7. ไม่รอเวลา
หลิงเยว่ยกยิ้มกับท่าทางร้อนรนจนผิดวิสัยของมารดาเลี้ยงสามี ซึ่งจวินเหิงก็ลอบสังเกตพฤติกรรมที่ต่างออกไปของคนที่นั่งอยู่ข้างบิดาตนเช่นกัน ก่อนจะหันมาเอ่ยเตือนสติภรรยาว่า
“พูดมา เจ้ามีข้อสงสัยใดกันแน่ อย่ามัวแต่ยึกยัก” เขาจ้องหน้านาง แม้จะไม่ค่อยเชื่อที่หลิงเยว่กล่าว ทว่าท่าทางของใครบางคนก็ทำให้เขาต้องสอบถามเรื่องทั้งหมดให้ชัดเจน
“ข้อสงสัยที่หนึ่ง… คนที่คิดทำเรื่องนี้น่าจะรู้ผลลัพธ์ว่า หากท่านพ่อดื่มชาเข้าไปแล้ว ต้องเกิดอาการคลื่นไส้ทำให้อาเจียนและคิดว่าคงไม่ถึงตาย จากนั้นค่อยใส่ร้ายว่าข้าเป็นคนทำ” หลิงเยว่ทิ้งจังหวะคำพูดพลางปรายตาไปทางมู่ชินฟานที่เริ่มนั่งไม่เป็นสุข
ทว่าในใจ นางไม่ได้มองแค่แม่เลี้ยงขี้อิจฉาผู้นี้เท่านั้น ดวงตาคู่สวยยังลอบสังเกตไปทั่วห้องโถง ทั้งคนรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลัง แม่บ้านพ่อบ้านหรือแม้แต่ควันกำยานที่ลอยตลบอบอวลทั่วห้อง ในสัญชาตญาณยังบอกนางว่าเรื่องนี้อาจมีมือที่สามก็ได้
“เจ้าพูดจาส่งเดช! หาเรื่องปรักปรำผู้คน” มู่ชินฟานแหวลั่น พัดในมือสั่นระริก “แค่เรื่องชาธรรมดา เจ้ากลับโยงไปถึงเรื่องความเป็นความตาย ตระกูลเสิ่นสั่งสอนบุตรีให้เป็นคนสับปลับเช่นนี้หรือ” มู่ชินฟานรีบใช้วาจาส่อเสียดสะใภ้ใหม่ก่อนที่ตนจะถูกโยงเอาผิด เพราะแผนการที่หลิงเยว่กล่าวมานั้นนางเป็นผู้สั่งการจริง ๆ
เพียงแต่นางไม่รู้ว่า ผลลัพธ์ที่ว่ามันจะร้ายแรงถึงขั้นทำให้สามีตนตายได้ เพราะคนที่เสนอแนะเรื่องนี้บอกว่า อาการหลังดื่มชา จะมีแค่คลื่นไส้และอาเจียนเล็กน้อยเท่านั้น นางจึงกล้าสั่งให้คนของตนที่อาศัยในจวนนี้ลงมือ แล้วค่อยกล่าวหาเสิ่นหลิงเยว่ว่าวางยาบิดาสามี ถึงยามนั้นตระกูลเสิ่นก็จะอับอายขายหน้า เหมือนที่เคยทำกับตระกูลมู่ของนางเมื่อหลายปีก่อน ทว่าความหวังที่จะได้แก้แค้นเอาคืนกลับไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว
“ฮูหยินรองมู่ท่านใจเย็นก่อนนะเจ้าคะ ข้ายังมิได้บอกว่าเป็นฝีมือผู้ใดเลย บ่าวไพร่ที่จุดกำยานหรือคนที่ยกชามา อาจจะไม่รู้เรื่องพวกนี้ก็ได้ ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไปสิเจ้าคะ ฟังข้าให้จบก่อน” หลิงเยว่คลี่ยิ้มเย็นจนน่าขนลุก ก่อนจะหันไปทางบิดาสามี
“ขะ… ข้าก็แค่…” มู่ชินฟานหมายจะท้วง
“พอได้แล้ว ข้าอยากฟังเหตุผลของสะใภ้ ว่ามาให้จบ ประเดี๋ยวข้าจะพิจารณาเองว่าควรต้องทำเช่นไร”
