5. เข้ากันได้ดี
แสงอรุณในเช้าวันใหม่เริ่มสาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่าง เข้ามากระทบใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงขมวดคิ้วแม้ในยามหลับใหล หลี่จวินเหิงลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง แผ่นหลังปวดร้าวเพราะความแข็งกระด้างของพื้นไม้ ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต็มตาคือความทรงจำเรื่อง งิ้วโรงใหญ่ ของเมื่อคืนที่ยังคงแจ่มชัด
เขารีบผุดลุกขึ้นนั่งแล้วหันไปมองบนเตียงกว้าง ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า ซ้ำผ้าห่มแพรต่วนยังถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย ช่างผิดวิสัยสตรีที่ไร้ซึ่งมารยาทอย่างเสิ่นหลิงเยว่นัก
ทว่าไม่กี่อึดใจต่อมา ประตูที่ปิดอยู่ก็ถูกเปิดออก พร้อมกับร่างอรชรในชุดลำลองสีเรียบทว่าดูคล่องแคล่วกำลังเดินเข้ามา
เช้านี้หลิงเยว่ไม่ได้อยู่ในชุดหรูหราเหมือนเมื่อวาน ใบหน้าก็ไม่ได้ผัดแป้งหนาเตอะทว่ามันกลับดูผุดผ่องสะอาดตาอย่างน่าประหลาด จนผู้ที่นั่งอยู่เผลอมองอย่างลืมตัว
“ตื่นแล้วไยไม่ลุก ท่านอยากให้คนของบิดามาเห็นหรือ”
หลิงเยว่เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยของความกระดากอาย “รีบลุกขึ้นมาจัดการตัวเองเสีย อีกประเดี๋ยวบ่าวไพร่คงจะยกน้ำล้างหน้าเข้ามา จะให้พวกนางเห็นว่าท่านนอนตรงนี้ไม่ได้นะ มิเช่นนั้นงิ้วที่ข้าเล่นเป็นได้เสียเปล่าแน่”
จวินเหิงได้ยินเช่นนั้นก็รีบขยับกายลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางระแวดระวัง “เจ้าออกไปไหนมาแต่เช้า” เขาถามเสียงเรียบ
“ข้าแค่ออกไปเดินชมสวน อยากรู้ว่าที่นี่มีประตูทางออกกี่บาน เผื่อวันไหนอยากออกไปเดินเล่นในเมืองจะได้ออกถูกทาง” นางเอ่ยกับเขาอย่างไม่ปิดบัง “อ้อ… แล้วข้าก็แวะไปที่ห้องครัวมาด้วยนะ ได้ยินบ่าวไพร่ซุบซิบกันสนุกปากเชียวล่ะเรื่องพละกำลังของท่านแม่ทัพเมื่อคืนนี้ ดูท่าแผนของข้าจะได้ผลเกินคาดเลยเชียวล่ะ” เอ่ยจบหลิงเยว่ก็ยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
ทว่าใบหน้าจวินเหิงกลับแดงก่ำด้วยความโกรธระคนอับอาย “หยุดพูดเรื่องไร้ยางอายนั่นเสียที แล้วนี่เจ้าจะทำอะไร”
เขามองดูหลิงเยว่ที่เดินเข้ามาใกล้ แล้วจู่ ๆ นางก็ใช้มีดเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อกรีดลงบนปลายนิ้วของตนเองโดยไม่กะพริบตา ก่อนจะปล่อยให้เลือดสีแดงสดหยดลงบนผ้าปูเตียงจนเกิดเป็นรอยวงกลมเปื้อนเปรอะ ซ้ำยังเอามือถูจนเป็นคราบ
“เจ้าทำบ้าอะไร!” จวินเหิงอุทานพลางคว้าข้อมือนางไว้
