บท
ตั้งค่า

6. ต้องเปิดโปง

หลิงเยว่แสร้งก้มหน้าลงต่ำจนคางชิดอก มือบางยกขึ้นมาบีบแขนเสื้อของจวินเหิงเบา ๆ “ท่านพ่อเอ่ยชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ เป็นเพราะท่านพี่เมตตาและเอ็นดูข้า คืนแรกของเราจึงผ่านพ้นไปด้วยดีเจ้าค่ะ” เอ่ยจบนางก็เผยยิ้มเอียงอายจนน่าหมั่นไส้ในสายตาสามี ซึ่งบัดนี้ได้แต่กัดฟันข่มความรู้สึกเอาไว้

ถึงกระนั้นเขาก็จำต้องยื่นมือขึ้นมากุมมือนางต่อหน้าบิดา เพื่อแสดงงิ้วที่พวกเขาได้ตกลงกันให้มันสำเร็จ “เป็นเช่นนั้นขอรับท่านพ่อ หลิงเยว่ดูแลข้าเป็นอย่างดี ข้าจึงไม่อยากให้นางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ อย่างไรเสียเราสองคนก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว ควรต้องรักและสามัคคีกันจึงจะถูก” จวินเหิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้ม

หากคนไม่รู้ฟังแล้วคงเข้าใจว่าเขาตัดใจจากสตรีอันเป็นที่รัก และยอมรับการแต่งงานนี้แต่โดยดี แต่ที่เขากล่าวมานั้น คนข้างกายกลับมิได้ทราบซึ้งใจแม้แต่น้อย ทว่าหลิงเยว่ก็ยังแสร้งยิ้ม

“ท่านพี่ก็ เอ่ยเช่นนี้ ข้าอายนะเจ้าคะ”

ฮูหยินรองมู่ที่ลอบสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ ถึงกับลอบเบะปากอย่างหมั่นไส้ พลางยกพัดในมือขึ้นมาโบกจนลมโกรก

“แหม... ข้าก็เพิ่งจะรู้วันนี้เองว่า ท่านแม่ทัพของเรานั้นช่างเป็นงานเป็นการเสียจริง เห็นเจ้าทั้งสองรักใคร่กันปานจะกลืนกินเช่นนี้ คนเป็นแม่เช่นข้าก็พลอยเบาใจแล้ว” สิ้นคำนางก็หลับตาค้อนด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ที่เก็บไม่มิด ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกว่า

“แต่ในเมื่อรักกันถึงเพียงนี้ เรื่องเรือนพักเห็นทีจะแยกกันอยู่ไม่ได้กระมัง ยามเช้าข้าแว่วข่าวมาว่าท่านแม่ทัพจะให้ฮูหยินน้อยย้ายไปอยู่ที่เรือนตะวันตกมิใช่หรือ ข้าว่ามันจะดูไม่งามนะ แต่งเข้าวันแรกก็แยกเรือนเสียแล้ว ทำเช่นนี้คนนอกจะเอาไปลือได้ว่าตระกูลหลี่หมางเมินบุตรีตระกูลเสิ่นมิรู้หรือ” กล่าวแล้วนางก็จ้องหน้าบุตรเลี้ยง ที่ยามนี้หันมามองนางตาขวางแล้ว

หลิงเยว่นั้นลอบขมวดคิ้ว ‘ยัยแม่เลี้ยงคนนี้... นอกจากจะขี้อิจฉาแล้วยังชอบจุ้นจ้านเรื่องชาวบ้านอีก คนเขาจะนอนที่ไหนมันก็เรื่องของเขาไหม ไม่เห็นจะต้องหนักกะบาลใครเลย’

หลิงเยว่ก่นว่าอีกฝ่ายในใจ นางรู้ดีว่าฮูหยินรองมู่ไม่ได้หวังดีอยากให้พวกนางอยู่ด้วยกันอย่างที่ปากพูด สตรีนางนี้ตั้งใจจะยัดเยียดความลำบากใจให้กับบุตรเลี้ยงเสียมากกว่า

‘ดูท่าจะไม่ง่ายเลยแฮะ’ นางนึกในใจอย่างหงุดหงิด

“ฮูหยินรองมู่เข้าใจผิดแล้ว ที่ข้าให้หลิงเยว่ไปอยู่ที่นั่น ก็เพราะเรือนตะวันตกมีสวนดอกไม้ที่นางชอบ ข้าเพียงแต่อยากให้นางพึงใจ ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขก็เท่านั้น” จวินเหิงเอ่ยพลางใช้สายตากดต่ำกับมารดาเลี้ยงที่เขาเห็นมาตั้งแต่เกิด