“ได้เจ้าค่ะท่านพ่อ อย่างที่ข้าบอก… ปกติรากบัวหิมะแดงคือยาบำรุงชั้นเลิศ ทว่าหากดื่มมันยามที่ร่างกายสูดดมกำยานไม้จันทน์เขียวเข้าไป ต่อให้คนมีร่างกายแข็งแรงก็ยังต้องล้มป่วยเพราะพิษของมัน กับคนมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตายได้อย่างไม่ต้องสงสัย เบาสุดก็กลายเป็นอัมพาตเจ้าค่ะ”
คำอธิบายที่ละเอียดลออและเปี่ยมไปด้วยความรู้ทางการแพทย์ของหลิงเยว่นั้น ทำเอาคนทั้งห้องต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงัน หลี่เหวินซานขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าเคร่งขรึมขึ้นทันตา ขณะที่จวินเหิงเริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
“แล้วข้อสงสัยที่สองของเจ้าเล่า” เขาเอ่ยถามทันที
“ข้อสงสัยที่สองของข้าคือ...” หลิงเยว่ยกยิ้มพลางเผยแววตาคมกริบดุจนางพญาเหยี่ยว “หากท่านพ่อดื่มชานี้เข้าไปแล้วเกิดล้มป่วยเป็นอัมพาต หรือสิ้นใจไปในทันที ตัวข้าก็คงถูกประหารโทษฐานลอบสังหารบิดาสามี ตระกูลเสิ่นและหลี่ก็คงได้บาดหมางกันไปชั่วชีวิต การยิงธนูเพียงดอกเดียว แต่ได้นกถึงสองตัว พวกท่านคิดว่า… ใครที่กล้าคิดทำแผนการเช่นนี้ออกมาหรือเจ้าคะ”
สิ้นประโยคของหลิงเยว่ มู่ชินฟานก็มีใบหน้าซีดเผือด นางเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ตนตกเป็นเครื่องมือลอบสังหารสามีอย่างไม่ต้องสงสัย นี่มิใช่การแก้แค้นเอาคืนตระกูลเสิ่นของนางผู้เดียวแล้ว
ทว่านี่มันคือแผนการทางการเมืองที่ใหญ่กว่านั้น
“เจ้าหมายความว่า มีคนนอกแทรกซึมเข้ามากระนั้นหรือ” จวินเหิงก้าวเข้ามาประชิด แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
“ท่านพี่ ข้าเพียงแต่สันนิษฐานเจ้าค่ะ” หลิงเยว่เดินไปหยิบถ้วยชาใบเดิมขึ้นมา พลางหันไปมองสาวใช้ที่ยืนเรียงรายด้วยใบหน้าซีดเผือด “บ่าวในจวน หรือแม้แต่ใครก็ตามที่บงการเรื่องนี้ อาจจะไม่รู้ถึงพิษสงของชาในถ้วยกับกำยานที่ถูกจุดจนควันคลุ้งนี้ก็ได้ เพราะพิษเหล่านี้หากไม่ชำนาญจริงก็ไม่อาจรู้ถึงผลลัพธ์ของมัน แต่ถ้าทุกคนยังสงสัยว่าข้าพูดปด หาคนในนี้มาทดลองดื่มชาดูก็ได้ จะได้รู้กันไปว่าข้าพูดจริงหรือไม่ ทว่าข้าไม่ดื่มนะ” ประโยคท้าย นางรีบออกตัวก่อนเลย เพราะหลิงเยว่รู้พิษสงของมันดี
ในยุคปัจจุบัน นางใช้พิษจำพวกนี้กำจัดรายชื่อที่ถูกส่งมาอยู่บ่อยครั้ง เพื่อไม่ให้ตำรวจตรวจพบนั่นเอง
