บทย่อ
เกิดใหม่ในนิยายทั้งทีกลับได้รับบทเป็นนางเอกผู้ใสซื่อ หึ! นางเอกที่ต้องคอยทำดีเพื่อให้พระเอกหันมามองน่ะหรือ ฝันไปเถอะ! ไฉนเลยข้าจะต้องวิ่งตามบุรุษ
1. นิยายน้ำเน่า
ณ เมืองโจว เมืองหน้าด่านก่อนจะถึงเมืองหลวง ซึ่งเมืองนี้ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้นหากควบม้าเร็ว
ยามนี้เสียงประทัดแปดหมื่นนัดกำลังดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ราวกับจะประกาศให้สวรรค์และปฐพีได้ยินเสียงของงานมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจัดขึ้นในเมืองนี้
ขบวนรับเจ้าสาวที่เคลื่อนตรงมานั้นทอดยาวจนสุดสายตา สีแดงฉานของผ้าไหมและโคมไฟย้อมถนนจนดูคล้ายกับแม่น้ำสายโลหิตก็มิปาน เพราะนี่มิใช่เพียงการแต่งงาน ทว่ามันคือการประกาศศักดา และการรวมตัวกันของสองตระกูลใหญ่
นั่นคือหลี่และเสิ่น ตระกูลมหาอำนาจของราชสำนัก
และผู้พระราชทานสมรสนี้ให้พวกเขาก็คือ ฮองเฮาองค์ปัจจุบัน หรือบุตรสาวของมหาเสนาบดีฝ่ายขวา เสิ่นจี้หยาง
เหตุที่พระนางออกราชโองการก็เพราะต้องการอำนาจทางทหารของตระกูลหลี่มาไว้เกื้อหนุนโอรสที่เพิ่งเกิดมาของตน
โดยไม่แยแสเลยว่า น้องสาวต่างมารดาของตนจะปวดร้าวเพียงใด เมื่อต้องแต่งกับชายที่นางไม่ได้รักและไม่เคยเห็นหน้า
นางถึงขั้นยอมปลิดชีพกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย พวกเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยให้นางมีชีวิตอย่างที่ต้องการ เมื่อหายดีก็จับแต่งองค์ทรงเครื่อง แล้วส่งขึ้นเกี้ยวมาแต่งงานยังต่างเมืองอย่างที่เห็น
เมื่อถึงยามมงคล เกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหามที่ประดับประดาด้วยทองคำและหยกอย่างวิจิตรบรรจงก็เคลื่อนตัวออกมาอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางเสียงอวยพรเซ็งแซ่ของชาวบ้านที่มามุงดูวาสนาของคู่บ่าวสาวที่ใคร ๆ ต่างก็กล่าวขวัญว่าพวกเขาคือ
“กิ่งทองใบหยก” และ “คู่สวรรค์สร้าง”
ทว่า... ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงสดที่ปักลวดลายหงส์คู่พยัคฆ์นั้น กลับมีความเยือกเย็นยิ่งกว่าหิมะในฤดูหนาวซ่อนอยู่
เสิ่นหลิงเยว่ กำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ไม่ใช่เพราะความประหม่าขัดเขินของเจ้าสาวอย่างที่ควรจะเป็น ทว่ามันมาจากความอดทนที่กำลังจะหมดลงต่างหาก
‘ร้อนชะมัด... มงกุฎหงส์บ้านี่ก็หนักอย่างกับใส่หินถ่วงไว้’
นางพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด ดวงตากลมโตภายใต้ผ้าคลุมกลอกไปมาอย่างเบื่อหน่าย สำหรับนางแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นในยามนี้มันคือตลกร้ายชัด ๆ “เฮ้อ! อึดอัดชะมัด เมื่อไหร่จะถึงเนี่ย”
