Chapter 10 เอแคลร์นำโชค
Chapter 10
เอแคลร์นำโชค
ตอนนี้ถ้าฉันบอกไปว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ทุกคนจะอึ้งไหมนะ
ฉันนั่งอยู่บนโซฟาภายในคอนโดวีไอพีของพี่เวกัส
“รอยช้ำที่หน้าพี่...ฝีมือพ่อพี่ใช่ไหมคะ”
“อืม...มันเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด”
ฉันหันไปมองหน้าเขาที่กำลังขับรถด้วยความรู้สึกสงสารอย่างจับใจ ใครจะไปคิดว่าเวกัสจอมมารร้ายเบื้องลึกเบื้องหลังจะมีเรื่องราวที่แสนจะทุกข์ทรมานและไม่น่าจดจำขนาดนี้
ฉันยื่นมืออันสั่นเทาไปจับเข้าที่ข้างแก้มสากซึ่งมีรอยช้ำน้อยๆ
“พี่รู้ไหม... พี่หล่อมากนะ”
“หืม” เขาอุทานในลำคอ เอียงหน้ามามองฉันด้วยความงง คงสงสัยว่าฉันจะพูดอะไร
“หน้าหล่อๆของพี่...ไม่เหมาะกับการมีรอยช้ำหรอกนะคะ”
ฉันพูดพร้อมกับยิ้มบางเบา
รู้สึกเลยว่าบรรยากาศภายในรถเงียบไปชั่วขณะ พี่เวกัสขับรถมาเรื่อยๆ ตีไฟเลี้ยวเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนแอชตันเจเคของเราที่อยู่ชานเมือง
“มินนี่...”
“คะ?” ฉันเอียงคอสงสัย
“คืนนี้... ไปห้องฉันนะ”
และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ที่โซฟาบนห้องของพี่เวกัส ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางตอนนี้รู้สึกว่ามันแดงกว่าเดิมซะอีก
อายจัง... ฉันอยู่ในห้องสองต่อสองกับผู้ชายเหรอเนี่ย
“กินนี่สิ”
เขาหยิบป๊อบคอร์นมาส่งให้กับฉันพร้อมกับรีโมททีวีที่เปิดเข้าแอพดูหนัง มือหนาเลื่อนไปเรื่อยๆเพื่อจะเปิดหนังสักเรื่องให้ฉันดู แต่ฉันจับมือพี่เขาเอาไว้ให้นั่งลงข้างกัน ฉันแย่งรีโมททีวีแล้วเอาไปวางไว้ข้างตัว
มือเรียวเล็กยกขึ้นจับเข้าที่ข้างแก้มที่มีรอยช้ำนั้น เราสองคนนั่งเคียงกันอยู่บนโซฟาหนังสีดำหรูหรา ดูจากเฟอนิเจอร์ก็รู้ได้เลยว่ารอบตัวของพี่เวกัสล้วนเต็มไปด้วยของมีราคา
“พี่เวกัส...เจ็บมากมั้ยคะ”
ฉันไม่ได้สนใจเรื่องอื่นเลย ไม่ว่าเรื่องที่เขาเป็นลูกคนใหญ่คนโต เรื่องที่พ่อพี่เวกัสเกลียดขี้หน้าชี้นิ้วด่าฉัน ดูถูกเหยียดหยามแต่สิ่งที่ฉันสนใจ สนใจแค่เพียงใบหน้าเขาที่มันมีรอยช้ำ รู้สึกสงสารจับใจ
“ไม่หรอก ฉันชินกับมันซะแล้ว”
เขาพูดพร้อมกับคลี่ยิ้มที่มุมปาก พี่กัสในตอนนี้ถอดเสื้อช็อปวิศวะสีแดงโยนทิ้งไปเหลือเพียงเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ ทรงผมที่ฟูไม่เป็นทรงเพราะเพิ่งเกิดเหตุฉุกละหุกที่ห้างเมื่อครู่ที่ผ่านมา
“แล้วเมื่อกี้พี่ไปพูดอย่างนั้น ต่อจากนี้จะใช้ชีวิตยังไงล่ะคะ”
ฉันถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง การจะตัดขาดพ่อลูกมันไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะขึ้นชื่อว่าเป็นครอบครัวกัน
“ก็ไม่ยังไง...”
เขายักไหล่อย่างไม่แคร์อะไร แต่กว่าจะนิ่งได้ขนาดนี้ก็คงต้องทนต่อสู้กับความเจ็บปวดมามาก
“โถ่พี่เวกัส...”
