Chapter 9 เดทแรกในชีวิต
Chapter 9
เดทแรกในชีวิต
“อะไรกันยัยมินนี่ ทำไมวันนี้สวยเชียว”
ปลาดาวทักขึ้น ตอนนี้เรานั่งกันอยู่ที่ห้องสมุดกลางของมหาวิทยาลัย มาหาข้อมูลทำงานส่งอาจารย์กันน่ะ
“สวยเหรอ? ฉันฝึกแต่งหน้าตามวาวาเมื่อคืน”
ฉันเข้าช่องคลิปวิดีโอสั้นของวาวาแล้วลองแต่งตามดู ยัยวาวารูมเมทเก่าเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ เป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดัง ฉันติดตามอยู่นานแต่ก็ไม่เคยลองแต่งตัวตามเพื่อนเลย
“แล้วจะต้องแต่งตัวสวยไปไหนกัน?”
ติณถามพร้อมกับยกมือเท้าคางแล้วยกนิ้วขึ้นมาจิ้มเข้าที่แก้มของฉันที่ปัดด้วยบลัชออนสีชมพูนมบางเบาซึ่งสมัยนี้กำลังเป็นที่นิยม
“ก็นะ...แกชอบว่าฉันดีนักนี่ติณ”
ฉันยิ้มเยาะพลางยักคิ้วให้เพื่อน ติณขมวดคิ้วงง
“ทำไมล่ะ? เกิดอะไรขึ้น?” มันถาม
“ฉันชวนพี่เวกัสไปเดทด้วยกันเย็นนี้จ้ะ หลังเลิกเรียน”
ฉันพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง ใบหน้าที่แต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางในตอนนี้ยังคงใส่แว่น ผมที่ปกติมักจะรวบหางม้าก็ปล่อยตรงลงมา ยัยพิ้งค์รูมเมทช่วยหนีบผมให้ในวันนี้ ชุดนักศึกษาฉันก็ยืมกระโปรงของรูมเมทมาใส่ด้วยล่ะวันนี้ สั้นกว่าเดิมนิดหน่อย
เสื้อตัวโคร่งยังคงติดกระดุมไปถึงเม็ดบน แต่สวมกับกระโปรงพลีทที่ยาวประมาณเท่าเข่า ก็ดีกว่าเสมอตาตุ่มขึ้นมานิดนึง แต่ก็ไม่ได้ดูเซ็กซี่อะไร
“ว๊าย อะไรยังไงจ๊ะเนี่ย แค่ลูกบาสอัดหน้าวันเดียว พี่เวกัสมองแกสวยขึ้นจนต้องขอเดทเลยรึไงเนี่ย”
ปลาดาวพูดอย่างตื่นเต้นทำตาวับวาวใส่ฉัน
“บ้า ฉันนี่แหละเป็นคนขอพี่เขาออกเดท” ว่าพร้อมยิ้มเอียงอาย
“เฮ้ย แล้วเขาก็ยอมง่ายเนี่ยนะ แบบนี้แปลว่ามีใจ มีใจชัวร์ๆ!”