ถึงกระนั้นท่าทีของทั้งคู่ก็ยังดูเป็นปฏิปักษ์กัน หาได้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นของคนที่เคยอยู่จวนเดียวกันไม่

“ได้อย่างไร สวนดอกไม้ที่ไหนจะสำคัญเท่าไออุ่นจากสามีกันเล่า” ฮูหยินรองมู่เอ่ยขัดพลางหันไปหาหลี่เหวินซาน “ท่านพี่ข้าว่านะ เด็กทั้งสองเขารักกันออกปานนี้ ให้คนไปขนย้ายข้าวของจากเรือนหอไปไว้ที่เรือนหลักของท่านแม่ทัพเสียไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ จะได้มีเจ้าตัวเล็กให้พวกเราอุ้มไว ๆ อย่างไรเล่า”

หลี่เหวินซานได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้าเห็นพ้อง

“อืม... ที่เจ้าเอ่ยมาก็มีเหตุผล จวินเหิงเจ้าอย่าได้ถนอมนางจนเกินไปนักเลย มีเมียก็ต้องให้อยู่ใกล้ตัวถึงจะถูก”

หลิงเยว่ฟังคำพ่อสามีแล้วก็ถึงกับลอบถอนหายใจ ดูท่าชีวิตหลังแต่งงาน คงไม่ต่างจากเรือนหลังงามในตระกูลเสิ่นเป็นแน่ หากวันนี้นางจะต้องถูกกักให้อยู่แต่ในเรือนหลักของสามี แผนการหนีไปเที่ยวเล่นของนางคงพังไม่เป็นท่า ‘ไม่ได้ ปล่อยไปตามใจคนเหล่านี้ไม่ได้ อีตาพระเอกนี่ก็บื้อจริงเชียว เถียงไม่เป็นหรือไง'

เพื่อหาทางออกให้ตนเอง หลิงเยว่จึงรีบแสร้งบีบเสียงเครือทันใด พร้อมกับเผยแววตาที่แดงก่ำราวกับกำลังจะร้องไห้

“ข้าขอบพระคุณความหวังดีของฮูหยินรองนะเจ้าคะ ทว่าสุขภาพข้าค่อนข้างอ่อนแออย่างที่ทุกท่านทราบ หากต้องปรนนิบัติท่านพี่ทุกค่ำคืนเหมือนอย่างคืนที่ผ่านมาอีก…” นางหยุดเสียงลงพลางก้มหน้าขัดเขิน “ข้าเกรงว่าร่างกายข้าจะรับไม่ไหวเจ้าค่ะ ท่านพี่นั้นดุดันนัก วันนี้ข้าก็แทบจะลุกไม่ขึ้นเลยเชียว”

จวินเหิงที่ได้ฟังคำภรรยาหมาด ๆ ของตนเข้าไปก็ถึงกับสำลักน้ำลายตนเอง ไหนจะหน้าซื่อตาใสจนน่าหมั่นไส้นี่อีก หากเป็นน้องสาวเขาคงได้จับนางมาหวดก้นแล้ว ทว่าแม้เขาจะชะงักงัน ถึงกระนั้นแม่ทัพหนุ่มก็ยังตอบรับตามน้ำไป

“จริงด้วยขอรับท่านพ่อ หลิงเยว่นางบอบบางนัก ข้าไม่อยากหักโหมจนนางล้มป่วยไปเสียก่อน ประเดี๋ยวคนจวนเสิ่นจะมาตำหนิเอาได้” เขาแสร้งทำน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยนพลางกระชับมือนางแน่นขึ้น “เอาเป็นว่าเรื่องนี้ข้าขอตัดสินใจเองเถิดขอรับ”

ฮูหยินรองมู่ได้ฟังคำของสะใภ้ใหม่ก็ถึงกับไปไม่เป็น จึงได้แต่โบกพัดในมือตนไปมารัวเร็ว ใบหน้านั้นก็เจื่อนลงไป

“เอาเถอะ ๆ เรื่องในมุ้งข้าจะไม่ขอยุ่ง” หลี่เหวินซานโบกมือตัดบท “เริ่มพิธียกน้ำชาเถิด ข้ามีธุระต้องไปจัดการต่อ”