ยิ่งเห็นเขาในมุมนี้ฉันยิ่งรู้สึกสงสารเขามากกว่าเดิม
ใบหน้าของเราสองคนเขยิบใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เสียงเครื่องปรับอากาศภายในห้องดังแผ่วเบา เราสองเอี้ยวตัวประชิดเข้าหากัน
มือหนาของพี่กัสยกขึ้นจับเข้าที่แผ่นหลังของฉันเบาๆ ความเย็นจากมือแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลังเล็กอบอุ่นภายใต้เสื้อนักศึกษา
แต่ทันทีที่มือร้อนนั้นสัมผัสลงบนแผ่นหลังฉันก็ตกใจสะดุ้งเฮือก รีบถอยตัวออกยกมือขึ้น ใช้หลังมือเช็ดแก้มตัวเองเบาๆ เมื่อกี้เรากำลังจะทำอะไรกัน? เกือบไปแล้วสิมินนี่...เกือบเผลอใจไปแล้ว
“เอ่อ คือ...”
ฉันพูดอะไรไม่ออก ส่วนพี่เวกัสเองก็เหมือนตั้งสติได้พร้อมถอยตัวออกไปปลายโซฟาแล้วนั่งนิ่ง
“คือ...” ฉันยังคงไม่รู้จะพูดอะไร แต่พี่เวกัสหันมามองหน้าฉันและพูดสวนขึ้นก่อน
“โทษที...บรรยากาศมันพาไป”
“หนู... หนูว่า หนูว่าหนูกลับหอในก่อนดีกว่านะคะ นี่มันก็เริ่มมืดแล้วด้วย”
ไอ้การที่เขาบอกว่าให้ฉันมาที่ห้องคงจะแค่มานั่งคุยปรับทุกข์กันทั่วไป เขาคงไม่ได้หมายถึงเรื่องอย่างว่า ใช่มั้ย?
“อื้ม...ไปสิ เดี๋ยวฉันจะขับรถไปส่ง”
พี่เวกัสยืนขึ้นเต็มความสูงแต่ฉันก็ยกมือขึ้นเทียบอกแล้วโบกมือไปมาอย่างเกรงใจ
“ไม่เป็นไรค่ะพี่เวกัส เดี๋ยวหนูกลับเองดีกว่าพี่เองก็เหนื่อยแล้วด้วย”
เขาเดินเข้ามาใกล้ คนตัวสูงกว่า 185 เซนติเมตรก้มลงมองหน้าฉันที่เตี้ยกว่าพร้อมกับใช้มือเชยคางฉันให้เงยขึ้นสบตากับเขา
“ก็บอกแล้วไงว่าจะไปส่ง...อย่าดื้อ”
ท้ายที่สุดแล้วฉันก็ยอมให้พี่เวกัสขับรถมาส่งจนถึงหอใน พอพี่เขามาส่งแล้วก็แยกย้ายกัน
“ด เดี๋ยวค่ะพี่เวกัส”
ก่อนที่เขาจะขับรถออกไปฉันเรียกเขาเอาไว้ พี่เวกัสเปิดกระจกรถคุยกับฉัน ฉันหยิบพวงกุญแจรูปหมีสีขาวใส่เอี๊ยมสีฟ้าพร้อมกับถือรูปหัวใจสีแดงส่งให้กับพี่เวกัสโดยที่ฉันยืนอยู่นอกรถ กำลังจะเตรียมเดินเข้าหอใน
“มันคืออะไร”
“พวงกุญแจหมีค่ะ ชื่อว่าเอแคลร์ แต่ไม่ใช่พวงกุญแจธรรมดานะ เป็นพวงกุญแจนำโชคของหนูเลยล่ะ”
ฉันยิ้มยิงฟันอย่างจริงใจ เจ้าตุ๊กตาตัวนี้เป็นตุ๊กตาที่ไม่ว่าฉันจะพกไปไหนก็มักจะเจอกับเรื่องดีๆเสมอ แม้กระทั่งตอนที่ฉันยื่นขอทุนของมหาวิทยาลัยนี้ วันที่สอบสัมภาษณ์ฉันก็เอาเจ้าเอแคลร์มาด้วยล่ะ
“หึ พวงกุญแจนำโชคงั้นเหรอ?” เขายิ้มมุมปากเหมือนไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็รับตุ๊กตานั้นไปถือไว้ในมือ
“ของขลังเลยนะคะ ทำอะไรก็โชคดีไปหมด...เวลามีน้องอยู่หนูอุ่นใจทุกครั้ง หนูให้พี่ค่ะ”