“ข้าจะทดสอบเอง” จวินเหิงเอ่ย เขาต้องการยืนยันถ้อยคำของเสิ่นหลิงเยว่ว่าเป็นจริงหรือไม่ “เจ้ารู้ว่ามันมีพิษ แล้วรู้วิธีแก้หรือไม่ หรือแค่เอ่ยออกมามั่ว ๆ” เขาปรามาสนางโดยลืมไปว่า ยามนี้พวกเขายังต้องแสร้งรักกันเหมือนที่เคยแสดงก่อนหน้านี้
“ถอนพิษต้องใช้เวลาเจ้าค่ะ จะต้องแช่น้ำบัวหิมะขาวเพื่อขับพิษ หากท่านพี่อยากจะลองคงต้องให้คนเตรียมของเหล่านี้ไว้”
“จวินเหิง พ่อว่าให้บ่าวพวกนี้ลองดูเถิดเจ้าอย่าได้เสี่ยงเลย”
“ท่านแม่ทัพ ให้ข้าน้อยจัดการเองเถิดขอรับ” หลี่เป่าคนสนิทของจวินเหิงขันอาสา เพราะเขาก็ยืนอยู่ในห้องนี้เช่นกัน
“เช่นนั้นหลี่เทา เจ้าไปเตรียมต้มยารากบัวหิมะขาวไว้ให้เรียบร้อยเสร็จแล้วมาแจ้งข้า หากเกิดเรื่องจะได้รักษาทัน”
“ขอรับ” คนสนิทอีกคนรับคำแล้วก็ออกไป
ด้านหลี่เหวินซานขณะนี้เขาได้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางกวาดสายตามองไปโดยรอบ ความกดดันทั้งหมดจึงตกไปที่บ่าวไพร่ที่คอยดูแลที่นี่รวมถึงสาวใช้และแม่บ้าน ที่เป็นคนตระเตรียมพิธียกน้ำชาในเช้าวันนี้ พวกนางต่างก็ตัวสั่นงันงกพอกัน
“จวินเหิง! สั่งปิดจวนประเดี๋ยวนี้ ใครที่เกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมโถงแห่งนี้ รวมถึงผู้ที่รับหน้าที่จัดหาชามาให้ข้าดื่ม นำตัวพวกมันไปสอบสวนที่ลานหน้าจวนให้หมด”
สิ้นคำประกาศิต แม่บ้านผู้ดูแลก็ทรุดนั่งคุกเข่ากับพื้น พร้อมกับส่งเสียงเครือออกมา “นายท่าน บ่าวไม่รู้เรื่องนะเจ้าคะ เป็นฮูหยินรองของท่านที่นำกำยานไม้จันทน์เขียวกับชาบัวหิมะแดงมาให้บ่าว ใช้ทำพิธีรับน้ำชาในวันนี้ บ่าวเป็นเพียงข้ารับใช้ นายสั่งอย่างไรก็ทำอย่างนั้น มิได้รู้จริง ๆ ว่ามันมีพิษร้ายแรง บ่าวรู้แค่ว่ามันคือชากับกำยานเท่านั้นเจ้าค่ะ ขอนายท่านโปรดเมตตา”
สิ้นคำของแม่บ้านผู้ดูแล มู่ชินฟานก็ทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นด้วยท่าทางตื่นตระหนกระคนหวาดกลัวในความผิด
“ท่านพี่ ข้าเองก็ไม่รู้นะเจ้าคะ ข้าเห็นว่าเป็นชาดี กำยานหอมจึงได้นำมาใช้ประกอบพิธีรับขวัญสะใภ้ ไฉนเลยจะรู้ว่ามันมีพิษร้ายแรงถึงเพียงนี้” มู่ชินฟานรีบกล่าวแก้ตัวอย่างใสซื่อ
“ฮูหยินรองมู่ เรายังไม่ได้พิสูจน์พิษกันเลยนะเจ้าคะ ไยท่านถึงได้รีบแก้ต่างให้ตนเองเช่นนี้เล่า ท่านไม่นึกบ้างหรือว่าข้าอาจจะเสียสติไปเอง หรือเพราะแน่ใจแล้วว่าหากผู้ติดตามหลี่เป่าดื่มชาเข้าไป เขาจะต้องเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วนอย่างที่ข้าว่าแน่นอน”
“นี่เจ้า! เจ้า!” มู่ชินฟานยกพัดชี้หน้าสะใภ้อย่างลืมกิริยา