ปลาดาวตบมือเข้าหากันฟันธง ส่วนติณก็มองหน้าฉันอย่างไม่สบอารมณ์
“คงตอบรับไปตามมารยาทปฏิเสธไม่ได้อ่ะดิ ไม่ต้องไปหรอกน่ามินนี่”
“แล้วแกทำไมชอบขัดฉันอยู่เรื่อยเลยฮะติน คนจะมีความรัก”
ฉันพูดพร้อมกับขยับแว่น ไม่รู้ว่าทำไมไอ้เจ้าเพื่อนชายคนสนิทมันชอบขัดขากันดีนัก
ได้เดทกับพี่เวกัสที่เป็นถึงตัวท็อปของมหาวิทยาลัยก็ย่อมต้องมีคนอิจฉาอยู่แล้ว ไม่เห็นจะเป็นข้อเสียตรงไหนเลยสำหรับฉัน มีแต่ได้กับได้
“ก็แค่...ไม่รู้อ่ะ จะไปเดทที่ไหน?” ติณเปลี่ยนเรื่อง
“อืมม...ร้านชาบูหน้ามอนี่แหละ ง่ายๆ”
“โอ้ยแก ทำไมไม่ไปดูหนงดูหนัง ไปทำไมร้านชาบู อุตส่าห์ได้เดทกับคนหล่อก็ต้องโรงหนังสิ เผื่อจับมงจับมือ” ปลาดาวทำหน้าเพ้อฝัน
“พอเลยปลาดาว ช่างจินตนาการซะเหลือเกิน เดทแรกจะจับมือได้ยังไง!” ติณดุ
“อ้าว ก็เดทอ่าแก อีกหน่อยถ้าถูกใจก็ต้องคบกันเป็นแฟน” ปลาดาวสวนขึ้นมา
“แฟนอะไรล่ะ ไร้สาระ เพ้อว่ะพวกผู้หญิง” ติณพูดพร้อมกับทำท่าทางไม่สนใจ
ฉันจิ๊ปากทำท่าไม่สนใจมัน พอตกเย็นฉันนัดกับพี่เวกัสเอาไว้ที่ใต้ตึกคณะสังคมศาสตร์ เขาบอกว่าจะขับรถมารับที่นี่และให้ฉันเอาจักรยานจอดไว้ที่คณะ
รถคันหรูสีดำขลับจอดอยู่ด้านหน้า ฉันยื่นมือไปเปิดประตูแล้วเข้าไปนั่งพร้อมกับยิ้มให้เขา
“สวัสดีค่ะพี่เวกัส”
เขาจ้องหน้าฉันแล้วนิ่งไปนิดนึงก่อนจะพูดขึ้นมา
“วันนี้แต่งหน้าสวยดีนะ”
ฉันรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวยกมือขึ้นมาจับเข้าที่ใบหน้าของตัวเอง
“จ จริงเหรอคะ...วันนี้หนูลองแต่งหน้าดู”
“ดีแล้ว แต่งหน้าแบบนี้ก็สดใสดี”
ปกติพี่กัสปากร้ายจะตาย ตอนนี้เขาพูดดีกับฉันจังเลย ฮือ สงสัยจะต้องแต่งหน้าบ่อยๆ แล้วสิ...เขินจัง
ท้ายสุดแล้วพี่เวกัสก็ขับรถมาจอดอยู่ที่ร้านชาบู
เรานั่งกินด้วยกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันกินข้าวกับผู้ชายที่ไม่ใช่เพื่อน แถมยังเป็นรุ่นพี่ที่หน้าตาดีมาก เกินเอื้อมฉันไปไกลเลยล่ะ
“พี่เวกัสทานอันนี้ได้ไหมคะ ฟองเต้าหู้อร่อยมากเลยนะ”
ฉันตักฟองเต้าหู้ให้กับพี่กัส เขาทำหน้านิ่งก่อนจะคลี่ยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“ขอบใจนะมินนี่”
ขอบใจงั้นเหรอ ไม่รู้ว่าฉันคิดมากไปหรือเปล่า แต่รู้สึกคำว่าขอบใจของพี่เวกัสมันมีความหมายแฝงมากกว่าเรื่องฟองเต้าหู้
เอาน่า คงไม่มีอะไรหรอก ฉันคงจะคิดมากไปเอง
กินชาบูเสร็จแล้วก็ไปต่อกันที่โรงหนังเพราะพี่กัสบอกว่าจะพาฉันไปดูหนัง
หนังที่ฉันเลือกเป็นหนังรักโรแมนติกหวานแหวว เรานั่งใกล้กัน ใจฉันเต้นสั่นระรัวเลยล่ะ
ตึกตัก ตึกตัก อ่า ได้ยินเสียงหัวใจฉันเต้นมั้ยคะทุกคน?
