สวมกอดบุพการีทั้งสองแน่น น้ำตาแห่งความปีติและโล่งใจไหลริน นางซึมซับไออุ่นจากครอบครัวที่นางโหยหามาตลอดชีวิต ในที่สุดนางก็ได้กลับมาสู่อ้อมกอดที่ปลอดภัยที่สุดในโลกนี้อีกครั้ง

"ไม่ใช่ความผิดของท่านพ่อท่านแม่หรอกเจ้าค่ะ" หลินเซียนเยว่เงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มอ่อนโยนเพื่อปัดเป่าความเศร้าหมอง

"เป็นเพราะคนชั่วช้ามันวางแผนการร้ายมาตั้งแต่ต้น พวกท่านเพียงแค่ตกเป็นเหยื่อของคนหน้าเนื้อใจเสือเท่านั้น แต่ตอนนี้นอกกลับมาแล้ว ลูกโตพอที่จะดูแลตัวเองและปกป้องพวกท่านได้แล้วเจ้าค่ะ"

หลังจากการพบปะที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา หลินตั้วและหรูเหมยก็พาบุตรีเข้ามานั่งพักผ่อนในห้องหนังสือส่วนตัว หรูเหมยเอาแต่กุมมือหลินเซียนเยว่ไว้ไม่ยอมปล่อย สายตาจดจ้องใบหน้าของลูกสาวด้วยความรักใคร่หลงใหล พร่ำถามถึงความเป็นอยู่บนเขาสารพัดด้วยความเป็นห่วง

ในระหว่างที่พูดคุยกันนั้น หลินเซียนเยว่ได้ลอบใช้ศาสตร์การดูโหงวเฮ้งเพ่งมองใบหน้าของมารดาอย่างละเอียด ชาติก่อนนางมัวแต่น้อยใจจนไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ ทว่าชาตินี้นางมีดวงตาที่มองทะลุปรุโปร่ง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้นางต้องลอบสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจและโกรธแค้น

เหนือกระหม่อมของหรูเหมยมีปราณสีดำหม่นปกคลุมอยู่บางเบา บริเวณจุดหยินถังระหว่างคิ้วมีสีหมองคล้ำดำคล้ำราวกับขี้เถ้า ริมฝีปากที่แห้งผากมีสีม่วงจางๆ ซ่อนอยู่ใต้สีผิวที่ซีดเซียว นี่ไม่ใช่ลักษณาการของคนป่วยไข้ตามธรรมชาติ แต่เป็นโหงวเฮ้งของผู้ที่ได้รับยาพิษเรื้อรังสะสมมาเป็นเวลานาน

พิษร้ายกำลังกัดกินอวัยวะภายในอย่างช้าๆ หากปล่อยทิ้งไว้อีกไม่เกินหนึ่งปี มารดาของนางจะต้องสิ้นใจด้วยอาการหัวใจล้มเหลวโดยที่ไม่มีหมอคนใดตรวจพบสาเหตุที่แท้จริง

บ้านสายรองช่างอำมหิตนัก พวกมันไม่เพียงแต่วางแผนแย่งชิงตำแหน่งคุณหนูใหญ่ แต่ยังลอบวางยาพิษฮูหยินใหญ่เพื่อให้ฮูหยินรองสวีซื่อก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่

"ฮูหยิน ยาบำรุงต้มเสร็จแล้วเจ้าค่ะ"

เสียงของสาวใช้ดังขึ้นหน้าประตู ก่อนที่ชุ่ยเอ๋อร์ สาวใช้รุ่นใหญ่ประจำเรือนจะยกถาดไม้เดินเข้ามา บนถาดมีถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวที่บรรจุน้ำยาสีน้ำตาลเข้มควันกรุ่น

กลิ่นฉุนของสมุนไพรลอยแตะจมูกทันทีที่ถ้วยยาถูกวางลงบนโต๊ะข้างตัวหรูเหมย

"แม่มักจะปวดหัววิงเวียนและอ่อนเพลียง่าย ท่านหมอที่ท่านอาของเจ้าเชิญมาตรวจบอกว่าเป็นเพราะร่างกายอ่อนแอ จึงจัดเทียบยาบำรุงนี้ให้แม่ดื่มเป็นประจำทุกวัน" หรูเหมยอธิบายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า พลางเอื้อมมือไปหมายจะยกถ้วยยาขึ้นดื่ม

หลินเซียนเยว่ตาไว จมูกของนางสูดดมกลิ่นสมุนไพรเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว ศาสตร์พยากรณ์และการแพทย์แผนโบราณมักเกื้อกูลกัน นางแยกแยะกลิ่นได้ทันทีว่าในยาต้มถ้วยนี้มีส่วนผสมของ โสมคนและตังกุย ซึ่งเป็นยาบำรุงชั้นดี ทว่ากลับมีกลิ่นจางๆ ของ 'หญ้ากลืนวิญญาณ' สมุนไพรหายากที่มีฤทธิ์เป็นพิษเย็นทำลายชีพจรซ่อนอยู่ หากดื่มเดี่ยวๆ จะตรวจพบได้ง่าย แต่เมื่อนำมาต้มรวมกับยาบำรุงฤทธิ์ร้อน มันจะทำปฏิกิริยากันกลายเป็นพิษเรื้อรังที่ไร้สีไร้กลิ่นผิดปกติ