“คุณหนู อดทนหน่อยนะเจ้าคะ แล้วก็อย่าส่งเสียงด้วยเจ้าค่ะ” เสียงเตือนดังแว่วมาจากด้านล่างของเกี้ยว
“อดทนอะไร นี่ข้านั่งเกี้ยวมาครึ่งค่อนวันจนก้นแฉะไปหมดแล้วนะ จวนแม่ทัพอะไรนี่ยังไม่ถึงอีกเหรอ” คุณหนูเก้าตระกูลเสิ่นหาได้ฟังคำเตือนของสาวใช้ไม่ นางมีแต่บ่นเพิ่มมากกว่า
“คุณหนู อย่าเอ็ดไปสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวหมัวมัวก็ได้ยินหรอก”
เมื่อได้ยินนามของสตรีจอมเผด็จการ เสิ่นหลิงเยว่ก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาวจนได้ยินไปข้างนอก
‘เป็นนักฆ่าอยู่ดีดี กลับต้องมาเกิดใหม่เป็นนางเอกในนิยายน้ำเน่า ที่มีเมตตา ว่านอนสอนง่ายงั้นเหรอ หึ! ฉันยอมก็เพื่อจะได้จัดการกับคนที่กล้ามาบงการชีวิตฉันเท่านั้นแหละ คอยดูเถอะ แม่จะเอาให้นิยายเรื่องนี้พังไปเป็นแถบ ๆ เลย’ นางบ่นในใจ
พลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ถูกเพื่อนสนิทที่เป็นนักเขียนใช้ของแข็งทุบเข้าที่หัว เพียงเพราะนางกล่าววิจารณ์นิยายของอีกฝ่ายด้วยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาจนเกินไป
และหลังจากลืมตาตื่นขึ้นมา หลิงเยว่ก็พบว่าตนนั้นไม่ได้อยู่ในโลกใบเดิมอีกแล้ว ซ้ำร้ายนางยังมาอยู่ในร่างของคุณหนูเก้าตระกูลเสิ่น ผู้ที่แสนบอบบางราวกับเครื่องปั้นดินเคลือบ ซ้ำยังเป็นนางเอกผู้แสนดี ที่มักจะถูกนางร้ายรังแกอยู่เสมอ
ทว่าเกิดใหม่ได้แค่เดือนเดียว ร่างนี้ก็ถูกจับใส่พานถวายให้กับบุรุษที่ไม่เคยเห็นหน้า ค่าตัวของนางในฐานะสะใภ้จวนแม่ทัพนั้นมีมูลค่ามหาศาลนัก เรียกว่าเป็นเส้นทางก้าวสู่ความมั่นคงก็ว่าได้ ทว่าทั้งหมดทั้งมวนนี้หาได้มีไว้เพื่อเจ้าของร่างนี้ไม่
ที่กล่าวมา ล้วนแต่เป็นอำนาจของผู้อื่นทั้งนั้น
“ไร้สาระสิ้นดี” นางพึมพำแผ่วเบา “นี่มันไม่ใช่การแต่งงาน มันคือการควบรวมกิจการชัด ๆ และฉันก็เป็นแค่สินทรัพย์ในสัญญา ที่ต้องทนแบกรับเอาความมั่นคงของคนอื่นมาใส่บ่า มันน่าเอาระเบิดมาทิ้งบอมให้ตายทั้งตระกูลกันจริง ๆ” แม้จะถูกเตือนอยู่หลายครา ทว่าเสิ่นหลิงเยว่ผู้นี้หาได้ใส่ใจไม่ นางยังคงบ่นต่อไป
ในขณะเดียวกัน ที่หน้าขบวนเกี้ยวเจ้าสาว
บุรุษร่างสูงสง่าในชุดเจ้าบ่าวสีแดงเข้มปักดิ้นทองลายกิเลน ก็ยังคงควบม้าสีดำปลอดรูปร่างกำยำเดินนำต่อไป ทว่าใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักหยก กลับยังคงเรียบเฉยไร้ซึ่งความรู้สึก ราวกับเขากำลังขี่ม้าไปสนามรบ มิใช่ไปรับเจ้าสาว
เสียงโห่ร้องยินดีรอบข้างไม่ได้เข้าหูเขาแม้แต่น้อย ในห้วงความคิดของแม่ทัพหนุ่มมีเพียงภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มที่แสนบริสุทธิ์ของใครคนหนึ่งที่เขาเฝ้าคิดถึง นางผู้มีกลิ่นกายหอมอ่อน ๆ เหมือนดอกมะลิป่า มิใช่กลิ่นเครื่องหอมราคาแพงแต่ฉุนจมูก