“หึ เป็นอะไรทำไมเกร็งเชียว”
พี่เวกัสก้มหน้ากระซิบถามใกล้หู ฉันนี่ขนลุกเกลียวไปหมด
“ไม่ได้เกร็งสักหน่อย” เถียงออกไปทั้งที่ตัวเองนั่งแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ หนังรักโรแมนติกยังคงฉายต่อไป
เขาไม่รอช้าเลื่อนมือมาจับที่มือฉัน ฉันสะดุ้งโหยงสุดตัวแล้วหันขวับไปมองหน้าพี่เขา
“มาเดทอยู่นะ อย่าเกร็งสิ”
“อ่า ค่ะ ม ไม่ได้เกร็งสักหน่อย” ฉันเถียงดื้อๆ แต่ก็พยายามผ่อนคลายลง แม้ภายในกายจะร้อนรุ่ม หน้าร้อนผ่าว เหมือนกับว่าร่างกายเล็กนี้มันสั่นสะท้าน
ท้ายที่สุดแล้วมือเราสองคนก็ประสานกันโดยที่นั่งดูหนังไปด้วย ความอบอุ่นจากอุณหภูมิร่างกายของพี่เวกัสแผ่ซ่านออกมา มือสากหนาของหนุ่มวิศวะเครื่องกลที่ทำโปรเจกต์อย่างหนักในช่วงใกล้เรียนจบ มันทำให้ร่างกายฉันอยู่ไม่สุข รู้สึกอยากจะหายใจหอบถี่ อาจจะด้วยความเหนื่อย ความลุ้นหรือความเขิน? ฉันไม่มั่นใจเลยว่าเป็นที่ข้อไหน แต่ก็แอบอมยิ้มอยู่กับตัวเองเบาๆ
นี่เป็นครั้งแรกในวัยยี่สิบปีเลยที่ได้จับมือกับผู้ชาย และไม่ใช่ผู้ชายที่เป็นเพื่อนด้วยนะ เป็นผู้ชายที่เป็นรุ่นพี่และดูทีท่าว่าเราอาจจะพัฒนาความสัมพันธ์กันต่อไปได้
ตลอดระยะเวลาการดูหนัง พี่เวกัสจับมือฉันไว้โดยตลอด ฉันเหลือบมองดูหน้าพี่เขาเป็นระยะ...หล่อจัง คนอะไรหล่อชะมัดเลย
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ไอ้เจ้าหัวใจไม่รักดีมันก็เต้นระรัวอยู่ได้ บ้าจริงเชียว!
จับมือกันอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งหนังจบ ฉันเดินออกมาที่บริเวณลานจอดรถกับพี่เวกัส ตอนนี้เราไม่ได้จับมือกันแล้วแต่ฉันก็ยังเขินอยู่
“ขอบคุณมากเลยนะคะพี่กัสสำหรับวันนี้”
“อืม... เที่ยวกับเธอสนุกมากเลย ไว้มาด้วยกันอีกนะ”
ฉันกำลังอมยิ้มกริ่ม แต่แล้วรอยยิ้มก็ฉับพลันหายโดยไวเมื่อจู่ๆ ก็มีชายวัยกลางคนพุ่งมาทางเราที่ลานจอดรถ
พลั่ก!!
“ว้าย!” ฉันตกใจเมื่อพี่กัสล้มลงไปนั่งที่พื้น ชายวัยกลางคนคนนั้นผลักพี่เวกัส ฉันรีบก้มลงเข้าไปช่วยประคองเขาในทันที
“คุณลุงเป็นใครคะเนี่ย จู่ๆ มาทำร้ายร่างกายกันอย่างนี้ได้ไง!?”
ฉันประคองพี่เวกัสให้ลุกขึ้นแล้วหันไปมองผู้ชายคนนั้นตาเขียว มีที่ไหนมาทำร้ายกันกลางลานจอดรถในห้างแบบนี้
“ไอ้เวกัส!!”
ลุงคนนี้ไม่สนใจฉันสักนิด กลับเรียกชื่อของพี่เวกัสแล้วยกมือขึ้นชี้หน้า จะว่าไป...ลุงคนนี้แกหน้าคุ้นๆ เหมือนฉันเคยเห็นที่ไหน
เขาเป็นคนรู้จักกับพี่กัสอย่างนั้นเหรอ?