“ให้ฉัน? ก็ไหนบอกว่าพกไปไหนก็สบายใจเสมอ มาให้กันแบบนี้จะไม่เป็นไรแน่เหรอ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พี่รับไปเถอะหนูอยากให้”
“งั้น...จะรับไว้ก็ได้” พี่เวกัสยิ้มอ่อนให้กับฉัน ใจฉันเต้นตึกตักเลยล่ะ
“ฝันดีนะคะพี่เวกัส”
เขาที่นั่งอยู่บนรถแล้วเปิดกระจกคุยกับฉันชะงักไปเล็กน้อย
“อื้ม...ฝันดีนะมินนี่”
ฉันรู้สึกได้ถึงแรงของหัวใจที่เต้นโครมคราม พี่เวกัสนี่น่ารักจังเลยนะ
“อะไรจ๊ะยัยมินนี่ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียวนะ”
พิ้งค์ที่เป็นรูมเมทแซวฉัน ฉันอาบน้ำเสร็จก็นั่งเลื่อนโทรศัพท์เล่นแอพโซเชียลมีเดียไปเรื่อยๆพร้อมกับคิดจินตนาการไปถึงเรื่องที่ไปเดทวันนี้
“เปล่า...ก็ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย”
ฉันนั่งเป่าผมอยู่ที่โต๊ะทำการบ้านอ่านหนังสือและยังไม่ได้ปีนขึ้นเตียง เตียงของฉันเป็นชั้นลอย ส่วนด้านล่างเอาไว้สำหรับนั่งเขียนหนังสือและมีตู้เสื้อผ้า หอในของมหาวิทยาลัยก็จะประมาณนี้แหละค่ะ
“เห็นนะ.. มีผู้ชายมาส่งอ่ะ”
พลอยพูด พิ้งค์เองก็ยิ้มแซว
“บ้า... ไม่มีอะไรสักหน่อย”
“ไม่มีอะไรก็ดีจ้ะ หวังว่ารูมเมทในห้องคงจะไม่เหลือแค่ฉันกับยัยพลอยหรอกนะมินนี่ วาวาก็ย้ายออกไปแล้วคนนึง”
“บ้า พูดอะไรกันเนี่ย...”
ฉันยิ้มอายแล้วปัดมือไปมา จะให้ย้ายไปไหนล่ะฉันก็ต้องอยู่ที่หอในแห่งนี้แหละ ส่วนยัยวาวาย้ายไปอยู่กับแฟน แต่ฉันไม่ได้มีแฟนสักหน่อย
ฉันยังไม่ได้เป็นอะไรกับพี่เวกัส เราสองคนแค่ไปเดทแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะคบกันนี่
ทางด้านของเวกัส จอดรถเสร็จแล้วก็เดินมาขึ้นลิฟต์ขึ้นมายังคอนโดของตัวเอง ภายในมือแกร่งถือตุ๊กตานำโชคที่มินนี่ให้เอาไว้
เมื่อเขาเปิดมาในห้องก็นั่งแผ่ตัวลงที่โซฟา
หยิบตุ๊กตาหมีสีขาวบริสุทธิ์ใส่เอี๊ยมสีฟ้าขึ้นมาดู
“ตุ๊กตาอะไร...หน้าดูโง่ๆ”
เขาพูดพร้อมกับโยนมันทิ้งลงพื้นไปอย่างไม่ใส่ใจอะไร ตุ๊กตาหมีนอนแผละอยู่ที่พื้น ขากับแขนชี้โด่เด่ไปคนละทางดูน่าสงสาร เหมือนกับสัตว์ตัวน้อยที่โดนเจ้าของใหม่ทอดทิ้ง ไม่แยแสแม้แต่จะชำเลืองตามอง
ร่างแกร่งเอนตัวลงนอนบนโซฟาตัวยาว ยกมือขึ้นประสานเงยฝ่ามือขึ้นแล้ววางศีรษะลงนอน ขาแกร่งไขว่ห้างอย่างสบายใจ
ต่อจากนี้เขาอยากจะทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่ฟังคำสั่งของพ่ออีกต่อไป
อยากให้เขาสนิทกับลูกสาวของเพื่อนพ่อที่ชื่อนิวเยียร์ใช่มั้ย ได้เลย
บอกซ้ายกูจะไปขวา บอกขวากูจะไปซ้าย
ส่วนเจ้าตุ๊กตาหมีนำโชคของมินนี่ที่ชื่อว่าเอแคลร์ก็นอนหงายท้องราวกับสิ่งของไร้ค่าอยู่ที่พื้น
สำหรับเวกัส...มันไม่ได้มีค่าอะไร
