4
รถม้าคันงามแล่นผ่านถนนสายหลักของเมืองหลวงที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน เสียงจอแจของพ่อค้าแม่ขายและชาวเมืองดังอื้ออึง ทว่าภายในรถม้ากลับเงียบกริบ หลินเซียนเยว่นั่งหลับตาพริ้ม ทำสมาธิรวบรวมลมปราณและปรับพื้นฐานร่างกายที่อ่อนแอให้แข็งแกร่งขึ้น นางรู้ดีว่าทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถม้า สงครามประสาทขนาดย่อมจะปะทุขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"คุณหนู ถึงหน้าจวนหยางผิงโหวแล้วเจ้าค่ะ" แม่นมหงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า เจือไปด้วยความตื่นเต้นและหวาดหวั่น
หลินเซียนเยว่ลืมตาขึ้น นัยน์ตาหงส์ทอประกายคมปลาบ
นางเลิกม่านหน้าต่างขึ้นเล็กน้อย มองดูป้ายชื่อจวนสลักอักษรทองคำตัวโตที่แขวนตระหง่านอยู่เหนือประตูไม้บานใหญ่ ความโอ่อ่าอลังการของจวนโหวแห่งนี้ช่างสมกับเป็นตระกูลขุนนางขั้นสูง ทว่าเบื้องหลังกำแพงสูงตระหง่านนี้กลับซุกซ่อนความโสมมและงูพิษเอาไว้มากมาย
เมื่อรถม้าจอดสนิท กัวหมัวมัวที่วิ่งตามมาด้วยสภาพหอบแฮกๆ ก็รีบกุลีกุจอมาตั้งตั่งไม้สำหรับเหยียบลงจากรถม้า ท่าทีแข็งกร้าวโอหังก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่ฝังรากลึก หลินเซียนเยว่ก้าวลงมาอย่างสง่างาม ชายกระโปรงพลิ้วไหวไปตามสายลม
ทว่าสิ่งที่รอต้อนรับนางอยู่กลับไม่ใช่การเปิดประตูใหญ่ของจวนอย่างสมเกียรติ
ประตูหลักบานหนายังคงปิดสนิท มีเพียงประตูด้านข้างบานเล็กที่ปกติใช้สำหรับให้บ่าวไพร่หรืออนุภรรยาเดินเข้าออกเท่านั้นที่แง้มเปิดอยู่
เบื้องหน้าประตูเล็กนั้น สตรีสวมชุดหรูหราสองนางยืนรออยู่ คนหนึ่งคือสวีซื่อ ฮูหยินรองของจวน ใบหน้าประทินโฉมงดงามทว่าแฝงความร้ายกาจไว้ในดวงตา อีกคนคือดรุณีน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มสวมชุดสีชมพูอ่อน ท่าทางบอบบางราวกับดอกไม้ต้องลม หลินอิงอิง นังจิ้งจอกน้อยที่แย่งชิงทุกอย่างไปจากนาง
"พี่หญิงใหญ่ ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที น้องตั้งตารอท่านมาตลอดเลยเจ้าค่ะ" หลินอิงอิงก้าวออกมาข้างหน้า ส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยที่แสร้งทำเป็นดีใจจนปิดไม่มิด
ทว่าแววตากลับฉายความเย้ยหยันเมื่อเห็นชุดผ้าฝ้ายหยาบกระด้างที่หลินเซียนเยว่สวมใส่
สวีซื่อยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากซ่อนรอยยิ้มเยาะเย้ย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดัดจริต
"หลานเซียนเยว่ เดินทางมาเหนื่อยๆ รีบเข้าจวนเถิด ฮูหยินผู้เฒ่ารออยู่ด้านใน แต่ต้องขออภัยด้วยที่ต้องให้เจ้าเข้าทางประตูข้าง ฮูหยินผู้เฒ่าให้หมอดูมาตรวจดูฤกษ์ยาม หมอดูบอกว่าเจ้าเติบโตในวัดบนเขา อาจมีไอสังหารหรือรังควานติดตัวมา ต้องเข้าประตูด้านข้างเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และป้องกันเสนียดจัญไรเข้าสู่จวนโหวของเรา หวังว่าเจ้าคงเข้าใจความหวังดีของท่านย่านะ"
นังอาสะใภ้สารเลวเอ่ยขึ้นช่างไร้ยางอายสิ้นดี หวังประจานให้นางอับอายขายหน้าต่อชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา ว่าคุณหนูใหญ่ที่เพิ่งกลับมามีสถานะต่ำต้อยไม่ต่างจากบ่าวไพร่
แม่นมหงโกรธจนหน้าแดงก่ำ กำลังจะอ้าปากเถียง แต่หลินเซียนเยว่ยกมือเรียวขึ้นห้ามไว้เสียก่อน นางไม่โกรธ ไม่โวยวาย เพียงแต่หัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นกังวานใสทว่าเย็นเยียบไปถึงกระดูก
"ฮูหยินรองช่างมีอารมณ์ขันยิ่งนัก" หลินเซียนเยว่ก้าวเดินเข้าไปใกล้สวีซื่อและหลินอิงอิง ดวงตาหงส์กวาดมองใบหน้าของทั้งสองอย่างพินิจพิเคราะห์
"ท่านย่าไปหาหมอดูพเนจรที่ไหนมาหลอกเอาเงินอีกล่ะเนี่ย ถึงได้ทำนายทายทักได้มั่วซั่วถึงเพียงนี้"
"เจ้า เจ้ากล้าลบหลู่ท่านย่าและหมอดูชื่อดังเชียวหรือ" สวีซื่อตวาดแหว สีหน้าเปลี่ยนเป็นบูดบึ้ง
หลินเซียนเยว่เหยียดยิ้ม นางชี้ปลายคางไปทางประตูใหญ่ที่ปิดสนิท ก่อนจะเปล่งเสียงดังฟังชัดเพื่อให้ชาวบ้านที่เริ่มมุงดูได้ยินกันถ้วนหน้า
"ข้าคือทายาทสายตรงเพียงคนเดียวของจวนหยางผิงโหว เป็นบุตรีที่เกิดจากภรรยาเอก การที่ข้าจะเดินเข้าประตูใหญ่คือความชอบธรรมตามกฎมณเฑียรบาล แต่การที่พวกท่านพยายามปิดประตูหลักแล้วให้ข้าลอดประตูหมาลอดเช่นนี้ ต่างหากที่เป็นการขัดต่อฟ้าดิน หากจะพูดถึงเสนียดจัญไร ข้าว่าฮูหยินรองควรเอาเวลาไปส่องคันฉ่องดูหน้าตัวเองจะดีกว่าหรือไม่"
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร นังเด็กก้าวร้าว" สวีซื่อชี้หน้าด่าด้วยความลืมตัว
"โหงวเฮ้งของฮูหยินรองบ่งบอกชัดเจน หว่างคิ้วหมองคล้ำ ปลายจมูกมีเส้นเลือดฝอยแตกแขนง เป็นลักษณาการของผู้ที่กำลังถูกทรัพย์สินเงินทองลวงตาจนมืดบอด อีกทั้งใต้ตายังมีสีดำคล้ำจางๆ บ่งบอกว่าช่วงนี้ท่านมักจะนอนผวาเพราะทำเรื่องชั่วช้าลับหลังผู้คนไว้มาก ใช่หรือไม่เล่า" หลินเซียนเยว่พูดจี้จุดจนสวีซื่อหน้าซีดเผือด ถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความตกใจ นางเพิ่งลักลอบยักยอกเงินกองกลางของจวนไปให้บิดาของตนเอง เรื่องนี้นางทำอย่างลับที่สุด เด็กเมื่อวานซืนผู้นี้รู้ได้อย่างไร
หลินอิงอิงเห็นมารดาเสียเปรียบจึงรีบบีบน้ำตา แสร้งทำเสียงสะอื้น
"พี่หญิงใหญ่ ท่านอย่าได้ใส่ร้ายท่านแม่เลยเจ้าค่ะ ท่านแม่หวังดีต่อท่านจริงๆ ท่านพึ่งกลับมายังไม่รู้ธรรมเนียมจวน ท่านย่าเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในบ้าน คำสั่งท่านย่าถือเป็นเด็ดขาด ท่านยอมอ่อนข้อสักนิดเถิดเจ้าค่ะ"
"หุบปาก!" หลินเซียนเยว่ตวาดลั่นจนหลินอิงอิงสะดุ้งสุดตัว น้ำตาจอมปลอมเหือดแห้งไปทันที "ข้าเป็นพี่หญิงใหญ่ของเจ้าตั้งแต่เมื่อใด มารดาของข้ามีข้าเป็นบุตรีเพียงคนเดียว ข้าไม่เคยจำได้ว่ามีน้องสาวที่เกิดจากบ้านรอง หรือลูกหลานของน้องชายบิดามานับญาติด้วย เจ้าจงจำสถานะของตนเองไว้ให้ดี นังเด็กกาฝาก"
นางด่าทอและไร้ซึ่งความปรานีทำให้ชาวบ้านที่มุงดูเริ่มซุบซิบนินทา หลินอิงอิงอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ใบหน้าหวานล้ำแดงสลับเขียว
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น ทำไมถึงได้ส่งเสียงเอะอะโวยวายอยู่หน้าประตูจวน"
เสียงทรงอำนาจดุดันดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีชราผู้หนึ่ง นางสวมชุดผ้าไหมดิ้นทอง สวมเครื่องประดับเต็มยศเดินค้ำไม้เท้าก้าวออกมาจากประตูข้างด้วยสีหน้าถมึงทึง ฮูหยินผู้เฒ่าหลินนั่นเอง นางจงใจรออยู่ด้านในเพื่อดูความอัปยศของหลินเซียนเยว่ แต่กลับได้ยินเสียงหลานสาวตัวดีกำลังด่าทอลูกสะใภ้และหลานรักของนาง จึงต้องรีบออกมาระงับเหตุ
หลินเซียนเยว่ประสานมือย่อเข่าทำความเคารพอย่างงดงามไร้ที่ติ กิริยามารยาทอ่อนช้อยจนไม่อาจหาข้อติได้ แต่คำพูดที่หลุดออกมากลับคมกริบดุจใบมีด
"หลานคารวะท่านย่า หลานเพียงแค่กำลังอธิบายให้ฮูหยินรองและคุณหนูอิงอิงฟัง ว่าการกระทำของพวกนางกำลังจะนำพาความวิบัติมาสู่จวนโหวต่างหากเจ้าค่ะ"
"เหลวไหล ข้าเป็นคนสั่งให้เจ้าเข้าทางประตูข้างเอง เจ้าเป็นตัวกาลกิณี เกิดมาก็ทำให้จวนโหวปั่นป่วน จนต้องนำไปทิ้งไว้วัด วันนี้กลับมาก็ยังทำตัวโอหัง ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง" ฮูหยินผู้เฒ่ากระแทกไม้เท้าลงพื้นเสียงดัง
หลินเซียนเยว่ยืดตัวขึ้นตรง เผชิญหน้ากับสตรีชราด้วยแววตาไม่หวั่นเกรง นางกวาดสายตามองโหงวเฮ้งของย่าเลี้ยงผู้นี้ ร่องรอยของความละโมบและความริษยาฝังรากลึกบนใบหน้า
"ท่านย่ากล่าวหาหลานว่าเป็นตัวกาลกิณี แต่ท่านเคยให้ซินแสเก่งๆ ตรวจดูฮวงจุ้ยของจวนบ้างหรือไม่เจ้าคะ ตั้งแต่ท่านขึ้นมานั่งตำแหน่งฮูหยินใหญ่แทนที่ท่านย่าแท้ๆ ของหลาน จวนโหวก็มีแต่เรื่องตกต่ำ เสาหลักหน้าจวนมีรอยร้าว ทิศมังกรเขียวถูกกดทับด้วยก้อนหินสกปรก นั่นเป็นลางบอกเหตุว่ามีคนนอกมาสวมรอยแย่งชิงตำแหน่งนายหญิงจนผิดหลักฟ้าดิน เสนียดจัญไรของแท้ไม่ได้มาจากภายนอกหรอกเจ้าค่ะ แต่ฝังรากลึกอยู่ภายในจวนต่างหาก"
หลินเซียนเยว่พูดแทงทะลุใจดำของฮูหยินผู้เฒ่าหลินอย่างจัง เรื่องที่นางเคยเป็นแค่อนุภรรยาแล้วไต่เต้าขึ้นมาเป็นฮูหยินใหญ่คือปมด้อยที่นางเกลียดที่สุด การถูกเด็กสาวรุ่นหลานนำมาแฉกลางแจ้งเช่นนี้ทำให้นางโกรธจนลมแทบจับ หน้ามืดวิงเวียนจนกัวหมัวมัวต้องรีบเข้ามาประคอง
"เปิดประตูใหญ่" หลินเซียนเยว่ออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด ดวงตาจ้องมองบ่าวไพร่ที่คุมประตูอยู่
"หากวันนี้ประตูหลักไม่เปิดรับข้า ข้าก็จะยืนรอท่านพ่อกลับจากการประชุมเช้าที่ราชสำนักอยู่ตรงนี้ ให้ขุนนางทั้งเมืองหลวงได้เห็นกันไปเลย ว่าจวนหยางผิงโหวรังแกบุตรีภรรยาเอกอย่างไร"
บ่าวไพร่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก หันไปขอความเห็นจากฮูหยินผู้เฒ่าที่บัดนี้โกรธจนพูดไม่ออก สวีซื่อเห็นท่าไม่ดี หากเรื่องนี้ไปถึงหูของหยางผิงโหวหลินตั้ว พวกนางต้องเดือดร้อนแน่ จึงจำใจพยักหน้าให้บ่าวไพร่ไปเปิดประตู
เสียงกลอนเหล็กถูกปลดออก ประตูไม้บานใหญ่ของจวนโหวค่อยๆ เปิดกว้างออกต้อนรับนายหญิงที่แท้จริง
หลินเซียนเยว่ยกยิ้มมุมปาก นางก้าวเท้าเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไปอย่างสง่างาม ทิ้งฮูหยินผู้เฒ่า สวีซื่อ และหลินอิงอิงให้ยืนกำหมัดแน่นด้วยความแค้นสุมอกอยู่เบื้องหลัง การปะทะคารมครั้งแรกนี้นางคือผู้ชนะอย่างสมบูรณ์แบบ