“มีอะไร”
พี่เวกัสถามกลับไปด้วยใบหน้ายียวน
“นี่แกเสียงแข็งใส่ฉันเหรอ”
ผู้ชายคนนั้นยังชี้หน้าด่าพี่เวกัสไม่เลิก บรรยากาศลานจอดรถเต็มไปด้วยความกดดัน แต่โชคดีที่คนไม่เยอะเพราะเราจอดกันที่มุมอับ
ช่างน่าอึดอัดซะเหลือ พี่เวกัสเสื้อยับยู่ยี่จากการถูกผลักจนล้ม เศษฝุ่นเปื้อนจนดูหมอง ส่วนฉันยืนสั่นกลัวอยู่ด้านหลังเขา กลัวนะไม่ใช่ไม่กลัว แต่ก็พยายามทำใจดีสู้เสือช่วยประคองพี่เวกัสลุกขึ้นจนได้
ชายวัยกลางคนสวมชุดสูทสีดำ ผิวขาว ใบหน้าที่แม้จะมีอายุแต่ก็รับรู้ได้เลยว่าสมัยหนุ่มต้องดูดีและสมาร์ทมาก อกกำยำผายผึ่ง เส้นผมคบกริบสีน้ำตาล รอยย่นตามอายุไม่ได้ทำให้เขาดูแก่เลย...หน้าคล้ายพี่เวกัสมาก
“แล้วจู่ๆ พ่อมาต่อยผมกลางห้างแบบนี้มันถูกเหรอวะ?”
น้ำเสียงของพี่เวกัสแสดงถึงความโมโหที่สุดจะทนเหมือนกัน เขาปัดเศษฝุ่นออกจากกางเกงยีนส์ของตัวเอง มือที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อความเป็นชายสวมนาฬิกาเรือนหลักล้านสีดำ เขายกมันขึ้นเสยผมสีน้ำตาลอ่อนนั่น
“อ๋อ เดี๋ยวนี้กล้าเถียงฉันเรอะ! ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าให้ไปตีสนิทลูกสาวท่านรัฐมนตรี นี่มัวมาทำอะไรอยู่!”
นี่คือพ่อของพี่เวกัสอย่างนั้นเหรอ... ทำไมดูดุร้ายจังเลยนะ ไม่สมกับความภูมิฐานและหน้าตาหล่อเหลานั่นเอาซะเลย หล่อซะเปล่าแต่ใจร้าย โหดร้ายที่สุด!
“อยากสนิทก็ไปคุยเองดิ” พี่เวกัสตอบยียวน ทำเอาฉันตกใจสะดุ้งอยู่เหมือนกันนะ ไม่คิดว่าเขาจะตอบกลับพ่อตัวเองแบบนั้น
“ไอ้เวกัส!!”
“จำไว้นะ ต่อจากนี้ผมจะไม่ทำตามคำสั่งพ่ออีกแล้ว!”
“อะไรนะ! ไอ้ลูกเวร ฉันส่งแกเรียน พาเข้าสังคมเพื่อจะให้ไปเจอกับคนดีๆ คอนเน็คชั่นดีๆ นี่เอาตัวลงมาเกลือกกลั้ว...กับอะไรก็ไม่รู้”
ไอ้ประโยคหลังที่บอกว่ากับอะไรก็ไม่รู้คุณลุงไล่สายตามามองฉันอย่างเหยียดหยาม เขามองขึ้นลงหัวจรดเท้า
“โทษทีนะคะคุณพ่อพี่กัส ที่หนูทำให้คุณพ่อไม่สบายใจ”
ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รู้สึกไม่พอใจที่ถูกกล่าวถึงในลักษณะนี้ แต่เขาคือพ่อของพี่เวกัสนี่ ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ
“กลับบ้านกับฉันไอ้กัส ส่วนเธอมาทางไหนก็ไปทางนั้น” พ่อพี่เวกัสเดินเข้ามายกมือขึ้นชี้นิ้วใส่หน้าฉัน ฉันยืนเหวอเป็นไก่ตาแตก
เกิดมาพึ่งเคยเจอผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่หยาบคายได้มากถึงขนาดนี้ งับนิ้วให้ขาดเลยดีมั้ยนี่! ฮึ่ย!