ไอสังหารลอยกรุ่นออกมาจากถ้วยชาอย่างชัดเจนในสายตาของนาง

"เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะท่านแม่" หลินเซียนเยว่ยกมือขึ้นแตะแขนหรูเหมยอย่างรวดเร็วเพื่อหยุดยั้ง

หรูเหมยชะงัก ช้อนตามองลูกสาวด้วยความงุนงง "มีอะไรหรือเยว่เอ๋อร์"

หลินเซียนเยว่แสร้งทำเป็นยิ้มกว้าง เอื้อมมือไปหยิบถ้วยยามาถือไว้เอง "ตอนที่ลูกอยู่บนเขา ลูกได้ร่ำเรียนวิชาแพทย์และสมุนไพรจากแม่ชีชรามาบ้าง ได้กลิ่นยาถ้วยนี้แล้วลูกรู้สึกว่าส่วนผสมมันค่อนข้างแรงเกินไปสำหรับร่างกายที่อ่อนแอของท่านแม่ หากดื่มเข้าไปตอนที่ท้องยังว่างอาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะได้นะเจ้าคะ"

"เช่นนั้นหรือ แต่ท่านหมอบอกให้ดื่มตอนร้อนๆ ถึงจะได้ผลดี" หลินตั้วเอ่ยแย้งด้วยความไม่แน่ใจ

"เชื่อลูกเถิดเจ้าค่ะท่านพ่อ" หลินเซียนเยว่หันไปสบตาบิดาด้วยแววตามั่นคง

"ลูกขอตรวจดูเทียบยาขนานนี้ให้ละเอียดก่อน ระหว่างนี้ให้ท่านแม่ทานอาหารอ่อนๆ และพักผ่อนไปก่อนดีกว่า ร่างกายที่ทรุดโทรมต้องค่อยๆ บำรุง จะเร่งรัดด้วยยารสจัดไม่ได้เด็ดขาด"

กล่าวจบ นางก็หันไปตวัดสายตาคมกริบใส่สาวใช้ชุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนก้มหน้าอยู่มุมห้อง

นางสังเกตเห็นว่าตอนที่นางสั่งให้หยุดดื่มยา ชุ่ยเอ๋อร์มีอาการสะดุ้งเล็กน้อยและลอบกำมือแน่นบนกระโปรง โหงวเฮ้งหน้าผากแคบและดวงตาล่อกแล่กบ่งบอกว่าเป็นคนโลภมากและทรยศหักหลังได้ง่าย

หนอนบ่อนไส้ตัวนี้นี่เองที่คอยผสมยาพิษให้มารดานางดื่มทุกวัน

"ชุ่ยเอ๋อร์ ยกถ้วยยานี้ไปเททิ้งเสีย แล้วไปกำชับห้องเครื่องให้ต้มรังนกมาให้ท่านแม่ของข้าแทน อ้อ แล้วนำเทียบยาที่ท่านหมอจัดไว้มาให้ข้าดูด้วย ข้าจะตรวจสอบเองว่ามันเหมาะสมกับอาการของท่านแม่หรือไม่" น้ำเสียงของหลินเซียนเยว่เฉียบขาดและทรงอำนาจจนชุ่ยเอ๋อร์ตัวสั่น รีบรับถ้วยยาและถอยร่นออกไปจากห้องอย่างลนลาน

หลินตั้วและหรูเหมยมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ พวกเขาไม่คิดว่าบุตรีที่เติบโตในป่าเขาจะมีกิริยาท่าทางองอาจและมีความรู้เรื่องการแพทย์เช่นนี้ ทว่าในใจลึกๆ กลับรู้สึกอบอุ่นและอุ่นใจอย่างประหลาด

หลินเซียนเยว่หันกลับมาจับมือมารดาอีกครั้ง รอยยิ้มเย็นชาที่ใช้จัดการศัตรูถูกเก็บซ่อนไว้มิดชิด เหลือเพียงความอ่อนโยนของบุตรีผู้กตัญญู

"ท่านพ่อ ท่านแม่ วางใจเถิดเจ้าค่ะ ตั้งแต่วันนี้ไป ลูกจะดูแลสุขภาพของท่านแม่เอง ลูกสัญญาว่าจะทำให้ท่านแม่กลับมาแข็งแรงและงดงามดังเดิมให้จงได้"

ภายในใจของดรุณีน้อยลุกโชนไปด้วยไฟแค้น นางตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel