Chapter 4 จะไม่เชื่ออีกแล้ว
Chapter 4
จะไม่เชื่ออีกแล้ว
“เย้ยฟ้า! ท้าดิน~ ได้ยิน เสียงสวรรค์!”
เสียงลีดเดอร์กำลังซ้อมกันอย่างขยันขันแข็งภายใต้ตึกคณะสังคมศาสตร์
“ฮ้าว ง่วงๆ” ฉันบ่นพร้อมกับบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย
“ไอ้มิน แกจะติดกระดุมจนถึงคอทำไมวะ เชยเป็นบ้า”
ติณถามพร้อมกับมองด้วยสายตาระเหี่ยใจ ทั้งยังส่ายหน้าไปมา
“นั่นสิ แต่งตัวดีๆแกก็สวยออกนะมินนี่” ปลาดาวว่าขึ้นพร้อมกับสยายผมตรงสีดำของตัวเอง
“ก็เสื้อมันตัวใหญ่ จะก้มจะเงยก็ลำบาก”
ฉันตอบพร้อมกับเกาหัวแล้วยิ้มแหยๆ รู้อยู่หรอกว่าตัวเองแต่งตัวไม่ได้เรื่องเอาซะเลย
“แต่มันเชยมาก ไม่มีใครแต่งแบบแกหรอกมินนี่”
ติณยังคงกอดอกส่ายหัว
“เป็นผัวฉันเหรอจ๊ะถึงมาวิจารณ์การแต่งตัวฉัน”
ฉันมองหน้าติณแล้วยักคิ้วอย่างกวนอวัยวะเบื้องล่าง มันนิ่งอึ้งไปเถียงไม่ออก
“เอาน่าสองคนนี้เลิกเถียงกันได้แล้ว”
“ชิ กลับคอนโดก่อนละ จะรีบกลับไปทำงานที่อาจารย์นพนภาสั่ง ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ”
ติณพูดพร้อมกับโบกมือลาฉันกับปลาดาว ส่วนฉันเองก็เดินจากออกมาที่ลานจอดจักรยานของตัวเอง
ฉันก้มลงมองเสื้อของตัวเองที่ติดกระดุมมาจนถึงคอ ก็เสื้อที่ฉันใส่มันใหญ่กว่าตัวตั้งหลายเบอร์ เพราะมันใส่สบายกว่าเสื้อที่มันรัดๆ
ฉันเป็นคนหน้าอกค่อนข้างใหญ่แล้วก็ไม่ชอบแต่งตัวให้มันอึดอัด
“ไอ้บ้าติณ... มันเชยมากเลยรึไง”
ฉันก้มลงมองและถอนหายใจออกมา หรือมันจะจริงอย่างเพื่อนพูด
“งั้น...ลองแกะกระดุมเม็ดบนออกสักเม็ดดีไหม”
ฉันแกะกระดุมเม็ดบนคอสุดออก เออ จะว่าไปมันก็สบายดีเหมือนกันนะ
แกะอีกสักนิดดีไหม... ว่าแล้วก็ลงมือแกะกระดุมเม็ดที่สอง มันผ่าลึกลงคอไปหน่อยหรือเปล่านะ? ไม่หรอก โดนเพื่อนว่าเชยเฉิ่มบ่อยๆมันก็เสียความมั่นใจเหมือนกันแฮะ
งั้นก็เอามันแบบนี้แหละ ถ้าไม่ไปก้มที่ไหนก็ไม่มีทางที่ใครจะเห็นหน่มน้มของฉันหรอก
ว่าแล้วฉันก็จับจักรยานแล้วปั่นออกไปอย่างลั้ลลา ปั่นมาจนผ่านคณะวิศวะเพื่อที่จะตรงไปยังหอในหญิงของตัวเอง แต่แล้วก็เจอกับรถยุโรปคันหรูคันนึงเฉี่ยวเข้าที่ด้านข้างจนจักรยานของฉันล้ม
“ว๊าย กรี๊ด!”
เคร้งง!!
จักรยานสีชมพูหวานแหววล้มลงที่กลางถนน นิสิตนักศึกษาที่กำลังเดินผ่านไปมาต่างยืนมองเหตุการณ์
คนที่ขับรถอยู่ลงมาดู
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?” ฉันจำเสียงที่แสนจะคุ้นเคยนั่นได้...อย่าบอกนะว่า
“พี่เวย์กัส!”
“มินนี่!”
พี่เวกัสจ้องมองหน้าฉันอย่างไม่อยากจะเชื่อ ต้องมีเหตุให้ต้องเจอกันอีกแล้ว แถมตอนนี้จักรยานของฉันดูเหมือนจะปั่นต่อไม่ได้
“เป็นอะไรหรือเปล่า?”
ก่อนที่จะอึ้งไปมากกว่านี้เขารีบมาช่วยประคองฉันให้ลุกขึ้น สายตาคู่คมสีน้ำตาลอ่อนเลื่อนมามองขาของฉันที่ตอนนี้ถลอกเป็นแผลมีเลือดออก กระโปรงทรงพลีทยาวถึงตาตุ่มตอนนี้ถลกขึ้นมาอยู่เหนือหัวเข่า
“ม ไม่เป็นไรค่ะ..” ฉันยิ้มแหยๆที่จริงก็เจ็บมากอยู่
พี่เวกัสช่วยประคองฉันลุกขึ้นช้าๆ แล้วก็ประคองฉันจนยืนขึ้นได้ ฉันก็หันไปจูงจักรยานขึ้นมา ในจังหวะที่กำลังก้มอยู่ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าเสื้อนักศึกษาตัวหลวมโคร่งนั้นปลดกระดมอยู่ถึงสองเม็ด! พอก้มลงมาคงจะเห็นไปถึงไส้พุง ฉันรีบดีดตัวลุกขึ้นใช้มือจับเข้าที่คอเสื้อไว้พร้อมกับใบหน้าที่แดงซ่าน
“อ เอ่อ” ฉันหน้าแดงพูดไม่ออก พี่เวกัสเบือนหน้าหนีพร้อมกับยกมือขึ้นเกาจมูกเบาๆ..แง้ง เมื่อกี้เขาเห็นหรือเปล่า?
ฉันแอ่นตัวก้มลงเก็บจักรยานขึ้นมา หน่มน้มมันออกมาทักทายหรือเปล่านะ เจ้าบราเซียตัวสีขาวฉันมันก็ดันอกขึ้นมาซะเยอะเลย ฮืออ ก้มลงทีเห็นไปถึงพุง
“จะไปไหนเดี๋ยวฉันจะไปส่ง”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูมีจักรยาน หนูพักอยู่ที่หอในหญิงตรงนี้เอง”
ฉันรีบส่ายหน้าปฏิเสธ รู้สึกเขินอายกับเหตุการณ์เมื่อกี้ ไม่น่าเชื่อไอ้บ้าติณเลย รู้งี้ติดกระดุมเสื้อถึงเม็ดบนสุดเหมือนเดิมก็ดีอยู่แล้ว
“จักรยานเธอมันพังแล้ว ขึ้นรถมาเดี๋ยวฉันจะไปส่งเอง”
จักรยานที่ประคองอยู่ในมือ สภาพไม่น่าดูเอาซะเลย
“แล้วจักรยานจะทำยังไงล่ะคะ..” ฉันชำเลืองมองไปทางรถยุโรปคันหรูแต่มันเป็นรถเก๋ง แล้วจักรยานฉันล่ะ?
“เอาไปทิ้งไว้ข้างต้นไม้ เดี๋ยวค่อยโทรให้ไอ้เบย์เอารถกระบะมารับไปไว้ที่หอ”
เขาคงจะหมายถึงพี่เบย์แบดแฟนวาวา
“งั้นก็..ขอรบกวนวันนึงนะคะ” เพราะจะให้เดินขากระเผลกกลับหอในเองก็ดูจะลำบาก
เขาเปิดประตูแล้วประคองฉันขึ้นรถ ฉันนั่งเข้าที่เบาะข้างคนขับ
“เจ็บมากหรือเปล่า?” พี่เวกัสที่ปกติมักจะเป็นจอมมารร้าย แต่วันนี้เขาถามฉันด้วยน้ำเสียงอ่อน อาจเพราะรู้สึกผิดที่ขับรถเฉี่ยวเมื่อกี้
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เจ็บมาก”
ฉันพูดพร้อมกับก้มลงมองหัวเข่าตัวเองที่มีรอยถลอก ตอนนี้ฉันถลกกระโปรงขึ้นมาจนถึงเข่าไม่อยากให้เนื้อกระโปรงสากๆมันเสียดสีกับแผล เดี๋ยวมันจะเจ็บไปมากกว่านี้
เอี๊ยดด พี่เวกัสจอดรถหน้าร้านสะดวกซื้อก่อนจะถึงหอในหญิง
“หืม? จะซื้ออะไรเหรอคะ?” ฉันหันไปถามเขาด้วยสีหน้าสงสัย
“ซื้ออุปกรณ์ล้างแผลให้เธอไง”
พี่เวกัสเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อและกลับออกมาพร้อมกับสำลี น้ำเกลือ และยาแดง
เขาเปิดขวดน้ำเกลือเทลงสำลีแล้วเช็ดเบาๆที่แผลฉัน
