3
ระหว่างที่รอกัวหมัวมัวตะเกียกตะกายลงเขาไปนำรถม้าคันใหม่มารับ หลินเซียนเยว่ได้สั่งให้แม่นมหงเข้าไปจัดการเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นภายในห้องพัก ส่วนตัวนางเองเลือกที่จะปลีกตัวเดินลัดเลาะไปทางด้านหลังของอารามชีเพื่อสูดอากาศและสงบจิตใจ
บริเวณหลังวัดนางชีบนเขาชิงหยุนแห่งนี้เป็นป่าไผ่ขนาดใหญ่ที่เงียบสงบ สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชยมาอ่อนๆ หอบเอาความเย็นสบายและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกกล้วยไม้ป่ามาด้วย ใบไผ่เสียดสีกันดังกราว เป็นสถานที่ที่นางเคยมักจะมานั่งฝึกฝนสมาธิและทบทวนตำราโหราศาสตร์ในชาติก่อน สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย
ทั้งความโดดเดี่ยว ความเศร้าหมอง และความแค้นที่สุมอก ทว่าในชาตินี้ นางกลับมายืนอยู่ตรงนี้ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ท่ามกลางความเงียบสงบนั้นเอง ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมที่หล่อหลอมจากการฝึกฝนจิตวิญญาณของหลินเซียนเยว่พลันสะดุดลง นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุกคามสายหนึ่งที่แฝงตัวอยู่หลังดงไผ่ทึบ มันไม่ใช่จิตสังหารที่มุ่งร้ายต่อนาง แต่เป็นกลิ่นอายของบุรุษผู้ผ่านการเข่นฆ่ามาอย่างโชกโชน คาวเลือดจางๆ ลอยปะปนมากับสายลม
หลินเซียนเยว่หยุดฝีเท้าลงทันที ดวงตาหงส์ตวัดมองไปยังทิศทางนั้นอย่างระแวดระวัง มือเรียวเลื่อนไปจับปิ่นไม้ไผ่ที่เสียบมวยผมไว้หลวมๆ เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
"ซ่อนตัวอยู่ในอารามชีของสตรี ช่างเป็นบุรุษที่ไร้ยางอายและไร้จรรยาบรรณยิ่งนัก ออกมาเดี๋ยวนี้" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสทว่าเย็นเยียบดังแหวกอากาศออกไป
เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงปรบมือเป็นจังหวะเชื่องช้าจะดังแว่วมา ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากหลังต้นไผ่ขนาดใหญ่ เขาสวมชุดอาภรณ์สีนิลสนิท เนื้อผ้าไหมชั้นดีปักลายนกอินทรีด้วยดิ้นเงินดูวิจิตรบรรจง รูปร่างของเขาสูงตระหง่าน แผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์และกดดันผู้คนจนแทบหายใจไม่ออก
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินเซียนเยว่ต้องชะงักไปเล็กน้อยคือใบหน้าของเขา ชายหนุ่มผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเซียนจำแลง
คิ้วเข้มพาดเฉียงดุจกระบี่ นัยน์ตาสีรัตติกาลลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักลึก ทว่ากลับถูกฉาบเคลือบไว้ด้วยความเย็นชาและดุดันอย่างร้ายกาจ
"ประสาทสัมผัสเฉียบคม ฝีปากกล้าหาญ อีกทั้งฝ่ามือยังหนักหน่วงไม่เบา คุณหนูใหญ่จวนหยางผิงโหวช่างทำให้ข้าเปิดหูเปิดตายิ่งนัก" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่ยิ้ม
หลินเซียนเยว่หรี่ตาลง เขากล่าวถึงฝ่ามือที่หนักหน่วง ย่อมแปลว่าบุรุษลึกลับผู้นี้แอบดูเหตุการณ์หน้าวัดที่นางลงมือตบสั่งสอนกัวหมัวมัวอย่างแน่นอน นางเหยียดยิ้มตอบกลับไปโดยปราศจากความหวาดกลัว
"ในเมื่อรู้ว่าข้าคือคุณหนูใหญ่จวนโหว ท่านก็ควรจะรู้ว่าการแอบลอบมองสตรีผู้อื่นเป็นเรื่องที่วิญญูชนไม่พึงกระทำ หรือว่าท่านเป็นเพียงโจรเด็ดบุปผาชั้นต่ำที่คอยซุ่มดูสตรีตามวัดวาอาราม"
ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มทอประกายวาบขึ้นมาทันที น้อยนักที่จะมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเขาด้วยถ้อยคำโอหังเช่นนี้ เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้นางอีกสองก้าว รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบด้านดูเหมือนจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
"ระวังปากของเจ้าไว้บ้าง สตรีตัวน้อย หากข้าเป็นโจรเด็ดบุปผาจริงๆ เจ้าคิดว่าเจ้าจะมีชีวิตรอดกลับไปเหยียบเมืองหลวงได้หรือ" เขากล่าวข่มขู่
ทว่าหลินเซียนเยว่กลับยืนนิ่ง ไม่ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว นางเชิดหน้าขึ้น
จับจ้องใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ วิชาโหงวเฮ้งที่ติดตัวมาเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ ริ้วรอยบนใบหน้า โครงสร้างของกระดูก และปราณที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา ล้วนเป็นดั่งตำราที่เปิดอ้าให้นางอ่าน
เพียงชั่วครู่ แววตาของหลินเซียนเยว่ก็เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจระคนตื่นตะลึง นางมองเห็นปราณมังกรสีม่วงทองเจิดจรัสพวยพุ่งอยู่เหนือกระหม่อมของชายผู้นี้ นี่คือลักษณะของผู้มีบุญญาธิการสูงสุด เป็นสายเลือดขัตติยะที่จะได้ขึ้นครองแผ่นดินในภายภาคหน้า
แต่ในขณะเดียวกัน บริเวณจุดไท่หยางขมับทั้งสองข้างของเขากลับมีเส้นเลือดสีดำจางๆ ปูดนูนขึ้นมา หว่างคิ้วมีหมองคล้ำปกคลุม
ริมฝีปากที่ควรจะมีสีแดงระเรื่อตามธรรมชาติกลับมีสีม่วงคล้ำแฝงอยู่ กลิ่นคาวเลือดที่นางได้กลิ่นในตอนแรกไม่ได้มาจากศัตรู แต่มาจากตัวเขาเอง
"ท่านไม่ใช่โจรเด็ดบุปผาหรอก" หลินเซียนเยว่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป นางกอดอกมองเขาด้วยสายตารู้ทัน
"ผู้ที่มีปราณสีม่วงทองแห่งมังกรล้อมรอบกาย สูงศักดิ์เหนือคนนับหมื่นใต้คนเพียงหนึ่งเดียว จะลดตัวลงมาเป็นโจรต่ำต้อยได้อย่างไร"
คราวนี้เป็นฝ่ายชายหนุ่มที่ต้องชะงัก นัยน์ตาสีดำขลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างกายของเขาเกร็งเขม็งพร้อมจู่โจมทันที เขายื่นมือออกไปบีบเข้าที่ปลายคางของหลินเซียนเยว่อย่างรวดเร็วและรุนแรงจนนางนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
"เจ้าเป็นใครกันแน่" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นดุดันและเหี้ยมเกรียม
"เจ้าพูดเรื่องอันใด รู้ตัวหรือไม่ว่าคำพูดพล่อยๆ ของเจ้าอาจทำให้หัวหลุดจากบ่าได้"
หลินเซียนเยว่ไม่ร้องขอความเมตตา นางยกมือขึ้นจับข้อมือหนาของเขาแล้วออกแรงบิดพร้อมกับถ่ายเทลมปราณเล็กน้อยที่นางแอบฝึกฝนมาเพื่อสลัดให้หลุดจากการจับกุม ชายหนุ่มยอมปล่อยมืออย่างง่ายดายด้วยความแปลกใจในเรี่ยวแรงของดรุณีน้อยตรงหน้า
"ข้าบอกแล้วว่าข้าคือคุณหนูใหญ่จวนหยางผิงโหว ส่วนข้ารู้ได้อย่างไรนั้น ข้าใช้ดวงตาของข้ามอง โหงวเฮ้งและปราณชะตาของท่านมันฟ้องชัดเจนยิ่งกว่าตัวอักษรบนกระดาษเสียอีก"
หลินเซียนเยว่ถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว ลูบคางตนเองเบาๆ แล้วกล่าวต่อ