“สร้างหลักฐานอย่างไรเล่า” หลิงเยว่สะบัดมือออกอย่างรำคาญ “ถ้าผ้าผืนนี้ไม่มีรอยเลือด ท่านคิดว่าคนข้างนอกจะเชื่อหรือว่าข้ากับท่านสุขสมกัน ทหารเช่นท่านคงเก่งแต่เรื่องกลศึกสินะ ถึงไม่รู้เล่ห์เหลี่ยมของคนในรั้วในวัง อ่อนหัดจริงเชียว” นางปรามาสเขา ก่อนจะหันมาจัดคอเสื้อที่ยับยู่ยี่ของผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี ให้เข้าที่โดยที่จวินเหิงก็ยังยืนแข็งทื่อเป็นหิน
“ฟังนะหลี่จวินเหิง ต่อหน้าผู้อื่นเราคือสามีภรรยาที่รักใคร่กันจนแทบจะกลืนกิน ท่านต้องแสร้งทำเป็นเมตตาข้า ส่วนข้าจะแสร้งทำเป็นสตรีที่หลงคลั่งไคล้ในตัวท่านจนยอมทำทุกอย่าง ทว่าลับหลังผู้คน ระหว่างเราคือคนแปลกหน้าที่มีผลประโยชน์ร่วมกันท่านเข้าใจข้อตกลงนี้หรือไม่” นางจ้องตาเขา มือก็ยังกำชายคอเสื้ออีกฝ่ายไว้มั่น ราวกับว่า หากคำตอบไม่ตรงใจนางจะต่อยเขาทันที
แม่ทัพหนุ่มจ้องมองดวงตากลมอวดดีคู่นั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เขารู้สึกเสียหน้าสลับกับความนับถือในความเด็ดเดี่ยวที่ไม่เคยพานพบอย่างบอกไม่ถูก “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะให้คนจัดเรือนปีกตะวันตกให้เจ้าอยู่แยกต่างหากเพื่อความเป็นส่วนตัว”
“ดีมาก” หลิงเยว่พยักหน้าอย่างพอใจ “อ้อ... แล้วอย่าลืมสั่งคนของท่านให้เลิกสะกดรอยตามข้าด้วยล่ะ เพราะถ้าข้าเผลอลงมือ จัดการ คนของท่านจนพิการขึ้นมา จะหาว่าข้าไม่เตือน”
และยังไม่ทันที่จวินเหิงจะได้โต้ตอบอันใด เสียงของแม่บ้านใหญ่และเหล่าสาวใช้ก็ดังขึ้นที่หน้าห้อง “ท่านแม่ทัพ ฮูหยินน้อย ถึงยามตื่นแล้วเจ้าค่ะ พวกข้ายกน้ำล้างหน้ามาให้แล้ว”
ทันใดนั้น เสิ่นหลิงเยว่ก็เปลี่ยนสีหน้าและท่าทางในฉับพลัน นางทรุดกายลงนั่งข้างเตียง แสร้งทำท่าทางเอียงอายและเหนื่อยอ่อน มือบางจัดแต่งผมที่ยุ่งเหยิงให้ดูราวกับตนเพิ่งผ่านศึกหนักมา
“เข้ามาเถิด” นางเอ่ยเสียงพร่าแต่ก็ได้ยินชัดเจน
ส่วนจวินเหิงได้แต่ยืนมองภาพตรงหน้าด้วยอาการอ้าปากค้าง พลางนึกในใจ ‘สตรีนางนี้ ไยถึงมีหลายหน้านัก’
เมื่อบานประตูถูกเปิดออก เหล่าสาวใช้ต่างก็ก้าวเท้าเข้ามาด้วยกิริยาสำรวม ทว่าสายตาของพวกนางกลับลอบสำรวจคราบรอยเปื้อนบนเตียงและอาภรณ์ที่หลุดลุ่ยของทั้งสองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพากันอมยิ้มเมื่อเห็นรอยเลือดบนผ้าปูเตียง
หลิงเยว่ยังคงนั่งก้มหน้าทำทีเหนียมอายประหนึ่งเจ้าสาวผู้ขัดเขิน ในขณะที่สามีนั้นยังคงยืนนิ่งมึนงงทำอันใดไม่ถูก จนนางต้องแอบส่งสายตาดุเป็นเชิงเตือนสติให้เขารู้ตัว
