2
เสียงล้อรถม้าบดขยี้กรวดหินดังแว่วมาจากเชิงเขาชิงหยุน ไม่นานนักขบวนรถม้าที่ประดับประดาด้วยผ้าไหมสีเขียวเข้มอันเป็นสัญลักษณ์ของจวนหยางผิงโหวก็มาจอดเทียบหน้าประตูวัดนางชีอันซอมซ่อ ความแตกต่างนั้นช่างราวกับฟ้าและเหวลึก
แม่นมหงประคองหลินเซียนเยว่ออกมายืนรอที่หน้าประตู นางอยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีเนื้อหยาบกระด้าง ทว่าไม่อาจปิดบังความงดงามและกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างบางได้เลย ดวงตาหงส์ทอดมองกลุ่มคนที่กำลังเดินกร่างเข้ามาด้วยสายตาเย็นชา
ผู้นำขบวนคือหญิงวัยกลางคนสวมชุดแพรพรรณเนื้อดี รูปร่างอวบอ้วน ท่าทางเย่อหยิ่งจองหอง นางคือ กัวหมัวมัว บ่าวรับใช้ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าหลินที่ถูกส่งมารับตัวคุณหนูใหญ่ ทว่าการกระทำของนางกลับไร้ซึ่งความเคารพอย่างสิ้นเชิง
กัวหมัวมัวปรายตามองหลินเซียนเยว่ตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปาก นางไม่แม้แต่จะย่อเข่าทำความเคารพ กลับเชิดหน้าขึ้นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระด้าง
"คุณหนูใหญ่ เตรียมตัวเสร็จหรือยังเจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่ากำชับให้บ่าวรีบพาตัวท่านกลับจวนก่อนค่ำ หากมัวชักช้าประเดี๋ยวจะเสียฤกษ์ยามเอาได้ รีบขึ้นรถม้าเถิด บ่าวไม่อยากสูดกลิ่นควันธูปในที่กันดารเช่นนี้นานนัก"
กัวหมัวมัวเอ่ยอย่างโอหังทำให้แม่นมหงโกรธจนตัวสั่น นางก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อปกป้องผู้เป็นนาย
"กัวหมัวมัว เจ้าจะเสียมารยาทเกินไปแล้ว นี่คือคุณหนูใหญ่แห่งจวนหยางผิงโหว เป็นบุตรีที่เกิดจากภรรยาเอก เหตุใดเจ้าจึงไม่ทำความเคารพ อีกทั้งรถม้าที่เจ้าเตรียมมาคันนั้น มันเป็นเพียงรถม้าขนฟืน ไม่ใช่รถม้าสำหรับเจ้านาย เจ้าตั้งใจจะหยามเกียรติคุณหนูหรือ"
กัวหมัวมัวแค่นเสียงขึ้นจมูก แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน
"แม่นมหง เจ้าอย่าได้ลืมตัวไปหน่อยเลย คุณหนูใหญ่ถูกเลี้ยงดูในป่าเขา จะเอาอะไรมาคุ้นชินกับความหรูหรา รถม้าคันนั้นก็ดีถมไปแล้วสำหรับคนที่เพิ่งเคยเข้าเมืองหลวง อีกอย่าง ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นผู้สั่งการ บ่าวอย่างพวกเรามีหน้าที่แค่ทำตาม ท่านอย่าได้มากเรื่องดีกว่า"
"อย่างนั้นหรือ"
หลินเซียนเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในเหมันตฤดู นางเดินเอื่อยๆ มาหยุดยืนเบื้องหน้ากัวหมัวมัว ดวงตาหงส์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของบ่าวชราจนอีกฝ่ายเผลอก้าวถอยหลังด้วยความประหม่า
"ข้าเพิ่งรู้ว่าจวนหยางผิงโหวตกต่ำถึงขั้นให้บ่าวไพร่ปีนเกลียวขึ้นมาข่มเหงเจ้านายได้"
หลินเซียนเยว่เอ่ยช้าๆ ชัดๆ ทุกถ้อยคำแฝงไปด้วยพลังอำนาจกดดัน
"เจ้าบอกว่าฮูหยินผู้เฒ่าเป็นคนสั่งให้เอารถม้าขนฟืนมารับข้า เช่นนั้นข้าคงต้องกลับไปถามท่านย่าเสียแล้ว ว่าบ่าวที่แอบขโมยเครื่องประดับทองคำในหีบสินเดิมของฮูหยินใหญ่ไปขายเพื่อเอาเงินไปเล่นพนัน สมควรโดนโบยจนตายหรือตัดแขนทิ้งดี"
กัวหมัวมัวหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มกรอบหน้า นางเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เรื่องที่นางลอบขโมยปิ่นทองของหรูเหมยไปเล่นพนันเมื่อหลายเดือนก่อน นางทำอย่างรัดกุมที่สุด ไม่มีใครล่วงรู้ แล้วคุณหนูใหญ่ที่ถูกทิ้งอยู่วัดนางชีบนเขาห่างไกลผู้นี้ล่วงรู้ได้อย่างไร
หลินเซียนเยว่เหยียดยิ้ม นางอาศัยวิชาดูโหงวเฮ้ง มองทะลุเห็นร่องรอยคนพาลและสีหน้าคนคดโกงบวกกับหนี้สินพนันที่ฉายชัดบนหน้าผากของหญิงชรา นางแค่โยนหินถามทาง แต่ปฏิกิริยาของกัวหมัวมัวก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
"เจ้าคิดว่าข้าอยู่ที่นี่แล้วจะหูหนวกตาบอดงั้นหรือ"
"คุณหนูใหญ่ บ่าวไม่เคยทำเรื่องเช่นนั้น ท่านอย่ามาใส่ความบ่าว" กัวหมัวมัวพยายามทำใจดีสู้เสือ เชิดหน้าขึ้นเถียง
"บ่าวเป็นคนของฮูหยินผู้เฒ่า ท่านไม่มีสิทธิ์มารังแกบ่าว"
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ร่างอวบอ้วนของกัวหมัวมัวลอยละลิ่วล้มกลิ้งคลุกฝุ่นอยู่บนพื้นดิน
ใบหน้าซีกซ้ายบวมเป่งปรากฏรอยนิ้วมือแดงเถือก เลือดสดๆ ไหลกบปากหลุดร่วงพร้อมกับฟันหน้าสองซี่
หลินเซียนเยว่สะบัดข้อมือเบาๆ แววตาดุดันเกรี้ยวกราด
"สิทธิ์ของข้าคือการเป็นนายของเจ้า ข้าคือทายาทสายตรงเพียงคนเดียวของจวนโหว เจ้าเป็นแค่บ่าวชั้นต่ำ กล้าดีอย่างไรมายืนค้ำหัวพูดจาสามหาวกับข้า"
บรรดาบ่าวไพร่ที่ติดตามมาด้วยต่างตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ไม่มีใครคาดคิดว่าคุณหนูใหญ่ที่เติบโตมาในวัดนางชี กินเจสวดมนต์ จะมีเรี่ยวแรงมหาศาลและลงมือได้อย่างโหดเหี้ยมเด็ดขาดถึงเพียงนี้
กัวหมัวมัวกุมแก้มที่บวมช้ำ ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด นางพยายามจะลุกขึ้นมาชี้หน้าด่าทอ แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาคมกริบราวกับพญามัจจุราชของหลินเซียนเยว่ คำด่าทอทั้งหมดก็กลืนหายลงไปในลำคอ
"คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้" หลินเซียนเยว่ตวาดลั่น เสียงของนางก้องกังวานไปทั่วภูเขา
กัวหมัวมัวและบ่าวรับใช้คนอื่นๆ รีบคุกเข่าลงกับพื้นดินอย่างพร้อมเพรียง ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ความหยิ่งผยองเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
"จำเอาไว้ให้ใส่กะโหลก" หลินเซียนเยว่เดินเข้าไปใกล้ ใช้ปลายเท้าเขี่ยคางกัวหมัวมัวให้เงยหน้าขึ้น
"ต่อให้ข้าจะสวมชุดผ้าหยาบ ข้าก็คือเจ้านาย พวกเจ้าเป็นเพียงสุนัขรับใช้ หากสุนัขมันเห่าไม่เลือกหน้า ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะตีมันให้ตายคาระเบียงจวน ไปนำรถม้าประจำตำแหน่งของคุณหนูใหญ่มารับข้า หากภายในครึ่งก้านธูปข้ายังไม่ได้เห็นรถม้าคันนั้น ข้าจะตัดลิ้นพวกเจ้าทุกคน"
กัวหมัวมัวรีบโขกศีรษะลงกับพื้นจนเลือดซิบ ปากพร่ำละล่ำละลัก
"บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ บ่าวมีตาหามีแววไม่ คุณหนูใหญ่โปรดไว้ชีวิตบ่าวด้วย บ่าวจะรีบไปนำรถม้าของฮูหยินใหญ่มาเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ"
หญิงชราอวบอ้วนตะเกียกตะกายลุกขึ้น วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงลงเขากลับไปเปลี่ยนรถม้าอย่างไม่คิดชีวิต บ่าวคนอื่นๆ ต่างหมอบกราบอยู่แทบเท้า ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตา
แม่นมหงมองภาพตรงหน้าด้วยความอึ้งงัน ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างออกมา คุณหนูของนางเติบโตขึ้นแล้ว ไม่ใช่เด็กสาวอ่อนแอที่ยอมให้ใครมารังแกได้อีกต่อไป
หลินเซียนเยว่ก้มมองมือของตนเอง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก นี่เป็นเพียงการสั่งสอนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เมื่อนางก้าวเท้าเข้าสู่จวนหยางผิงโหวเมื่อใด พวกเดรัจฉานที่สวมหน้ากากนักบุญเหล่านั้น จะได้รู้ซึ้งถึงคำว่านรกบนดินอย่างแท้จริง