แม่บ้านใหญ่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบประคองถาดน้ำชาเข้ามาอย่างสำรวม ก่อนจะยื่นมาต่อหน้านายหญิง หลิงเยว่รับจอกชาแรกขึ้นมาด้วยท่าทางอ่อนช้อยสมกับเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ จากนั้นนางก็ก้าวเข้าไปหา หลี่เหวินซานที่นั่งทำหน้าเข้มอยู่บนเก้าอี้หลัก

ทว่าในจังหวะที่นางกำลังก้าวย่างไปนั้น สัมผัสพิเศษที่ติดตัวมาจากการฝึกหนักในยุคปัจจุบันก็ทำนางชะงักเท้า

‘กลิ่นนี้มัน...’

หลิงเยว่ก้มลงมองถ้วยชาพลางยกขึ้นมาสูดดมอย่างเสียมารยาท นำพาให้มีเสียงตำหนิดังขึ้นมาในทันที

“ไร้มารยาท ชาที่ต้องยกให้ผู้ใหญ่ ใครเขาใช้ให้ดมเช่นนี้” ฮูหยินรองมู่ ชี้พัดมาใส่หน้าสะใภ้ใหม่อย่างฉุนเฉียว

“ข้าได้กลิ่นรากบัวหิมะแดงในชา”

“แล้วอย่างไร นี่มันของดี ใคร ๆ ก็ดื่มกันทั้งนั้น” มู่ชินฟานยังคงเอ่ยด้วยเสียงเข้ม หมายใช้โอกาสนี้ตำหนิคุณหนูตระกูลใหญ่ ให้ต้องอับอายและเสื่อมเสียไปถึงบุพการีรวมถึงคนในวังด้วย

“ก็จริงเจ้าค่ะ ตามปกติใคร ๆ ก็ดื่มกัน ทว่าดื่มในขณะที่ภายในห้องจุดกำยานไม้จันทร์เขียว จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ฉับพลัน หากคนที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับเส้นเลือดก็อาจจะถึงตายได้ ฮูหยินรองมู่ไม่ทราบเรื่องนี้หรือเจ้าคะ” หลิงเยว่จ้องหน้าอีกฝ่าย

“ขะ… ข้าจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้เยี่ยงไร” มู่ชินฟานขยับพัดในมือรัวอีกหน ราวกับว่าในห้องนี้มันร้อนมากมายเสียอย่างนั้น

“หลิงเยว่ เจ้าแน่ใจหรือว่าที่พูดมามันจริง” จวินเหิง ขยับเข้ามายืนเคียงข้าง พลางมองถ้วยชาที่นางถือ

“ท่านพี่จะลองก็ได้นะเจ้าคะ ทว่าชาถ้วยนี้ข้าคงส่งให้ท่านพ่อดื่มไม่ได้ ข้าเคยได้ยินว่าท่านพ่อเคยล้มป่วยเพราะอาการปวดศีรษะ น่าจะเกิดจากเส้นเลือดไปกดทับกัน ฉะนั้นท่านจะดื่มชาในถ้วยนี้ไม่ได้เจ้าค่ะ” หลิงเยว่เอ่ยจบก็ส่งถ้วยชาคืนให้แม่บ้าน

“จะ… เจ้ารู้เรื่องที่ข้าป่วยด้วยหรือ” ใต้เท้าหลี่รีบเอ่ยถาม

“ทราบเจ้าค่ะ คนที่ต้องการให้ท่านดื่มชานี้ก็น่าจะทราบดีเช่นกัน ทว่าข้ามีข้อสงสัยอยู่สองอย่าง…” หลิงเยว่กล่าวทิ้งท้ายไว้ ก่อนจะหันไปมองผู้ที่กำลังถือพัดโบกไปมา แต่ตาคอยจับจ้องนาง

“เจ้ามีสิ่งใดในใจก็รีบพูดมา อย่ามัวแต่อ้ำอึ้ง” จวินเหิงเริ่มคะยั้นคะยอ เมื่อเห็นฮูหยินตนยังไม่ยอมกล่าวอันใด

“ใจเย็นเจ้าค่ะ ข้าแค่กำลังทำให้คนร้อนใจก็เท่านั้น”

“ร้อนใจ! ใครกันที่ร้อนใจ” มู่ชินฟานเอ่ยขัดขึ้นมา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel