4. มืออาชีพ
เขาทำท่าจะอ้าปากทักท้วงด้วยความรังเกียจ เมื่อร่างอรชรของเจ้าสาวขึ้นมานั่งคร่อมบนตัว ทว่ามือบางกลับเอื้อมมาปิดปากเขาไว้ แต่ยังพอให้เปล่งเสียงออกมาต่อว่าได้
“เจ้า! เจ้าคิดจะทำอะไร” เขาเค้นเสียงลอดไรฟันพลางเบือนหน้าหนีด้วยท่าทางขยะแขยงราวกับกำลังพบเจอสิ่งที่น่ารังเกียจ
“อยู่เฉย ๆ แล้วดูมืออาชีพเขาทำงาน” หลิงเยว่กระซิบเสียงต่ำ จากนั้นนางก็เริ่มใช้มืออีกข้างเขย่าเสาเตียงไม้แกะสลักอย่างแรงจนมันเกิดเสียง เอี๊ยดอ๊าด มั่นคงเป็นจังหวะเนิบช้าและเริ่มถี่กระชั้นขึ้นเรื่อย ๆ และตามมาด้วยเสียงครางชวนสยิว
“อ๊า... ท่านแม่ทัพ... อื้อ... เบาหน่อยเจ้าค่ะ อย่าฉีกอาภรณ์ข้าเช่นนั้น อื้อ… ท่านพี่ อ่อนโยนกับข้าด้วย”
เสียงหวานที่เคยเยือกเย็นบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงครางกระเส่าพร่าเลือนที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ใคร่ เพราะหลิงเยว่จงใจดัดเสียงให้สั่นระริก พลางส่งเสียงสูดลมหายใจเข้าลึก
ราวกับกำลังสุขสมอย่างยิ่งยวด จากนั้นนางก็ใช้กำปั้นกระทุ้งฟูกหนาให้เกิดเสียงกระทบกระทั่งที่ชวนให้คนด้านนอกจินตนาการไปไกล คิดว่าร่างกายของทั้งคู่กำลังบดเบียดเข้าหากัน
ทว่าคนใต้ร่างกลับเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า เขาจ้องมองสตรีที่อยู่เหนือร่างตนเองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากจะเชื่อ ใบหน้าของเขาแดงก่ำไปถึงใบหู มิใช่เพราะขัดเขินแต่เป็นเพราะความอับอายและรังเกียจในมารยาที่นางขุดมาใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติเกินไป
“หยุดเดี๋ยวนี้นะเสิ่นหลิงเยว่ เจ้ามันสตรีไร้ยางอายไม่รู้หรือว่ามันไม่ควร ไยถึงกล้าทำเรื่องเช่นนี้หา!” เขาพยายามผลักไสไหล่บางออกไปด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
ทว่าหลิงเยว่กลับกดน้ำหนักตัวลงไปเพิ่ม ซ้ำยังแสร้งทำเสียงครางยาวที่ชวนให้ใจสั่นสะท้านยิ่งกว่าเดิม
“อ๊างงง... ท่านพี่... ข้า... ข้าไม่ไหวแล้ว”
“เจ้ามันไร้ยางอาย หน้าหนา ข้าไม่เคยพบเห็นผู้ใด ทำตัวน่ารังเกียจเช่นเจ้ามาก่อนเลย ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นถึงบุตรสาวของเสนาขวาของราชสำนัก” จวินเหิงก่นด่านางอย่างไม่ไว้หน้า
ทว่าคนบนตัวกลับยิ่งส่งเสียงครางลั่นห้อง “อ๊ายย… ท่านพี่ แรงอีกเจ้าค่ะ อ๊าา…ข้าจะมาแล้ว อูวว…ท่านพี่”
จากนั้นนางก็โน้มหน้าลงมาถลึงตาใส่สามีตัวดีที่กำลังทำตัวเป็นภาระให้นางต้องทำงานคนเดียว พลางกระซิบด่าเสียงเบาทว่าหนักแน่นนัก “นี่ท่าน! ถ้าจะเอาแต่ทำหน้าขยะแขยงเหมือนคนท้องผูกเช่นนี้ก็หุบปากไปเสีย ไม่ช่วยแล้วยังจะมาทำเสียเรื่องอีก ถ้าคนข้างนอกมันดูออกว่าเราเล่นงิ้ว แม่นางเสี่ยวเยียนของท่านนั่นแหละที่จะเป็นศพแรก อยากให้มันสมจริงก็ช่วยส่งเสียงหอบหายใจออกมาบ้างสิ ไม่ใช่นอนแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ตายซากเช่นนี้”
คำตำหนิของนางทำเอาแม่ทัพผู้น่าเกรงขามถึงกับน้ำท่วมปาก ไม่อาจกล่าวตอบอันใดได้ สุดท้ายเขาจึงต้องนอนนิ่งปล่อยให้สตรีร้ายกาจตรงหน้าใช้ร่างของเขาเป็นฉากประกอบการแสดง
เพื่อตบตาคนของฮองเฮาและบิดาตามที่นางว่า คนที่เขาห่วงหาจะได้ปลอดภัย ไม่ตกอยู่ในอันตรายไปอีกระยะ
หลี่จวินเหิงจำต้องกล้ำกลืนฝืนทนอย่างถึงที่สุด เพื่อให้แผนการนี้ลุล่วงไปด้วยดี จากนั้นเขาก็หลับตาลงแน่นจะได้ไม่ต้องเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังเสแสร้งแกล้งทำกิริยาชวนกำหนัด ทว่าเสียงครางกระเส่าที่ดังอยู่ข้างหูและการสั่นไหวของเตียงนอนกลับยิ่งเร่งเร้าให้บรรยากาศในห้องหอทวีความรุ่มร้อนจนเขาใจสั่น
เมื่อเห็นว่าสามีผู้ถือดีเริ่มให้ความร่วมมือด้วยการนอนนิ่งไม่ผลักไสนางทิ้ง หลิงเยว่ก็ยิ่งได้ใจ เปล่งเสียงครางออกมาอีก
“อ๊า! ท่านพี่... แรงของท่านช่าง... อื้อ... ข้าแทบขาดใจแล้ว”จากนั้นนางก็โน้มลงไปกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นเย็นชา “หายใจแรง ๆ สิ แล้วก็ครางเครือในลำคอด้วย ให้พวกมันคิดว่าท่านกำลังคลั่งไคล้ในตัวข้าจนโงหัวไม่ขึ้น เร็ว! ทำเดี๋ยวนี้”
จวินเหิงกัดฟันจนกรามปูดโปนด้วยความโมโหอย่างหนัก แต่เมื่อนึกถึงความปลอดภัยของเสี่ยวเยียน เขาก็จำต้องฝืนทำเสียงหอบหายใจหนัก ๆ ตามที่นางสั่ง มือหนาที่เคยทิ้งไว้ข้างลำตัวก็ยกขึ้นมากำฟูกนอนจนแน่น ก่อนจะเปล่งเสียง “อ๊าา...” ออกมาหนัก ๆ ราวกับคนที่อัดอั้นกับบางสิ่งมานาน
นำพาให้คนด้านนอกต่างก็ตีความไปว่า บ่าวสาวกำลังสุขสมกับกามารมณ์ที่กำลังเดือดพล่านจนพวกเขาเริ่มทนฟังไม่ไหว
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อที่หลิงเยว่ต้องออกแรงทั้งขย่มเตียงและใช้เสียงจนลำคอเริ่มแห้งผาก ความเคลื่อนไหวภายนอกก็เริ่มเบาบางลง และในที่สุดเงาดำที่แฝงตัวอยู่ตามมุมเรือนก็หายไป
ร่างอรชรที่ทำหน้าที่หลายอย่างจึงได้หยุดการกระทำ ก่อนจะลุกขึ้นยืนคร่อมบนตัวอีกฝ่ายพลางมองด้วยสายตาหยันอยู่ในที จากนั้นนางก็ก้าวข้ามร่างแกร่งของคนใต้ร่างที่ยังนอนแน่นิ่ง ลงมาด้านล่างแล้วเดินไปรินชาดื่ม “ไปซะที พวกบ้านี่กัดไม่ปล่อยจริง ๆ” นางพึมพำพลางรินชาดื่มโดยไม่ยอมจัดแจงอาภรณ์บนตัวเลย
จวินเหิงรีบผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว เขารีบจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่เพราะฝีมือของสตรีที่ตนเพิ่งแต่งเข้ามาด้วยท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์ ใบหน้าที่เคยแดงก่ำบัดนี้กลับมาซีดเผือดและเย็นชาดุจน้ำแข็ง สายตาที่เขามองหลิงเยว่ยังเต็มไปด้วยความดูแคลน
“เจ้า... เจ้ามันปีศาจชัด ๆ” เขาเค้นเสียงเอ่ยพลางลุกขึ้นยืนห่างจากเตียงให้มากที่สุด “การกระทำของเจ้าในวันนี้ ข้าจะถือว่ามันเป็นเพียงละครบทหนึ่ง แต่อย่าได้คิดว่าสิ่งนี้จะทำให้ข้าพิศวาสเจ้าขึ้นมาได้ แม้แต่เศษเสี้ยวของใจข้า เจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้ครอง”
หลิงเยว่ที่กำลังจิบชาเพื่อคลายความเจ็บคอ ถึงกับพ่นน้ำชาในปากออกมาในทันที ก่อนจะรีบเช็ดปากตนอย่างลวก ๆ แล้วหันมาเอ่ยกับเขาว่า “นี่ท่านแม่ทัพ อย่าหลงตัวเองนักเลย”
นางวางถ้วยชาลงดังปัง “ที่ข้าทำไปก็เพื่อรักษาชีวิตตนเอง หาได้มีใจพิศวาสในตัวท่านไม่ อีกอย่างท่านควรต้องขอบคุณข้ามันถึงจะถูก ข้าสละหน้าตนเอง ทำตัวเป็นหญิงมากราคะ ส่งเสียงลั่นห้องอย่างน่าอาย เพื่อช่วยไม่ให้สตรีอันเป็นที่รักของท่าน ถูกเพ่งเล็ง นี่หรือคือค่าตอบแทนของชายชาติทหารเช่นท่าน ข้าว่าท่านต่างหากที่ไร้ยางอายและน่ารังเกียจ เป็นถึงแม่ทัพรักษาดินแดน ไฉนไม่รู้จักหัดใช้สมองอันชาญฉลาดในเชิงรบของท่านคิดดูบ้าง” ก่นด่าอีกฝ่ายแล้ว หลิงเยว่ก็หันมารินชาดื่มต่ออย่างไม่ไยดี
ปล่อยให้บุรุษผู้ทระนงตนถึงกับยืนชะงักงันทำอันใดไม่ถูก ท่าทางอวดดีของเขาดูลดลงเล็กน้อยเมื่อเจอเหตุผลที่เถียงไม่ออก
หลิงเยว่เห็นเขายืนนิ่ง นางก็ลุกขึ้นมาพลางเอ่ยอีกว่า
“คืนนี้ท่านก็นอนที่นี่แหละ แต่นอนที่พื้นโน่นนะ” หลิงเยว่ชี้นิ้วไปที่พรมหน้าเตียงอย่างไม่เกรงใจ “หากคืนนี้ท่านไม่นอนค้างข้าเกรงว่างิ้วที่เล่นมาอาจจะไม่ได้ผล ฉะนั้นเราต้องมีแผนสำรอง”
เอ่ยจบนางก็เดินมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้าง ก่อนจะหันหลังให้เขาอย่างไม่ไยดี ราวกับที่นี่คือจวนของนางเสียอย่างนั้น
ทว่าหลี่จวินเหิงกลับยืนเค้งอยู่กลางห้องหอด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนที่อยากจะอธิบาย เขาทั้งโกรธ ทั้งอาย และทั้งประหลาดใจกับท่าทางที่ไม่ยี่หระอันใดของนาง ซึ่งต่างจากสตรีทั่วไปมากโข
นางเป็นใคร? ใช่คุณหนูเก้าตระกูลเสิ่นจริงหรือ
เหตุใดกิริยาถึงได้หยาบคายเพียงนี้
เขาเฝ้าถามตนเองอยู่เนิ่นนาน ทว่าต่อมาเขาก็สลัดเรื่องวุ่นวายเหล่านี้ทิ้งไป ก่อนจะเดินไปหยิบหมอนบนเตียงที่ว่างอยู่มาทิ้งลงพื้น พร้อมกับดึงผ้าห่มที่พับไว้ปลายเตียงลงมาปู จากนั้นก็เอนตัวลงนอนอย่างว่าง่าย เพราะค่ำคืนนี้เขายังต้องเล่นงิ้วต่อไป เพื่อให้บทละครงิ้วที่สร้างขึ้นมามันสมจริงอย่างที่สุด
“เสี่ยวเยียน รอข้าก่อนนะ”