“อ๊ะ” ฉันตกใจจนเผลออุทานออกมา
”เจ็บเหรอ?“ เขาถามน้ำเสียงอ่อนโยนจนใจฉันรู้สึกสั่นไหว
“ไม่เจ็บหรอกค่ะ...ขอบคุณนะคะ”
พี่เวกัสก้มลงทำแผลให้ฉัน เขาเงยหน้าสบตา ส่วนฉันก็เบือนหน้าหนีหลบตา รู้เลยว่าหน้าตัวเองตอนนี้ต้องแดงมากแน่
พี่เวกัสไม่ชวนพูดอะไรต่อ แต่เก็บของให้เรียบร้อยแล้วขับรถพาฉันกลับมายังหอในของมหาวิทยาลัย
เมื่อมาถึงฉันก็เดินลงและโค้งขอบคุณเขาอีกครั้งที่ช่วยมาส่งฉันในวันนี้
“ขอบคุณที่มาส่งหนูนะคะพี่เวกัส”
พี่เวกัสเลื่อนกระจกลงแล้วมองหน้าฉัน หน้าตาของเขา...หล่อมากจริงๆ เป็นระดับตัวท็อปของมหาวิทยาลัยเลยล่ะ ไม่แพ้พี่เบย์แบดแฟนวาวาเลย
“อืม จักรยานเดี๋ยวจะให้ไอ้เบย์ยกใส่หลังกระบะขับรถเอามาให้นะ”
“ได้ค่ะ..”
“แล้วเดี๋ยวฉันจะซื้อคันใหม่ให้ คันนี้มันคงพังจนขับไม่ได้แล้ว”
“อ เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะพี่เวกัส” ฉันที่ยืนอยู่มองเขาผ่านกระจกรถที่ถูกเปิด พยายามห้าม เพราะไม่ได้อยากให้เขาต้องมาเสียเงินให้กับเรื่องนี้
“ฉันทำของเธอพัง เดี๋ยวพรุ่งนี้จะซื้อมาคืนให้”
พี่เวกัสยังยืนยันคำเดิม
“เอ่อ งั้นก็ขอบคุณนะคะ” ในเมื่อพี่เขายืนยันอย่างงั้นฉันก็ไม่กล้าปฏิเสธ
สายตาของพี่เวกัสที่ตอนแรกมองตาฉัน ตอนนี้หลุบลงต่ำมามองที่เนินอกอวบก่อนจะเบือนหน้าหนีไป
“แล้วก็กระดุมน่ะ ใส่เสื้อคอกว้างขนาดนี้ติดให้มันครบด้วย”
“อ๋า..” ฉันก้มลงมองเสื้อตัวเองแล้วใช้มือจับเข้าที่คอเสื้อ รู้สึกอับอายขายขี้หน้าที่สุด
พี่เวกัสปิดกระจกรถแล้วก็ขับออกไปไม่พูดอะไรกับฉันอีกเลย
ฮือไอ้บ้าติณ ฉันจะไม่เชื่ออะไรแกอีกเลยคอยดู ไอ้บ้า!
เวกัสขับรถกลับมายังคอนโดที่อยู่ตรงข้ามกับหอในหญิงของมหาวิทยาลัยเอกชนแอชตันเจเค คอนโดที่เวกัสยู่เป็นคอนโดวีไอพีของมหาวิทยาลัย
ใจดวงแกร่งมันรู้สึกแปลกๆ นึกถึงคำพูดที่ซีเคพูดเมื่อวาน
แม่ชีอะไรนมใหญ่เบอร์นั้น
ปกติเขาไม่เคยสังเกต แต่วันนี้เห็นกับตาด้วยความไม่ตั้งใจ
เฮ้ย แล้วกูคิดอะไรของกูอยู่วะเนี่ย!
เวกัสรีบสะบัดหัวไล่ความคิดลามกนั้นออก ยัยเฉิ่มนั่นเป็นรุ่นน้องแถมยังดูไม่ประสีประสาทางโลกเอาซะเลย เขาจะคิดกับเธอแบบนั้นไม่ได้
ติ๊งง
แต่แล้วก่อนที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นสายเรียกเข้าที่เวกัสไม่อยากจะรับมันมากที่สุด
‘พ่อ’
ร่างแกร่งของนักศึกษาชั้นปีที่สี่ถอนหายใจ มือหนาหยิบยกโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมกับกรอกเสียงที่ไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่ลงไป
“ครับพ่อ”
“เรื่องที่ให้ไปตีสนิทลูกสาวท่านรัฐมนตรีไปถึงไหนแล้วเวกัส?”