หลังจากจัดการทำความสะอาดร่างกายอย่างง่าย ๆ และผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ที่ดูสง่างามสมฐานะเสร็จสิ้น หลิงเยว่ก็ขยับกายเข้ามาใกล้จวินเหิง พลางยื่นมือคล้องแขนแกร่งของเขาไว้
“ท่านพี่ ท่านต้องประคองข้าด้วยนะเจ้าคะ ยามนี้ข้า… ข้ารู้สึกเพลียเหลือเกินเจ้าค่ะ” นางจงใจเอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวานอย่างออดอ้อนต่อหน้าบ่าวไพร่ที่ยืนออกันอยู่หน้าห้อง
จวินเหิงได้ฟังคำนางก็ถึงกับขนลุกซู่ทั้งตัว ยามนี้เขารู้สึกเหมือนตนกำลังแบกงูพิษใส่บ่าซึ่งมันพร้อมจะฉกได้ทุกเมื่อ
ทว่าสุดท้ายแล้วเขาก็จำต้องฝืนยิ้มละไมประคองร่างอรชรนั้นก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังโถงหลักเพื่อทำพิธียกน้ำชา โดยมีสายตาของข้ารับใช้ทั่วทั้งจวนคอยมองอย่างชื่นชม
ณ โถงหลักของจวนแม่ทัพ บรรยากาศด้านในดูเคร่งขรึมและกดดันกว่าที่คิด เพราะผู้ที่นั่งรออยู่บนเก้าอี้หลักนั้นทำหน้านิ่ง เสียจนบุตรชายคนโตเริ่มรู้สึกอึดอัด เพราะเกรงความจะแตก
หลี่เหวินซานผู้มีแววตาดุดันราวกับพยัคฆ์ ยังคงนั่งนิ่งพลางทอดสายตามองร่างอรชรของสะใภ้ตนอย่างพินิจ ส่วนสตรีที่นั่งเคียงข้างเขาคือ ฮูหยินรองมู่ มารดาเลี้ยงของจวินเหิงที่เพิ่งถูกแต่งตั้งไม่นานมานี้ ทว่าท่าทางนางกลับดูหยิ่งยโส ราวกับตนเป็นฮองเฮาเสียอย่างนั้น หลิงเยว่เห็นแล้วก็อดชังขี้หน้าไม่ได้
เพราะในนิยาย แม่เลี้ยงนางนี้มีนิสัยขี้อิจฉา ชอบสร้างเรื่องให้พระเอกที่เป็นบุตรชายสายตรงของตระกูลเสมอ เนื่องจากนางอยากให้บุตรชายที่เกิดหลังจวินเหิงเพียงแค่หนึ่งเดือนได้ดีกว่า
แต่นับว่าเป็นโชคดีของหลิงเยว่ เพราะสองคนนี้เป็นเพียงตัวละครที่ไม่ค่อยได้อยู่ในหน้าหนังสือ และการมาของพวกเขาก็แค่เดินทางมาร่วมงานมงคลและพำนักอยู่ที่นี่เพียงชั่วคราวเท่านั้น
“คารวะท่านพ่อ คารวะฮูหยินรองมู่” จวินเหิงเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะหันมามองภรรยาตัวน้อยที่กำลังโค้งศีรษะลงอย่างนอบน้อม
‘มีมารยาทก็ทำเป็น ไยไม่ทำ’ เขาเผลอตำหนินางในใจ
ด้านหลิงเยว่แม้จะทำทีนอบน้อมทว่านางก็ยังลอบสังเกตท่าทีของคนทั้งคู่ จึงได้เห็นแววตาที่ฉายชัดของฮูหยินรองมู่ที่พยายามปกปิดความไม่พอใจไว้ภายใต้รอยยิ้มจอมปลอม
ส่วนหลี่เหวินซานนั้นกลับจ้องมองลูกสะใภ้เขม็งราวกับกำลังจับผิด ก็แน่ล่ะ… ก่อนหน้าเขาบังคับบุตรชายให้แต่งงานแทบตาย ทว่าคืนเข้าหอกลับดุเดือดเกินคาด ใครจะไม่สงสัยกันเล่า
“ได้ยินว่าเมื่อคืน... พวกเจ้าเข้ากันได้ดี” หลี่เหวินซานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงพลัง แฝงไปด้วยสายตาของการจับผิด