เหมือนสตรีที่อยู่ในเกี้ยวทางด้านหลัง
“เสี่ยวเยียน ยามนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” เขาพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะกัดฟันแน่นจนแก้มขึ้นสันนูน เขาเกลียดตนเองที่ไร้ความสามารถ แม้จะมีอำนาจ แต่ก็ยังต้องยอมจำนนแต่งงานกับคุณหนูสูงศักดิ์ที่เขาไม่เคยคิดอยากชายตามอง
เพียงเพื่อรักษาเกียรติยศและสถานะของตระกูลตามคำสั่งบิดาที่เอ่ยถ้อยคำประกาศิตกับเขาว่า หากไม่ทำตาม สตรีที่เขาอยากใช้ชีวิตด้วย จะต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ
เขารู้ว่าบิดาทำจริงแน่ เหตุนี้หลี่จวินเหิงจึงต้องยอมทำตาม ทว่าหลังจากนี้มันก็ขึ้นอยู่กับเขาแล้วว่าจะเอาอย่างไร
หลังจากขบวนรับเจ้าสาวเดินทางมาถึงหน้าจวน จวินเหิงก็ลงจากหลังม้าด้วยท่วงท่าองอาจสมชายชาติทหาร
เขาเดินตรงไปยังเกี้ยวเจ้าสาวเพื่อทำตามธรรมเนียมที่ควรปฏิบัติ ปลายเท้าเตะประตูเกี้ยวเบา ๆ สามครั้งเป็นการเรียกขวัญ
ทันทีที่ม่านเกี้ยวถูกเปิดออก กลิ่นหอมฉุนของเครื่องประทินโฉมราคาแพงก็พุ่งเข้าใส่จมูกจนเขาต้องย่นคิ้วเล็กน้อยถึงอย่างนั้นแม่ทัพหนุ่มก็ยังต้องเก็บอาการไว้
จากนั้นแม่สื่อก็ประคองมือเจ้าสาวที่สวมแหวนหยกเนื้อดีส่งให้เขา อึดใจที่ปลายนิ้วสัมผัสกัน ทั้งสองต่างก็ชะงักไปชั่วครู่
ทว่าความรู้สึกที่พวกเขามีหาได้เกี่ยวกับความพึงใจไม่
หลี่จวินนั้นสัมผัสได้ถึงความเย็นชาจากมือนุ่มนิ่ม มันไม่ใช่ความเย็นจากอากาศ แต่เป็นความเย็นเยือกจากจิตใจ
ส่วนเสิ่นหลิงเยว่ นางกลับแสยะยิ้มมุมปากพลางนึก
‘พระเอกผู้มีใจรักมั่นต่อนางร้าย เพราะเชื่อว่านางคือสตรีที่ดี และคู่ควรจะเป็นมารดาของบุตรตน หึ! ช่างเป็นนิยายน้ำเน่าที่ไร้สมองจริง ๆ คอยดูเถอะ ฉันจะเล่นให้หนักเชียว’ นางนึกในใจ ก่อนจะเดินตามแรงชักนำของอีกฝ่ายที่ไม่ได้อ่อนโยนเลยสักนิด ราวกับเขาต้องการทำให้มันจบ ๆ ไปไวไวเสียอย่างนั้น
มือหยาบกร้านยังคงออกแรงดึงมากกว่าจะประคองนางเดินเหมือนเจ้าบ่าวทั่วไป เสิ่นหลิงเยว่ที่ไม่ได้ตั้งตัวถึงกับเซไปข้างหน้าเล็กน้อยตามแรงกระชาก ทว่าปลายเท้าเล็กภายใต้ชุดคลุมที่ยาวถึงพื้น กลับยังคงทรงตัวได้อย่างมั่นคง ซ้ำนางยังก้าวตามจังหวะการเดินที่ดุดันของเจ้าบ่าวได้อย่างไม่สะดุดสักนิด
หลี่จวินเหิงกระตุกหางคิ้วเล็กน้อยอย่างคนประหลาดใจ สตรีในห้องหอที่บอบบางราวกับกิ่งหลิว ซ้ำยังสวมมงกุฎหงส์และชุดเจ้าสาวที่หนักอึ้ง กลับก้าวเดินตามจังหวะเท้าของชายชาติทหารเช่นเขาได้โดยไม่ล้มลุกคลุกคลานกระนั้นหรือ