"ท่านเพิ่งถูกลอบสังหารมาเมื่อไม่กี่วันก่อน บาดแผลภายนอกอาจจะสมานแล้ว แต่พิษเหมันต์ร้อยหนาวที่แทรกซึมเข้าสู่เส้นเลือดของท่านยังคงคุกคามอยู่ หากท่านยังฝืนใช้ลมปราณขั้นสูงเช่นเมื่อครู่นี้ ภายในเจ็ดวัน พิษจะกำเริบจนทำให้เส้นลมปราณของท่านฉีกขาด ข้าขอเตือนด้วยความหวังดี"
กล่าวจบ หลินเซียนเยว่ก็หมุนตัวเดินกลับไปยังทิศทางเดิมทันที ไม่คิดจะอยู่ต่อความยาวสาวความยืดกับบุรุษอันตรายผู้นี้ นางรู้ดีว่าสตรีที่รู้ความลับของเชื้อพระวงศ์ย่อมมีภัยถึงตัว
นางเพียงแค่เตือนสติเขาเล็กน้อยเพื่อหวังให้เขาเลิกราและไม่ตามมารังควานนางอีก
ชายหนุ่มชุดดำยืนนิ่งงันอยู่กับที่ สายตาคมกริบมองตามแผ่นหลังบางที่ตั้งตรงและสง่างามนั้นจนลับสายตา หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นด้วยความรู้สึกประหลาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สตรีผู้นี้ช่างลึกลับและน่าค้นหายิ่งนัก นางไม่เพียงแต่รู้ฐานะที่แท้จริงของเขา แต่ยังล่วงรู้ถึงความลับสุดยอดเรื่องที่เขาถูกลอบวางพิษ ซึ่งมีเพียงคนสนิทไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
วูบ
เงาดำสายหนึ่งพุ่งลงมาจากยอดไผ่ คุกเข่าลงเบื้องหน้าชายหนุ่ม บุคคลผู้นี้คือมู่ไป๋ องครักษ์เงาฝีมือฉกาจ
"องค์รัชทายาท จะให้กระหม่อมตามไปจัดการปิดปากนางหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" มู่ไป๋เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด สตรีที่ล่วงรู้ความลับของกวนจวิ้น รัชทายาทแห่งแคว้นต้าเซี่ย ย่อมไม่อาจปล่อยไว้ให้เป็นภัยคุกคามได้
กวนจวิ้นยกมือขึ้นห้าม แววตาของเขาฉายความสนใจอย่างปิดไม่มิด รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก
"ไม่ต้อง นางน่าสนใจเกินกว่าที่จะปล่อยให้ตายง่ายๆ ไปสืบประวัติของคุณหนูใหญ่จวนหยางผิงโหวผู้นี้มาให้ละเอียดที่สุด ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ อย่าให้ตกหล่นแม้แต่เรื่องเดียว และส่งคนฝีมือดีไปคอยจับตาดูนางไว้อย่างลับๆ หากมีใครคิดจะทำอันตรายนาง ให้ขัดขวางได้ทันที"
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ" มู่ไป๋รับคำสั่งด้วยความแปลกใจ องค์รัชทายาทผู้เย่อหยิ่งและเย็นชาต่อสตรีทุกนางในใต้หล้า กลับออกคำสั่งปกป้องสตรีแปลกหน้าที่เพิ่งพบหน้ากันเพียงครั้งแรก องครักษ์เงาก้มศีรษะลงก่อนจะเร้นกายหายไปในอากาศธาตุอย่างรวดเร็ว
กวนจวิ้นทอดสายตามองไปยังทิศทางที่หลินเซียนเยว่เดินจากไปอีกครั้ง พลางลูบปลายคางตนเองเบาๆ ความเจ็บปวดจากพิษเหมันต์ร้อยหนาวที่แล่นริ้วขึ้นมาถูกกดข่มเอาไว้ด้วยพลังลมปราณอันมหาศาลของเขา
หลินเซียนเยว่ เราคงได้พบกันอีกแน่ ในเมืองหลวง
ทางด้านหน้าวัด รถไม้คันงามที่กัวหมัวมัวรีบไปสับเปลี่ยนมาได้เดินทางมาถึงแล้ว กัวหมัวมัวยืนคุกเข่ารอด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา หลินเซียนเยว่ก้าวขึ้นรถม้าด้วยท่วงท่าของนางพญา โดยมีแม่นมหงคอยประคองอยู่อย่างใกล้ชิด
"ออกเดินทางได้" เสียงหวานใสออกคำสั่ง
ล้อรถม้าเริ่มหมุน นำพาคุณหนูใหญ่ที่แท้จริงกลับคืนสู่จวนหยางผิงโหว หลินเซียนเยว่เปิดม่านหน้าต่างรถม้ามองทิวทัศน์ของวัดนางชีที่ค่อยๆ ห่างออกไป นัยน์ตาของนางทอประกายเด็ดเดี่ยว ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะมีขวากหนามหรือยาพิษรออยู่ นางพร้อมที่จะเหยียบย่ำพวกมันให้แหลกลาญด้วยสองมือและศาสตร์พยากรณ์ของนางเอง