“พ่อไม่มีสิทธิ์สั่งผม”
“ไอ้เวกัส เดี๋ยวนี้หัดดื้อเหรอ”
“ใช่ แล้วก็เลิกยัดเยียดความเป็นตัวเองให้ผมได้แล้ว!”
พี่กัสตะโกนใส่หน้าพ่อตัวเอง ส่วนฉันได้แต่ยืนตัวลีบ เหมือนตัวเองกำลังอยู่ตรงกลางระหว่างสงครามที่กำลังถูกเครื่องบินทิ้งระเบิด นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของเขานะ ฉันพาตัวเองถลำลึกลงมาเกินหรือเปล่า
“ไปมินนี่” พี่กัสจับมือของฉันเอาไว้แน่นแล้วเปิดประตูผลักฉันให้เข้าไปในเบาะข้างคนขับส่วนตัวเองก็เดินวนไปที่เบาะคนขับ
โถ่น่ารักจัง สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานยังเป็นสุภาพบุรุษช่วยเปิดประตูรถให้สุภาพสตรีสวยๆ อย่างฉันนั่งอีก
“พี่เวกัส...พ่อพี่ดูจะโกรธมากนะคะ”
ฉันนึกออกแล้ว! คุ้นหน้าพ่อพี่เวกัสเพราะเคยเห็นเขาในข่าวการเมืองบ่อยๆ
ฉันเหลือบไปมองหน้าผู้ชายคนนั้นที่ยืนอยู่ด้านนอก มือแกร่งกำหมัดแน่นอย่างแค้นเคือง เขาดูน่ากลัวมากเลยล่ะ หากมีนักข่าวมาแอบถ่ายภาพไปลงได้คงเสื่อมเสียชื่อเสียงกันยาวๆ ยิ่งพักหลังมานี้ชื่อเสียงของอดีตรัฐมนตรีคนนี้ยิ่งอื้อฉาวในวงสังคมอยู่ด้วย
ฉันก็ไม่ได้รู้เรื่องครอบครัวของพี่เวกัสหรอกนะ แต่ฉันเป็นเด็กคณะสังคมศาสตร์ เรื่องข่าวการเมืองจึงมีติดตามอยู่บ้างไม่ใช่ขาดความรู้ไปซะทีเดียวเลย จึงไม่แปลกที่ฉันจะรู้จักท่านอดีตรัฐมนตรีคนนี้ แต่เขาไม่รู้จักฉันหรอก... ฉันรู้จักเขาจากข่าวและสื่อการเรียนเฉยๆ น่ะ
“ไอ้เวกัส ถ้าแกขับออกไปจากตรงนี้ไม่ยอมทำตามคำสั่งฉันต่อจากนี้ฉันกับแกไม่ใช่พ่อลูกกัน!”
บรื้นนน~ มีหรือพี่เวกัสจะฟัง เหยียบคันเร่งมิดลำแล้วกระชากเครื่องออกตัวอย่างแรง
“ไอ้ลูกเวร!!”
พ่อพี่กัสยังคงตะโกนก่นด่า ส่วนฉันได้แต่หลับตาพริ้ม...มันดูน่ากลัว ดูเป็นความรุนแรงในครอบครัวที่ฉันเองก็ไม่เคยสัมผัส
นี่หรือเปล่านะ
สาเหตุของ...
“พี่เวกัสคะ..” ฉันเรียกชื่อเขาท่ามกลางความเงียบ เครื่องปรับอากาศภายในรถคันหรูยังคงทำงานอย่างหนัก อากาศที่แสนจะเยือกเย็นและความเงียบที่เกิดขึ้นมาสักพักทำให้ดูน่าอึดอัด
“ว่าไง?”
“รอยซ้ำที่หน้าพี่... ฝีมือพ่อพี่ใช่ไหมคะ?”
